ครามนั้นเป็น “ตัวนำ” ให้คนพัฒนาตนเองให้มีความสุข เป็นมาตรฐานของคนย้อมคราม ผ้าย้อมครามจะดีมีคุณภาพ อยู่ที่ “คน”

การเสวนามาตรฐานผ้าย้อมครามสกลนคร วันนี้เป็นมุมมองของคนสกลนครเอง ทั้งผู้ที่เป็นคนใช้ผ้า และ คนทำผ้าย้อมคราม

·        คุณประสาท ตงศิริ อดีตประธานหอการค้าจังหวัดสกลนคร ปัจจุบันมีธุรกิจส่วนตัวด้านจักรยานยนต์ เป็นผู้ที่หลงใหล ชื่นชอบผ้าย้อมคราม เรียกได้ว่าเป็นแฟนผ้าย้อมครามของทั้งทางลาวและไทย คุณประสาทเล่าว่าได้ซื้อผ้าย้อมครามเป็นเงินหลายแสนบาททีเดียว เสื้อตัวที่สวมใส่มางานนั้นซื้อจากยี่ห้อ “ละหา” ซึ่งเป็นแบบสากล เรียบง่าย เป็นผ้าฝ้ายครามและสีธรรมชาติชนิดอื่นผสมผสานกัน เสื้อตัวนี้ในราคาตลาดยุโรปหมื่นกว่าบาท แต่คุณประสาทซื้อนอกตลาดยุโรป(คือซื้อจากเมืองลาว)ราคาสองพันกว่าบาท ใช้มานานแล้ว

คุณประสาท ตงศิริ คือคนยืนตรงกลาง (ซ้ายสุดจำชื่อไม่ได้ เธอเป็นคนทำสื่ออิสระ ถัดมาคือ คุณจิ๋ว(คนสวมเสื้อขาว)

อีกข้างที่ยืนติดคุณประสาทคือ คุณสงบัณฑิต ยศมั่นคง ถัดไปคือ อ.อนุรัตน์ สายทอง)

·        คุณประสาทเล่าว่าที่ชอบผ้าย้อมครามอาจด้วยตนเองมีเชื้อสายภูไท เป็นคนบ้านหนองสาด เห็นผ้าย้อมครามมาแต่เด็กๆ คนในหมู่บ้านแทบทุกคนมือดำเพราะย้อมคราม คุณประสาทย้ำว่าคุณค่าในเรื่องจิตใจ จริยธรรมในการผลิต การมีศรัทธา เชื่อมั่นที่จะรักษาความดีและภูมิปัญญานั้นสำคัญมาก

·        คุณประสาทสนใจศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับผ้าย้อมครามของทั่วโลก และเชื่อมั่นว่าความต้องการของตลาดนั้นมีมหาศาล เราสามารถสร้างเทรนด์การใช้ผ้าคราม สร้างให้ผ้าครามเกิดมูลค่าได้ เราจึงต้องปลูกฝังให้คนรุ่นลูก รุ่นหลานให้มาสนใจทำผ้าย้อมคราม สืบทอด ต่อยอดสิ่งที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้แล้วได้ ดังนั้นเรื่องของการจะต่อยอดได้ ภูมิปัญญาที่มีอยู่จะต้องแน่นเป็นฐานที่มั่นคง

 

อาจารย์อนุรัตน์พยายามให้ผู้มาร่วมเสวนาทุกคนได้ถามปัญหาและแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ เพื่อไปสู่การทำความเข้าใจระหว่างกันว่าผู้ทำผ้าย้อมครามจะสร้างมาตรฐานผ้าย้อมครามสกลนครได้อย่างไร

·        คุณจิ๋ว (ผ้าย้อมครามแม่ฑีตา) ถามคุณสงบัณฑิตว่า การออกแบบนั้นทางบริษัท(บริษัทชื่อ “ทงละหาสิน” ผลิตภัณฑ์ติดป้ายเครื่องหมายการค้าว่า “ละหา”) ทำอย่างไร คุณสงบัณฑิตตอบว่า ต้องถามตัวเองก่อนว่า “จะขายให้ใคร” แล้วทำการศึกษาข้อมูลลูกค้าว่ามีบริบทอย่างไร มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร ชอบ/ไม่ชอบอะไร รู้จักวัฒนธรรมของลูกค้า

