@_@..แนวทางแห่งความพ้นทุกข์..@_@

                                                                                                                      พระพุทธเจ้าตรัสคำบาลีคำหนึ่งว่า "จกฺขุมา ปรินิพฺพุโต"พระนิพพานลืมตาไม่ใช่หลับตา การปฏิบัติธรรมเริ่มต้นจากศีล๕จากทำไร่ไถนา ค้าขายเป็นต้น ก็เพื่อหวังจะดับทุกข์ไปสู่นิพพาน(ความสงบเย็น)ปฏิบัติแม้จะหวังหรือไม่หวัง ก็ต้องไปสุดนิพพานเหมือนกันหมดถ้าไม่เอานิพพาน ก็ต้องตกลงมาเป็นเบี้ยล่างของลาภ สักการะ ทิฏฐิ มานะ เท่านี้แหละ ๔ตัวนี้ คือตัวการตัวแสบตัวร้ายของศาสนาแต่หากมีโดยธรรมก็พอได้น่ามีน่าเป็น




 

   การปฏิบัติธรรมคือการ ทวนกระแสจิต  ไม่ให้ไหลหรือตกไปในที่ชั่วหรือคิดชั่วๆนั่นเอง  ปฏิ แปลว่า ทวน บัติ แปลว่าอุบัติ หรือวิบัติถ้าปฏิบัติดีก็ไปสู่มรรคผล ถ้าปฏิบัติไม่ถูกทางก็ไปสู่อบาย การปฏิบัติเบื้องต้นหรือฐานะฆราวาสก็ต้องเริ่มจากศีล๕หรือศีลระดับต่างๆก็ต้องลืมตาทำงานดังกล่าวแล้ว(ไม่ใช่หลับตานั่งสมาธิ)มีสติลืมตารู้ผิดรู้ถูกศีลก็ได้ธรรมก็ได้ บุญกุศลก็ได้งานก็เสร็จไปพร้อมกันเอาพุทโธมาใช้ในการทำงานต่างๆด้วยซ้ำ
   พุทโธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คือ รู้ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ตั้งแต่หยาบๆถึงขั้นกลาง ขั้นละเอียดสูงสุด พุทโธรู้ทุกข์แล้วตื่นขึ้นมาทำความเพียรแล้ว เบิกบานแล้ว น้อมเอา



    ศีล กำจัดกิเลสอย่างหยาบ คือ โลภ โกรธ หลง ได้แก่ วิติกมกิเลส กิเลสเปิดประตูรับ

    สมาธิ กำจัดกิเลสอย่างกลาง คือ นิวรณ์๕ ซึ่งเรียกว่า ปริยุฏฐานกิเลส 
    เมื่อผู้ปฏิบัติมีศีล มีสัมมากัมมันตะ อ่อนน้อมถ่อมตนละกิเลสหยาบๆคือราคะ ความโลภ เป็นต้นกำจัดนิวรณ์๕ได้พอสมควรแล้วจึงจะมีความแยบคายพอที่จะก้าวสูงขึ้นไป ตรวจกิเลสละเอียดๆของตนจึงจะรู้ความผิดความถูกของตนได้ลึกซึ้งขึ้นมองย้อนอดีตที่เราผ่านมาเราเกิด เราผิดอย่างนี้ ตายอย่างนี้ จนมองไปสู่อนาคตข้างหน้าก็พอรู้ได้บ้างว่าต้องเดินไปอย่างนี้จะได้สิ่งนี้เป็นต้น ไม่ใช่มาหลับตา เอาสวรรค์นิพพานลมแล้งๆเท่านั้น


   สำหรับคนที่หลับตาเห็นนิมิตรต่างๆเช่นเห็นพระพุทธรูป เห็นสวรรค์เห็นนิพพาน หรือเห็นสระอโนดาตก็ตาม ฯลฯก็ล้วนแล้วแต่ยังหลงอยู่ใน "โมหะ"หรือมีเพียงแต่ ปิติ ศรัทธา สุข หลงอยู่ในวังวน ไปสู่มรรคผลไม่ได้

