วันที่ ๕ ส.ค. ๕๑ เป็นวันแห่งการเปิดสมองของผม    เช้าประชุมสภาสถาบันอาศรมศิลป์    ได้รับการ “สอนแบบไม่สอน” จาก ศ. ระพี สาคริก เต็มอิ่ม    บ่ายประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันคลังสมองของชาติ ได้อีกเกินอิ่ม    ได้เอาเอกสารกลับมาย่อยต่อที่บ้าน

 
          ในการประชุมคณะกรรมการบริหารสถาบันคลังสมองของชาติ  มีวาระนำเสนอเรื่อง “ทรัพยากรน้ำและการบริหารจัดการของประเทศไทย” โดย รศ. ดร. เจษฎา แก้วกัลยา และคณะ    รศ. ดร. เจษฎา แก้วกัลยา เป็นรองอธิการบดี มก.  เป็นกรรมการในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ    และเป็นผู้ประสานงานชุดโครงการทรัพยากรน้ำของ สกว. มาตั้งแต่สมัยผมเป็น ผอ. สกว.   ผมจึงดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า ที่ไม่ได้พบมานาน
 
          ดีใจเหมือนได้แก้ว    เมื่อคิดออกว่าโจทย์วิจัยของ สถาบันคลังสมองของชาติ มีโจทย์เดียว    คือมหาวิทยาลัยจะเข้าไปมีส่วนใช้โอกาสของเรื่องนั้นในการทำหน้าที่มหาวิทยาลัยได้อย่างไร   ไม่ว่าวิจัยเรื่องอะไร จะต้องมีโจทย์นี้เป็นข้อที่ ๑ เสมอ    นี่คือข้อสรุปของผม ซึ่งกรรมการท่านอื่นไม่จำเป็นจะต้องเห็นด้วย   เท่ากับว่าผมมอง สถาบันคลังสมองของชาติ เป็น change mechanism หรือกลไกการเปลี่ยนแปลง (พัฒนา) มหาวิทยาลัย   โดยสร้างโอกาสให้มหาวิทยาลัยเข้าไปฝึกทำหน้าที่ change agent ของประเทศ


          ผมดีใจแทน รศ. ดร. พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ ผอ. สถาบันคลังสมองของชาติจริงๆ ที่ชีวิตได้รับโอกาสให้ทำหน้าที่นี้   โดยที่มีเงินน้อย และไม่มีอำนาจ   นี่แหละครับ กลไกสร้าง change ที่แท้จริงในสังคม

 

          น้ำเป็นเรื่องใหญ่ เป็นทั้ง threat และ opportunity ของบ้านเมือง ใครๆ ก็รู้   ปัญหาหลักมี ๓ ด้าน ใครๆ ก็รู้   ว่าคือ (๑) น้ำมากเกินไป (น้ำท่วม)   (๒) น้ำน้อย (ภัยแล้ง)  และ (๓) น้ำเสีย


          ความท้าทายหลักก็คือระบบการจัดการมันแยกส่วน แยกกันทำ และแย่งกันทำ    มีหน่วยงานเกี่ยวข้องถึง ๓๒ หน่วยงาน   ซึ่งที่จริงผมว่ามากกว่านั้น   เพราะเวลานี้จังหวัดก็เป็นหน่วยงานระดับกรมแล้ว    จังหวัดต้องมีการจัดการเรื่องน้ำในเขตพื้นที่ของตน


          เรื่องน้ำจึงเป็นตัวอย่างของเรื่องที่ซับซ้อนเหลือหลาย   เรื่องแบบนี้แหละครับที่ เป็น  “โอกาสทอง” ของมหาวิทยาลัย   เพราะจะต้องมีการสร้าง ดัดแปลง ทดลอง ประยุกต์ใช้ความรู้    และในเรื่องนี้ จะต้องมองเป็นความรู้เชิงระบบที่ซับซ้อน (CAS – Complex Adaptive Systems)


          มหาวิทยาลัย ที่เวลานี้มีประมาณ ๑๖๐ แห่ง   (หรือถ้านับวิทยาเขต/เขตการศึกษาจะมากกว่านี้หลายเท่า) จึงมีโอกาสรวมตัวกันเพื่อทำงานวิชาการติดดิน (ที่จริงติดน้ำ) ในพื้นที่ที่ตนอยู่   ร่วมมือกับจังหวัด และ อปท. ในพื้นที่   เป็นวิชาการที่เอาน้ำเป็นตัวเริ่ม เชื่อมโยงสู่เรื่องอื่นๆ ในวิถีชีวิตของผู้คน   มีเป้าหมายเพื่อสุขภาวะของผู้คนในพื้นที่ และในสังคมวงกว้าง    มองมิติระยะยาวเป็นหลัก (แต่ไม่ละเลยมิติระยะสั้นและระยะปานกลาง)   เชื่อมโยงกับวิชาการที่เป็นพรมแดนแห่งความรู้    และสร้างสรรค์วิชาการที่เน้นพัฒนาทั้งระดับชีวิตความเป็นอยู่  พัฒนาระบบ (น้ำ)  และพัฒนาองค์ความรู้ที่พรมแดนแห่งความรู้    มหาวิทยาลัยจะมีโอกาสพัฒนาตัวเองได้อย่างมากมาย ไม่มีสิ้นสุด  

 

วิจารณ์ พานิช
๖ ส.ค. ๕๑