ที่จริงยกตำแหน่งคณบดีมาเป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น แนวคิดที่ผมจะฝันหรือใฝ่ฝันในบันทึกนี้ใช้ได้กับอธิการบดี หัวหน้าภาควิชา อธิบดี เลขาธิการ ปลัดกระทรวง รัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กำนัน อบต. ฯลฯ ได้ทั้งสิ้น
ผมถามตัวเองว่า คณบดีของคณะวิชาในมหาวิทยาลัยที่ต้องการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นยอดของโลก เป็นยอดระดับ ๑ ใน ๑๐๐ ของโลก อย่างมหาวิทยาลัยมหิดล ต้องตีความหมายหน้าที่ในตำแหน่งคณบดีว่าแก่นหรือหัวใจของมันคืออะไร
ลองเอาคณะสังคมศาสตร์ เป็นตุ๊กตา
ผมตีความว่าเมื่อต้องการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยก็ต้องเอาผลงานวิจัยนำ ใช้ภารกิจอื่นเป็นตัวเสริมความเข้มแข็งของการวิจัย การวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยมีจุดอ่อนอยู่ ๓ ประการ
๑. ไม่ติดดิน หมายความว่าไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของผู้คน ไม่เชื่อมโยงกับสภาพปัจจุบันของสังคม
๒. ไม่เป็นทีม หรือเป็นการวิจัยส่วนปัจเจกของอาจารย์แต่ละคน มากเกินไป ไม่มีวัฒนธรรมการทำงานวิจัยเป็นทีมใหญ่ๆ
๓. ไม่มีความร่วมมือกับนักวิจัยในหน่วยปฏิบัติ หรือนักวิจัยนักรบ นักวิจัยในมหาวิทยาลัยไม่ลงสนามรบ หรือไม่มีโอกาสลงสนามรบ ผมได้คำ “สนามรบ” มาจาก นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. นักวิจัยผู้ลุยสนามรบในโลก และในประเทศไทย
ผมวิเคราะห์ฟันธงว่า นักวิชาการที่เน้นวิจัยแบบโลดแล่นอยู่ที่พรมแดนความรู้ หรือขอบฟ้าวิชาการ ต้องเอาวิชาความรู้ที่ขอบฟ้าวิชาการมาลงสนามในสังคมไทย เอามาตั้งคำถามในสภาพจริงของสังคมไทยว่าทฤษฎีนั้นๆ ใช้ได้จริงไหม ใช้อธิบายปรากฏการณ์จริงในสังคมของเราได้หรือเปล่า หรือจะต้องมีการปรับทฤษฎีในบางส่วน จึงจะอธิบายได้ การปรับทฤษฎีบางส่วนนั้นเอง คือการสร้างความรู้ใหม่ ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการนานาชาติได้ เพื่อเอาไปสู้กับเขาว่าความรู้เชิงทฤษฎีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีจุดอ่อนตรงไหนบ้าง ในบริบทของสังคมแบบไทย หรือสังคมที่มีวัฒนธรรมอย่างที่เราเป็นอยู่ มีทฤษฎีเสริมหรือฉีกแนวออกไปอย่างไรได้บ้าง
จึงมาถึงคำถามตามหัวข้อ คณบดีของคณะหรือของการสร้างสรรค์วิชาการ คณบดีของการทำงานบริหาร หรือจริงๆ แล้วส่วนใหญ่เป็นงานธุรการ เพื่อสร้างความราบรื่นภายในคณะ หรือคณบดีเพื่อทำหน้าที่ผู้นำทางวิชาการ จุดประกายและอำนวยความสะดวกให้คณาจารย์ควงดาบวิชาการลงสนามรบ มีความไม่รู้ มีปัญหาสังคมเป็นศัตรู มีพันธมิตรเป็น (๑) นักวิจัย-วิชาการของมหาวิทยาลัยอื่น (๒) นักวิจัยผู้มีชีวิตอยู่ในสนามรบ คือหน่วยปฏิบัติ (๓) นักวิจัยต่างประเทศ (๔) ชาวบ้านหรือนักปฏิบัติ นักพัฒนา ในพื้นที่
