คลังเรียก 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจตั้งวงหารือ ทิศทางครึ่งปีหลัง ที่ประชุมเสนอให้หน่วยงานด้าน ศก.ร่วมพิจาณาและกำหนดนโยบายด้านเงินเฟ้อ ไม่ให้ กนง.ดูคนเดียวอีกต่อไป ธปท.รับปาก บอกกฎหมายใหม่     เปิดช่องทำได้ นายแบงก์แนะยุติศึก แบงก์ชาติกับคลัง

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้เชิญ 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกและครึ่งปีหลัง เพื่อพิจารณาตัวเลขอย่างละเอียดว่าจากนี้ไปจะต้องดำเนินการอะไรบ้าง เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าเติบโตต่อไปได้ โดยมั่นใจว่าจากมาตรการที่รัฐบาลได้ออกมาทั้งหมดและมาตรการชุดใหม่ที่จะออกมาอีกครั้งในเร็ว ๆ นี้ จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ที่ระดับร้อยละ 6 ได้อย่างแน่นอน  "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมั่นใจว่า  ในครึ่งปีหลังสถานการณ์ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ น่าจะดีขึ้น เพราะราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาลง และเชื่อว่าเศรษฐกิจ  ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง หากรวมกับความมั่นใจที่ภาครัฐจะเดินหน้าเรื่องเมกะโปรเจค น่าจะทำให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศจะมั่นใจมากยิ่งขึ้น

นายสมชัย สัจจพงษ์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ทุกหน่วยงาน  มีความเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไตรมาส 2 ของปีนี้ขยายตัวลดลงจากไตรมาส 1 ที่ขยายตัวได้ 6% ต่อปี

นายสมชัย กล่าวว่า ที่ประชุมได้มีการหารือมาตรการที่จะออกต่อไปในช่วงครึ่งปีหลังจะต้องเป็นการสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนเป็นหลักสำคัญ ไม่ใช่มาตรการระยะสั้น ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการออกไปมากแล้ว อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศไม่สูงขึ้น โดยคลัง และ ธปท. มองตรงกันว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 7% ต่อปี  อย่างไรก็ตามหากน้ำมันลดลงอีกก็จะมีการประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ และทาง ธปท. ก็ได้ให้สัญญาณว่าหากเงินเฟ้อลดลงก็สามารถที่จะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้

นายสมชัย กล่าวว่า ในที่ประชุมแบงก์ชาติได้เสนอนโยบายการเงินและเหตุผลการขึ้นดอกเบี้ยโดยพิจารณาจาก 2 ปัจจัย ประกอบด้วย 1.การประเมินเศรษฐกิจในอนาคตจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ  และ 2.แนวโน้มของเงินเฟ้อไปถึงปีหน้า  ซึ่ง ธปท. ยืนยันว่าเป็นการดูแบบมองไกลไม่ได้มองสั้นอย่างที่หลายฝ่ายวิจารณ์ และ ธปท.มองว่า เศรษฐกิจครึ่งหลังจะไม่ดีแย่กว่าครึ่งปีแรก ครึ่งหลังจะโต 5-5.5%  อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจชะลอตัวลง จะทำให้แบงก์ชาติผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น ไม่คงอัตราดอกเบี้ยก็จะลดลง  

นอกจากนี้ ในที่ประชุม รมว.คลังได้เสนอให้หน่วยงานเศรษฐกิจมีการติดตามและสื่อสารการทำนโยบายเศรษฐกิจให้มากกว่านี้ ซึ่งที่ผ่านมาอาจมองว่ามีความแตกต่างกันมาก โดยมีแนวโน้มในอนาคตที่หน่วยงานเศรษฐกิจจะร่วมกันกำหนดนโยบายอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งปัจจุบันสำนักงานนโยบายการเงินหรือ กนง. เป็นผู้ดูแลอยู่ เพียงหน่วยงานเดียว โดยเรื่องนี้ ธปท. แสดงความเห็นด้วย เพราะกฎหมาย ธปท. ฉบับใหม่เอื้อให้ปฏิบัติได้ แต่ทุกฝ่ายจะต้องทำ      อย่างมีหลักการ  "ในอนาคตการกำหนดนโยบายเงินเฟ้อหน่วยงานเศรษฐกิจจะต้องช่วยกันดู ซึ่งอัตราเงินเฟ้อ   ถ้าเพิ่มสูงได้ ก็จะทำให้นโยบายการเงินมีความยืดหยุ่นมากขึ้น" นายสมชัย กล่าว