·        แม่คำพูน บอกว่าคนไทยเรายังไม่ไปถึงการสร้างรหัสกำกับอย่างที่ทางลาวทำ แต่ละกลุ่ม หรือแต่ละหมู่บ้านที่ทำผ้าย้อมครามก็ทำแตกต่างกันไป (แบบสูตรใครก็สูตรใคร) และทำแตกต่างกันไปในแต่ละที เรียกว่าทำไปเรียนรู้ไป ทำเพื่อเรียนรู้ พยายามอนุรักษ์ภูมิปัญญากระบวนการทำ และ ทดลองวิธีการไปเรื่อยๆ

แม่คำพูน ใส่เสื้อทอเอง ย้อมเอง

·        ผู้เขียนเองได้สะท้อนความเห็นไปว่า ความที่เป็นคนรักผ้าย้อมคราม ใช้ผ้าย้อมครามด้วยความสุขใจเพราะนึกถึงความดีของคนทำผ้า(ทำผ้าย้อมครามคุณภาพนั้นต้องมีทั้งความอดทน มีจริยธรรม ไม่โลภ มีสมาธิ-สติ ตลอดกระบวนการทำ เหมือนการปฏิบัติธรรมเลยค่ะ) และผ้าก็สวยงาม ภูมิใจที่ได้มีโอกาสใช้ผ้าย้อมคราม ในฐานะนักวิชาการจึงชี้ถึงคุณค่าของการทดลองทำไป เรียนรู้ไป แต่อยากให้เพิ่มความสำคัญของการจดบันทึก การรวมกลุ่ม รวมพลัง การสร้างระบบ เพื่อให้สามารถอ้างถึงและจดจำได้ อีกทั้งยังเป็นหลักฐานให้ความรู้ไม่สูญหาย สามารถถ่ายทอดความรู้แก่คนรุ่นต่อไปได้ง่าย ซึ่งต้องมีผู้นำทางให้ชาวบ้านทำได้ (มีคุณอำนวย?)

·        สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นแล้วประหลาดใจมาก คือ ชาวบ้านคนหนึ่ง (จำไม่ได้ว่าเป็นแม่คำพูนหรือเปล่า) นำชุดวัดความเป็นกรด-ด่างของน้ำย้อม เป็นลักษณะแถบกระดาษเป็นชิ้นๆ มาถามในที่ประชุมว่าใช้อย่างไร ได้รับแจกมาจากหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่งที่เข้าไปส่งเสริมสิ่งทอให้ชาวบ้านทำเป็นอุตสาหกรรม แต่ชาวบ้านใช้ไม่เป็น สิ่งนี้คงไม่ต้องการขยายความว่า การพัฒนาโดยหน่วยงานของรัฐนั้นทำงานแบบไหนเมื่อทำงานกับชาวบ้าน/ชุมชน

·        ภาคบ่าย มีการนิมนต์ท่านอาจารย์พระสุริยา มหาปัญโญ แห่งวัดป่าโสมพนัส มาให้สติและข้อคิดว่า ผ้าย้อมครามสกลนครควรเป็นอย่างไร ชั่วโมงกว่าๆที่ท่านแสดงธรรม ได้ทั้งปัญญาและเสียงหัวเราะ ไม่น่าเบื่อเลย (ผู้เขียนได้ปฏิบัติธรรม เจริญสติ เป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อหลายปีมาแล้ว โดยมีท่านเป็นวิปัสสนาจารย์) ท่านยกฝันสิบหกประการของพระเจ้าปเสนธิโกศลมาแจกแจง(ใครห้ามถามเพราะผู้เขียนเป็นพวกจำเรื่องอย่างนี้ไม่ค่อยได้ค่ะ) แปลความให้พวกเราเข้าใจในประเด็นเหล่านี้

·        ท่านให้ข้อคิดว่า คุณภาพคน จะเป็นคุณภาพของผ้าคราม ขอให้ชาวบ้านอย่าหลงความรวย ท่านเป็นพระไม่เคยย้อมผ้า ย้อมแต่คน

