ทรงกระสับกระส่ายพระทัย เพราะถวายพระอาญาขั้นสุดท้าย ที่รับสั่งไปแล้ว

     ในชีวิตของคนเรามีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มักจะมาถึงเรา เมื่อสายเกินไปเสียแล้ว โดยเฉพาะความผิดพลาดที่มันเกินแก้ แม้จะอ้อนวอนขอเวลาให้เหลือสัก ๑ วินาที ก็ยังไม่สามารถทำได้

เทือกเขาในกรุงราชคฤห์

ที่สร้างตำนานมากมาย ในพุทธประวัติ

"เขาคิชฌกูฏ"

   ขอเล่าเรื่องของเหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นในกรุงราชคฤห์ สมัยพุทธกาลต่อไป

   บันทึกที่แล้ว ได้เล่าถึงพระเจ้าอาชาตศัตรู ได้สำเร็จอนันตริย กรรม ด้วยการปิตุฆาตพระราชบิดา ลงแล้ว แต่ถ้าอดีตจะย้อนกลับคืนไปได้ แม้เพียงเสี้ยววินาที ที่จะยั้งเวลามิให้พระราชบิดาสวรรคต พระเจ้าอชาตศัตรู คงยอมทุกอย่าง เพื่อแลกกับเสี้ยววินาทีนั้น ขอเพียงพระราชบิดาอย่าเพิ่งสิ้นพระชนม์ ขอให้พระองค์ได้กลับพระทัย แล้วมาเฝ้าเสด็จ ดูแลแก้ไขจนพระราชบิดา กลับมีพระพลานามัยสุขสมบูรณ์ต่อไป มิให้สวรรคตในสภาพเช่นนี้ และจากน้ำมือพระองค์

  เพราะวันที่พระเจ้าพิมพิสาร ทรงทนทุกขเวทนาไม่ไหว และสิ้นพระชนม์นั้น เป็นวันเดียวกันกับ พระราชโอรสของพระเจ้า      อชาตศัตรูประสูติพอดี เสียงร้องของพระโอรส ที่ผ่านพระโสตของพระเจ้าอชาตศัตรู สร้างความปิติโสมนัสเหลือประมาณ ความรักใคร่ ความเบิกบาน แจ่มใส บรรเจิด และเกาะกุมพระทัยทันที ณ เวลานั้นกุศลจิตในพระองค์ ทำให้หวนระลึกถึงความรักของผู้เป็นพ่อขึ้นมาได้ ในวันที่พระองค์ประสูติ พระราชบิดา ก็คงมีความปิติเปี่ยมพระราชหฤทัยเช่นเดียวกัน พลันก็ให้สำนึกในความหลงผิด หวาดระแวง ต่อผู้บังเกิดเกล้า จนถึงกับสั่งลงอาญา ป่านฉะนี้ พระราชบิดาจะทุกขเวทนาประมาณใด จึงสั่งให้ ทหารไปนำพระเจ้าพิมพิสารออกจากคุกโดยทันที ให้รีบนำหมอหลวงมารักษาให้ดีที่สุด ทรงกระสับกระส่ายพระทัย เพราะถวายพระอาญาขั้นสุดท้าย ที่รับสั่งไปแล้ว ด้วยบาปกรรม กำลังเผาผลาญพระทัยพระองค์ตลอดเวลา  อีกทั้งได้รับการกราบบังคมทูลว่า พระราชบิดา สิ้นพระชนม์แล้ว

   ขณะจิตนั้นพระเจ้าอชาตศรัตรู อยากจะหมุนโลกให้ย้อนกลับ ปรารถนาให้เหตุการณ์ที่ผ่านพ้นไปแล้ว เปลี่ยนแปลงเสียใหม่ ให้พระโอรสของพระองค์ประสูติก่อนหน้านี้ เพื่อให้พระองค์ได้ซึมซาบรสรักเสน่หา ระหว่างพ่อต่อลูก เพื่อพระองค์จะได้กลับไป ทำนุบำรุงพระบิดา มิให้ได้รับการทารุณเช่นนั้นแต่วันเวลา ก็ไม่เคยย้อนกลับมาได้ ดังปรารถนา

   พระเจ้าอชาตศรัตรู ทรงวิ่งไปหาพระราชมารดา คาดครั้นให้เล่าถึงครั้งที่พระองค์ประสูติ พระราชบิดามีอาการเยี่ยงพระองค์หรือไม่ ทรงปิติเสน่หาปานใด

 พระราชมารดา ทรงเล่าให้พระราชโอรสฟังจนหมดสิ้น นับตั้งแต่ พระราชบิดา กรีดพระพาหา เพื่อให้พระนางเสวยพระโลหิต แก้การแพ้พระครรภ์ การดูดนิ้วที่เป็นฝีของลูก การยกโทษ แม้จะรู้ว่าราชบุตร ลอบปลงพระชนม์ ซัำยังยกราชสมบัติให้ตามพระราชประสงค์

  โดยสรุปก็คือ สายตาของพ่อแม่ ไม่เคยปองร้ายในบุตรของตน มีแต่จะเอ็นดู ทะนุถนอม ขจัดปัดเป่าทุกข์โทมนัสของลูก ไม่โกรธ แม้ลูกสั่งฆ่าก็ตาม

  พระราชมารดาเมื่อทรงทบทวนเรื่องราวจนจบ ประกอบกับได้สัมผัส จิตใจที่กระด้างโหดเหี้ยมของพระราชบุตรตลอดมา ซึ่งเคยสั่งห้ามแม้กระทั่ง รู้ว่าพระนาง แอบเอาอาหารทาพระวรกาย เพื่อนำไปให้พระเจ้าพิมพิสารเสวย ความเดียดฉันท์ จึงทำให้ ทรงกลับคืนสู่เมืองของพระนาง ไม่สามารถจะทนอยู่กับพระโอรสต่อไปได้

 พระเจ้าอชาตศรัตรู ผู้ก่ออกุศลกรรม อย่างยิ่งยวด 

ธรรมชาติของจิตนั้น จะคิดได้ทีละเรื่องอยู่แล้ว ยิ่งต้องประทับอย่างโดดเดี่ยว ความสงบทำให้กุศลเข้าครอบงำพระทัย

  การได้ระลึกถึงกรรมที่ได้กระทำมาจึงเกิดขึ้น

แต่อกุศลฝ่ายบาป ก็ตามรักษา ให้ทุกข์ทรมานใจ

นับตั้งแต่พระราชบิดาสิ้นพระชนม์ พระองค์มิเคยได้บรรทมหลับอีกเลย แม้สักชั่วยาม

    การได้หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข จึงเป็นคำอวยพร ก่อนจาก สำหรับวันนี้ค่ะ