หมู่บ้านฐานความรู้

 หมู่บ้านฐานความรู้ เป็นแนวคิดของการจัดการศึกษานอกระบบและการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับประชาชนในจังหวัดพิจิตร ของสำนักงาน กศน.จังหวัดพิจิตร (ซึ่งหน่วยงานอื่นหรือจังหวัดอื่นจะนำไปใช้หรือปรับปรุงก็ยินดีไม่จำกัดสิทธิ์) ที่นำเอาประเด็นหลักสำคัญของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550  พรบ.การศึกษาชาติ พ.ศ.2542 และพรบ.กศน.2551 ที่มีเจตจำนงให้ประชาชนได้รับการศึกษาตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ดังนั้นการที่จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้จึงเป็นประเด็นสำคัญ  ประสบการณ์ที่ผ่านมาประชาชนโดนเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่อยู่นอกระบบโรงเรียน ได้ให้ความสนใจเข้ารับการศึกษารูปแบบนอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของหน่วยงาน กศน.น้อย สามาเหตุสำคัญที่พบประการหนึ่งคือการศึกษาที่หน่วยงานจัดแปลกแยกจากชีวิตของประชาชน การศึกษาเป็นเรื่องไกลตัวผุ้เรียน ทำให้ประชาชนไม่เห็นความสำคัญของการศึกษา  ดังนั้นความคิดของการศึกษานอกระบบในจังหวัดพิจิตรจึงมีแนวความคิดว่าชีวิตคือการศึกษา การศึกษาถือวิถีชีวิต และการเรียนรู้ของประชาชนต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตวิถีชุมชน  ประชาชน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่อยู่นอกระบบโรงเรียนมีประสบการณ์มามากมาย สะสมองค์ความรู้ในตัวเองมามากเช่น องค์ความรู้ในเรื่องการทำนาของเกษตรกรชาวนา องค์ความรู้เรื่องข้าว เรื่องน้ำ เรื่องส้มโอท่าข่อย เรื่องวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม หรือเรื่องอื่น ๆ มากมาย ดังนั้นประชาชนไม่ใช่จะเป็นศูนย์ของความรู้ แต่มีอะไรในตนเอง ที่มีคุณค่าในตัวเอง การยอมรับในประสบการณ์ องค์ความรู้ของบุคคลเป็นสิ่งจำเป็นของการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย

      หมู่บ้านฐานความรู้จึงเริ่มจากแนวคิดของการยอมรับองค์ความรู้ของบุคคลและชุมชน สำรวจและทำความเข้าใจในองค์ความรู้และวิถีชุมชน นำองค์ความรู้ที่เขามีอยู่ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่เขามีอยู่พัฒนาต่อยอด และขยายองค์ความรู้ที่เขามีไปสู่บุคคลอื่นและเพิ่มเติมในส่วนที่เขาขาด จะเป็นการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับตังของประชาชนเองทำให้ประชาชนคิดว่าการศึกษาและการเรียนรู้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อตัวเขาเอง การดำเนินโครงการหมู่บ้านฐานความรู้ของจังหวัดพิจิตรจึงเริ่มจากการที่มอบหมายและจัดส่งครู กศน.รับผิดชอบหมู่บ้านเป้าหมาย ทำความรู้จักคุ้นเคยกับประชาชนในชุมชนทุกคน ศึกษาและเก็นข้อมูลชุมชนอย่างละเอียดกระทำตัวเสมือนสมาชิกคนหนึ่งในชุมชน  ค้นหาปัญหาและสภาพของชุมชน รวมกลุ่มสมาชิกชุมชนเปิดเวทีชาวบ้านในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเอง แล้วมากำหนดแนวทางรูปแบบของการจัดการแก้ไขปัญหาด้วยกระบวนการเรียนรู้ 3 ลักษณะกิจกรรมด้วยกัน ได้แก่ กิจกรรมการเรียนรู้ที่กลุ่มและสมาชิกดำเนินการเองจากผู้รู้ชุมชน เรียนรู้ร่วมกัน หรือลงมือปฏิบัติจริงในชุมชน รูปแบบที่ 2 เรียนรู้จากองค์การหรือหน่วยงานอื่นที่ชุมชน หรือ ครู กศน.ประสานให้เกิดกิจกรรมการเรียนรู้ และประการสุดท้านคือกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครู กศน. ดำเนินการจัดเอง  หัวใจสำคัญของโครงการหมู่บ้านฐานความรู้คือการกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความสนใจ ไฝ่รู้ มีทักษะของการเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยกลุ่ม กิจกรรมการเรียนรู้ในชุมชนที่เกิดขึ้นมีหลากหลายรูปแบบตามความพร้อมความสนใจ และวิถีการที่หมาะสมของแต่ละชุมชนเช่น การเรียนรู้จากการรวมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มสมาชิก การเรียนรู้จากผู้รู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น จากวิทยากรภายนอก จากการศึกษาดูงาน จากการส่งไปศึกษาเรียนรู้แหล่งเรียนรู้อื่น เป็นต้น ซึ่งจะมีหลากหลายรูปแบบวิธีการของชุมชน  สิ่งที่ กศน.ต้องรองรับคือ ยืดหยุ่นในการจัดกิจกรรมโดยเอาประชาชนเป็นตัวตั้งพัฒนาหลักสูตรบนฐานความรู้ของชุมชน มีระบบของการรองรับกระบวนการเรียนรู้ การเทียบโอน การประเมินสะสมความรู้ และการประเมินเทียบวัดประสบการณ์เข้าสู่หลักสูตรพื้นฐาน หากบุคคลใดมีความต้องการที่จะเทียบวัดเข้าสู่ระบบของการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบทางเลือกหนึ่งของการศึกษาประชาชน ที่มุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนในชุมชนได้รับการเรียนรู้ที่จำเป็นและต่อเนื่องตลอดชีวิต อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น และการศึกษาเป็นการตอบสนองและแก้ปัญหาของชุมชน ของชาติต่อไปในที่สุด

ในปี งบประมาณ 2551 จังหวัดพิจิตรได้ดำเนินการหมู่บ้านฐานความรู้จำนวน 47 หมู่บ้านทั่วจังหวัดพิจิตร และกำหนดเป้าหมายว่าในปีงบประมาณ 2552 นี้จะขยายพื้นที่เพิ่มเป็น 96 หมู่บ้านคือดเนินการครบทุกตำบลในจังหวัดพิจิตร ตำบลละ 1 หมู่บ้านตามกำลังของบุคลากรของ กศน. คือมอบหมายให้ครู กศน. 1 คน รับผิดชอบ 1 ตำบล/1หมู่บ้าน สิ่งที่มีความคาดหวังในโครงการนี้คืออย่างเห็นองค์กรท้องถิ่น โดยเฉพาะ อบต. ได้เข้าใจและเห็นความสำคัญของการศึกษาภาคประชาชนในรูปแบบนี้ และเร่งจัดการศึกษาชุมชนให้มากเพิ่มขึ้นก็จะทำให้เกิดการจัดการศึกษาเพื่อปวงชนในจังหวัดพิจิตรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น