คนใกล้ตายน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพระยะยาว บางคนอาจเป็นคนอายุยืน ก็เป็นตัวอย่างลีลาชีวิต (lifestyle) ที่ดี บางคนที่เป็นโรคที่บอกสาเหตุได้ (เช่นสูบบุหรี่ หรือเป็นโรคที่มีสาเหตุจากการประกอบอาชีพ) ก็สามารถนำมาเป็นตัวอย่างเรียนรู้ปัจจัยเสี่ยงของโรคได้
ผู้ป่วยที่รู้ตัวว่าอยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต
แต่สติสัมปชัญญะยังดี อาจเล่าเรื่องราวที่ถ้าจารึกไว้
จะมีประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง ดังตัวอย่างที่ ศ. ดร.
สิปปนนท์ เกตุทัต เล่าเรื่องให้คุณอรุณศรี จิตต์แจ้ง บันทึก
และนำมาจัดพิมพ์ในหนังสือแจกตอนพระราชทานเพลิงศพ
ทำให้เรื่องราวที่มีค่าเชิงประวัติศาสตร์ไม่สูญหายไป
การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ช่วยให้ผู้ป่วย (และญาติ)
เผชิญความตายอย่างมีสติ มีหลายมิติ ได้แก่ด้านร่างกาย
การควบคุมอาการปวด ด้านจิตใจ และจิตวิญญาณ
ด้านกฎหมาย และสิทธิผู้ตาย ด้านเศรษฐกิจ
สังคม การดูแลภายหลังการตาย
การจัดการเกี่ยวกับศพ และพิธีกรรม
การดูแลความรู้สึกของญาติพี่น้อง
และทำให้ญาติพี่น้องเป็นกำลังสำคัญในการดูแลผู้ป่วยใกล้ตาย
ไม่เป็นภาระหรือตัวบั่นทอนกำลังใจ
ในหลายด้าน
สภาพของผู้ป่วยระยะสุดท้ายอาจช่วยเตือนสติ
หรือสอนลูกหลานญาติพี่น้องได้
ที่สำคัญคือความพอดีในการดูแลช่วงใกล้ตาย
ที่ไม่ยื้อยุดตัวหนีความตาย ที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า
“หอบสังขารหนีความตาย” ที่สำคัญคือไม่
“ขายคนอยู่” หรือไม่ทำให้เกิดสภาพ
“คนตายขายคนเป็น” ในบางกรณี ถ้อยคำ การตัดสินใจ
หรือพินัยกรรม ของผู้ป่วยจะช่วยสอน
วิจารณ์
พานิช
๑๒ ส.ค. ๕๑
วันแม่