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า รัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องรักษาความสมดุลทางเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพมากกว่านี้ หากสมดุล    เชื่อว่าทิศทางการดูแลเศรษฐกิจจะเดินหน้าไปด้วยดี โดยขณะนี้ยอมรับว่านโยบายการเงินและการคลังมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก แม้ว่าที่ผ่านมานโยบายการเงินและการคลังไม่ประสานกันบ้าง แต่ขณะนี้หาก 2 นโยบายไม่ประสานกัน จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหา เกิดไม่มั่นใจของนักลงทุน เพราะไม่รู้ถึงทิศทางที่แน่นอนซึ่งเห็นว่าหน่วยงานทั้งสองหน่วยงานจะต้องประสานกันมากขึ้น อย่าโต้เถียงกันผ่านสื่อ เพราะจะไม่มีประโยชน์อะไร นโยบายต่าง ๆ ไม่มีใครผิดถูกทั้งหมด แต่ขึ้นอยู่การวางกรอบและดำเนินการให้เกิดความขัดแย้ง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยอยู่ในแดนลบ อัตราเงินเฟ้อ อยู่ในอัตราสูง รัฐบาลต้องเดินหน้า หาแนวทางดูแลเสถียรภาพดอกเบี้ยและเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับเหมาะสมต่อไป

วันเดียวกัน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ประชุมร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม มหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทย์ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ได้เห็นชอบในหลักการลงทุนแผนการลงทุนพัฒนาสุขภาพของประชาชน ระหว่างปี 2552 - 2555 เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพทั้งระบบในการรักษา โรคเรื้อรัง และการขาดแคลนบุคลากร จากเดิมใช้งบประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 8 หมื่นกว่าล้านบาท     ทั้งนี้ในส่วนของงบประมาณที่เพิ่มขึ้น เน้นการขยายการพัฒนาการบริการด้านเครื่องมือ โรงพยาบาล วิทยาลัยศึกษาและพัฒนาโรคเฉพาะทาง และศูนย์บริการประชาชนตั้งแต่ระดับอำเภอ และชุมชนในต่างจังหวัดให้ครอบคลุม

 รมว.คลัง กล่าวว่า จะมีการหารือกันภายใน 2 สัปดาห์ว่าจะมีการขยายเครือข่ายหน่วยบริการใกล้บ้าน พัฒนาศูนย์สุขภาพชุมชน 560 แห่ง ศูนย์โรคหัวใจ 60 แห่ง ศูนย์โรคมะเร็ง 30 แห่ง และเครือข่ายการบาดเจ็บแห่งชาติ 60 แห่ง จะจัดตั้งขึ้นที่ใด ก่อนจะนำมารายงานต่อที่ประชุมอีกครั้ง "ยังมีแนวคิดที่จะขยายเวลาการบริการของโรงพยาบาลจนถึงเวลาเที่ยงคืนของทุกวัน เพื่อเป็นการใช้ศักยภาพด้านเครื่องมือและอาคารได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะมีการหารือกันในเรื่องค่าตอบแทนต่อไป" รองนายกฯ กล่าว  "เงินที่ภาครัฐจะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่จำนวน       1.7 ล้านล้านบาท จะไม่ทำให้เกิดภาระทางการคลังแน่นอน เพราะในปัจจุบันไทยมีผลผลิตมวลรวมในประเทศหรือ      จีดีพี ที่ประมาณ 10 ล้านล้านบาท แล้ว ซึ่งสามารถลงทุนได้มากถึง 1.4 ล้านล้านบาท และในอีก 4 ปีข้างหน้า จีดีพี     จะเพิ่มขึ้นได้ถึง 12 ล้านล้านบาท "

แนวหน้า  ไทยโพสต์  ข่าวหุ้น  โพสต์ทูเดย์  มติชน  15 ส.ค. 2551