·        คนโลภจะไปเร่งรัดธรรมชาติ ต้องรู้เหตุ-ปัจจัยในการทำทุกอย่าง พัฒนาตนเองไม่ให้เป็นทุกข์ ด้วยการเข้าถึงธรรมะ ควรไปปฏิบัติธรรมกันบ้าง (ท่านชวนชาวบ้านที่มาให้ไปวัดปฏิบัติธรรมกับท่าน ท่านจะให้เงินวันละสองร้อยบาท ทดแทนการขาดรายได้)

·        การทำงานต้องรู้จักประมาณตนเอง มีสติ เมื่อคิดทำเพื่อขาย ต้องรอบคอบ อย่าทุกข์กับส่วนเกินที่ผลิตเพื่อขาย ใจต้องเข้มแข็งกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ต้องฝึกใจ

·        โครงการดี อุดมการณ์ดี อย่าให้อวิชชาเข้ามาครอบงำให้เกิดทุกข์ ท่านเป็นห่วงว่าพอมีเรื่องของผลประโยชน์ ความรวย แล้วจะทำให้คนลืมตัว ความรู้ที่เพิ่มขึ้นนั้นมักไม่ทันกับกิเลส

 

ผ้าจากบ้านดอนกอย ซึ่งมีชื่อเสียงในการทำสีผ้าได้สวยมาก

สรุปความเห็นของชาวบ้านหลายๆคน กล่าวว่า

·        เรื่องการทำผ้าให้ถูกใจผู้ใช้ ยังไม่แน่ใจว่าทำอย่างไร แต่จะขอทำดีไว้ก่อน โดยทำให้ดีที่สุด เต็มความสามารถของตนเอง ไม่หลอกลูกค้า และพยายามทำให้ผ้ามีความหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าซึ่งมีต่างๆหลากหลาย เช่น บางคนชอบสีอ่อน บางคนชอบสีเข้ม

·        ครามนั้นเป็น “ตัวนำ” ให้คนพัฒนาตนเองให้มีความสุข เป็นมาตรฐานของคนย้อมคราม ผ้าย้อมครามจะดีมีคุณภาพ อยู่ที่ “คน”

·        ผ้าย้อมครามของสกลนคร อยากให้เป็นเส้นใยธรรมชาติ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นครามแท้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ กระบวนการย้อมอยากให้คงเดิมแบบอย่างภูมิปัญญา

·        ขณะนี้มีบางหมู่บ้านสามารถสร้างสัญลักษณ์ของผลงานกลุ่มได้ เช่น บ้านถ้ำเต่า จะทอแถบสีริมผ้าเป็นสีเขียว-เหลือง หรือกลุ่มแม่ฑีตา ก็มีป้ายเย็บติดผลิตภัณฑ์

โดยส่วนตัวของผู้เขียนรู้สึกดีใจที่การเสวนา “มาตรฐาน”ผ้าย้อมครามสกลนคร เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และค้นพบตนเอง(ของผู้ทำผ้าย้อมคราม)ในบางมุม จากการได้เปรียบเทียบวิธีคิด วิธีทำ วิธีดำเนินการกับสิ่งที่ คุณสงบัณฑิต ยศมั่นคง แห่ง “บริษัททงละหาสิน” สะหวันนะเขต ประเทศลาวได้มาแบ่งปันความรู้และประสบการณ์กับพี่น้องไทย รู้สึกโล่งอกที่การเสวนาไม่ใช่การพยายามมาสร้างมาตรฐานผ้าไทย แบบมีเกณฑ์ มีตัวชี้วัดอย่างสมัยใหม่ ที่หน่วยงานของรัฐมักทำกัน โดย คิดถึงแค่คุณภาพผ้า และมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ไม่เข้าใจชีวิตและบริบทของผู้ทำผ้า

************

หมายเหตุใครสนใจเรื่องวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงและรายการ Spirit of Asia ตอนเกี่ยวกับบริษัททงละหาสิน ขอเชิญไปหาความรู้และชมภาพสวยๆที่บล็อกของ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถ นันทจักร์

 http://phupan.multiply.com/photos/album/21