               
   คนเกิดย่อมมีทุกข์แต่ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้ทางสัมมาแท้ๆแต่โบราณก่อนพุทธกาลมา เขาจึงออกจากการครองเรือน ออกจากภรรยา ออกจากสามี ออกบวชเป็นฤาษีชีไพร ไม่ตัดผม ไม่ปลงหนวด นุ่งใบไม้ไม่กินข้าว กินแต่ผลไม้เป็นต้นฯลฯมีปรากฏอยู่ในอินเดียสมัยก่อนพระพุทธเจ้า  สมัยนี้ก็ยังมีอยู่มากเขาก็หาทางดับทุกข์คือ"นิพพาน"แต่เขาหลงทาง พวกนี้จึงเป็นพวกสร้างค่านิยมผิดเพี้ยนให้แก่โลกจนปัจจุบันเป็นอุปาทานขันธ์ไปแล้วพูดตามภาษาบาลีก็ว่าพวกสร้าง สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อนุสัยสังโยชน์กิเลสต่างๆ พระพุทธเจ้าทรงมาค้นคว้าจึงได้ตรัสรู้ ถ้าจะหลับตาจริงๆก็ต้องบรรลุพระโสดาบันขึ้นไป จึงจะหลับตาเพื่อเข้าถึงปัญญาขั้นละเอียด ที่เรียกว่า ญาณ สมถ วิปัสสนา นิพพิทาวิราคะจนถึง นิโรธ วิมุตติสู่ยอดสุดคือนิพพานในที่สุด

   การปฏิบัติธรรมที่ยังไม่มีศีลเป็นพื้นฐาน ไม่รู้ศีลคืออะไร หมายความว่าอย่างไรแล้วมาโมเมนั่งหลับตากัน ยังไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ให้เข้าใจศีลเลยนี้คือตัวเสื่อม ตัวยากของสังคมพุทธเป็นเหตุให้หลงยินดีได้ง่ายคนไม่เข้าใจการปฏิบัติธรรมของพุทธแท้ๆจึงพากันทิ้งศาสนาพุทธไปเข้าศาสนาอื่นบ้างเพราะคนชอบได้ง่าย มีแต่พิธีรีตรองสิ้นเปลือง

              

   ส่วนพุทธศาสนามีเหตุมีผลและการละกิเลสก็ยาก คนจึงไม่ค่อยอยากเอา สติปัฏฐาน สัมมาอาริยมรรค หันไปนิยมแบบศาสนาพาสนุกได้ลาภเห็นทันตา พิธีรีตรองบางอย่างกลายเป็นกาฝากของศาสนาและสังคมไปแล้ว ต้องช่วยกันปฏิบัติตามสัมมาอาริยมรรคมีองค์๘ขึ้นมาใหม่เพื่อให้ครบวงจรของศาสนาจริงๆจะได้ความถูกต้องแท้ๆเจริญยิ่งๆขึ้นไปแล้วคนทั้งโลกจะได้เดินทางเดียวกันต่างแต่ฐานะ ดินฟ้า อากาศ เชื้อ ชาติ ภาษา เท่านั้น ตรงนี้จึงจะเป็นศาสนาของพระศรีอาริยเมตไตรย ถือศีล ๕ ละอบายมุข๖ได้จริง เป็นจริงโลกจะได้เข้าสู่ยุคสันติภาพที่เรียกว่าบูรณาการของ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพและสมรรถภาพ ก็จะประมวลลงเป็นภาวะแห่งบูรณภาพอันไพบูลย์ในหมู่มวลมนุษย์ในที่สุด

   ฉะนั้น โครงสร้างของการปฏิบัติธรรมแท้ๆ ถูกต้องลงตัวของพุทธจริงจึงมิใช่นั่งหลับตาเป็นหลักเอก รับศีลตามก้นพระเหมือนหอยตามรอยคราด เอาข้าวให้พระพุทธรูปกิน รดน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก ปลุกเสกทำเครื่องรางของขลังแจกกันจนร่ำรวยฯลฯพุทธแท้ๆไม่ให้หลงงมงายเชื่อผิดๆด้วยเหตุใดเลย(ดูกาลามสูตร ๑๐ ในพระไตรปิฎกเล่มที่๒๐ ข้อ ๕๐๕)

   คนทุกชั้นชน ทุกวัยทุกชาติ ทุกภาษาปฏิบัติธรรม ถือศีล๕ละอบายมุขได้เสมอกันหมดโดยภาษาแต่โดยพฤติกรรมแล้วบังคับกันไม่ได้เพราะการปฏิบัติแบบพุทธต้องรู้เอง เห็นเอง โดยเกิดจากการคบบัณฑิต ฟัง-คิด-รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งที่ควรรู้ควรเห็นแล้วจึงลงมือทำคือการปฏิบัติการงานเป็นอกาลิโก(ไม่มีกาลไหนๆปฏิบัติธรรมไม่ได้)จนเป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ รู้เห็นได้ด้วยตนเอง ได้ดีด้วยตนเองจริงๆซึ่งจะกล่าวพอเป็นสังเขป พอเป็นแนวทางปฏิบัติของผู้สนใจในตอนต่อไป..   (ยังมีต่อ)