ที่จริงคำถามตามหัวข้อนี้ เป็นคำถามที่ผิดนะครับ ตั้งคำถามแบบให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ในชีวิตจริงแล้ว คำตอบคือ ต้องทำทั้ง ๒ อย่าง โดยที่ต้องตระหนักว่าหน้าที่ประการหลังเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ไม่มีทักษะ ไม่มีวิธีคิดหรือกระบวนทัศน์เพื่อการทำหน้าที่ “เป็นคณบดีของวิชาการ” ไม่ใช่แค่ของหน่วยงานแคบๆ การเป็นผู้บริหารของการสร้างสรรค์วิชาการต้องไม่ติดกรอบหรือกรงขังที่คับแคบ ต้องมีจินตนาการที่กว้าง มีสนามรบที่กว้าง มีพันธมิตรที่กว้าง สามารถได้รับความยอมรับนับถือในแวดวงที่กว้าง
คนมักเข้าใจผิด ว่าการที่จะได้ความยอมรับนับถือต้องแสดงภูมิรู้ ผมกลับมองว่าการแสดงภูมิรู้สู้การแสดงภูมิไม่รู้ไม่ได้ ผู้บริหารวิชาการต้องแสดงภูมิไม่รู้เก่ง คือตั้งโจทย์เก่ง และรู้ว่าผู้มีความสามารถตอบโจทย์ได้บางส่วนอยู่ที่ไหน ต้องหาทางไปเชื่อมโยงเป็นพันธมิตรวิชาการกับเขา/หน่วยงานของเขา ผมคิดว่านี่คือหัวใจของการเป็นคณบดีของการสร้างสรรค์วิชาการ
คณะสังคมศาสตร์ฯ ของมหาวิทยาลัยมหิดล มีความได้เปรียบที่อยู่ในมหาวิทยาลัยที่สร้างเครือข่ายด้านสุขภาพได้ง่าย มีประวัติความเข้มแข็งด้านสังคมศาสตร์การแพทย์ ซึ่งเวลานี้ในกระทรวงสาธารณสุข (สนามรบจริง) มีขุนพลผู้เยี่ยมยุทธเกิดขึ้นมากมาย เช่น นพ. วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร (ด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพ) นพ. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (ด้านมานุษยวิทยา) นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ (ด้านนโยบาย) นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ (ด้าน capacity building) เป็นต้น เป็นโอกาสที่คณะสังคมศาสตร์ฯ จะเข้าไป “ร่วมรบ” ด้วย
หน่วยงานที่คณะสังคมฯ จะต้องเข้าไปใกล้ชิดคือ สวรส. สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) สถาบันวิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (สพช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นต้น
เมื่อวานนี้ผมได้เรียนรู้มาก จากการไปประชุมที่ สช. ได้เรียนรู้ว่า รมต. สาธารณสุข ในยุคปัจจุบัน จะประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ได้ ต้องไม่เป็นแค่ รัฐมนตรีของกระทรวงสาธารณสุข เพราะกระทรวงในเวลานี้มันเป็นส่วนเล็กนิดเดียวของระบบบริหารงานสาธารณสุขของประเทศ รมต. สาธารณสุขที่ยิ่งใหญ่ จึงต้องเป็นรัฐมนตรีสาธารณสุข ไม่ใช่รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข
นี่ก็วิธีคิดแบบเดียวกันกับเรื่องตำแหน่งบริหารในมหาวิทยาลัย ที่จะต้องไม่บริหารภายใต้โลกทัศน์ที่แคบ
วิจารณ์ พานิช
๙ ส.ค. ๕๑
สวัสดีค่ะ....เป็นความรู้ใหม่ที่ครูบ้านนอก(อย่างข้าพเจ้า)ไม่เคยทราบมาก่อนและไม่ได้วิเคราะห์ในเรื่องเหล่านี้เลย...ผู้อ่านท่านอื่นๆ ก็คงไม่เข้าใจกันอีกหลายๆๆค่ะ