Personal summery and reflection
รายวิชาแนวคิดการพัฒนาหลักสูตร สอนโดย ดร.รุ่งฟ้า
กิติญานุสันต์
นายธีรัชภัทร บัวคำศรี รหัส 50925921 สาขาบริหารการศึกษา
ม.บูรพา
summery
ความหมายของปรัชญา
ส. ศิวรักษ์ (2545 : 2) กล่าวว่า Philosophy เป็นคำในภาษาอังกฤษ
มาจากภาษากรีกว่า Philosophia ซึ่งเป็นคำสนธิระหว่าง Philos กับ
Sophia ซึ่งแปลว่า รักปัญญา (Love of wisdom)
สงัด อุทรานันท์ (2528:49) กล่าวว่า Philosophy มาจากศัพท์ภาษากรีกว่า
Philosophia ซึ่งมาจากราศัพท์ว่า Phileo แปลว่ารัก และ Soshia
แปลว่าภูมิปัญญา (wisdom) ซึ่งแปลว่า
“ความรักที่มีต่อภูมิปัญญา”
Kneller (1964 : 1 อ้างถึงสงัด อุทรานันท์ : 2528 : 49)
กล่าวว่าปรัชญา คือ
“วิธีการคิดอย่างมีระเบียบเกี่ยวกับสิ่งต่างๆที่มีอยู่หรือเป็นความพยายามที่จะค้นหาความสอดคล้องของแนวความ-
คิดและประสบการณ์ทั้งมวล”
1. อภิปรัชญา (Metaphysics)
วิทย์ วิศทเวทย์ (2529 : 171)
กล่าวถึงอภิปรัชญาว่าเป็นสาขาปรัชญาที่ว่าด้วยเรื่องความเป็นจริง
ว่าด้วยธรรมชาติของโลกหรือจักรวาล และว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์
ความจริงที่อภิปรัชญาแสวงหานั้นคือความจริงอันเป็นพื้นฐานที่สุดที่เรียกว่าความจริงอันติมะ
(Ultimate reality)
กีรติ บุญเจือ (2526 : 107 อ้างถึงทัศนีย์ บุญเติม : 2551 :9)
ชี้ให้เห็นว่าอภิปรัชญาคือปรัชญาบริสุทธิ์สาขาหนึ่งที่กล่าวถึงปัญหาว่าความเป็นจริงคืออะไร
สดใส โพธิวงศ์ (2534 :37 อ้างถึงทัศนีย์ บุญเติม : 2551 :9)
สรุปว่าอภิปรัชญาเป็นปรัชญาที่ศึกษาเกี่ยวกับความจริงของชีวิต โลก
มนุษย์ จักรวาล จำแนกได้ 3 ลัทธิใหญ่ๆ คือ คือสสารนิยม
ถือว่าความจริงมีลักษณะเป็นสสาร จิตนิยมความจริงมีลักษณะเป็นจิต
และธรรมชาตินิยม ถือว่าทั้งจิตและสสารมีความเป็นจริงเท่าๆ กัน
วิทย์ วิศทเวทย์ (2527: 9 – 91 อ้างถึง ทัศนีย์ บุญเติม : 2551 :15)
อธิบายว่าในสาขาอภิปรัชญา มีแนวคิดหลัก 3 ด้านคือ
1.จิตนิยมหรืออุดมคตินิยม (Idealism)
2.สสารนิยมหรือวัตถุนิยม (Materialism)
3.ธรรมชาตินิยม /สัจนิยม / ธรรมชาตินิยมวิพากษ์ (Naturalism /
Realism/Critical Naturalism)
กีรติ บุญเจือ (2526 : 111 อ้างถึงทัศนีย์ บุญเติม : 2551 :16)
กล่าวถึงจิตนิยมว่าความเป็นจริง
ได้แก่จิตเพียงอย่างเดียว สสารเป็นมายาไม่มีจริง
ที่เราเห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เพราะมีอวิชชาห่อหุ้ม
อวิชชาเกิดจากกิเลส ถ้าใครตัดกิเลส
การอธิบายจิตนิยมตามทรรศนะของปรัชญาสำนักต่างๆ (ทัศนีย์ บุญเติม
: 2551 :16 - 17)
-จิตนิยมแบบเบิร์กลีย์ เรียกว่าจิตนิยมจิตวิสัย (Subjective Idealism)
คือทรรศนะที่ถือว่าสิ่งที่เป็นวัตถุถือเป็นมโนภาพ (Ideas)
ซึ่งมีอยู่ในจิตของพระเป็นเจ้า
- จิตนิยมแบบค้านท์ เรียกว่าจิตนิยมอุตรภาพ
คือทรรศนะที่ถือว่าสิ่งที่มนุษย์รับรู้นั้นต้องผ่านระบบ
การทำงานของจิตก่อน
มนุษย์จะรับความรู้จริงโดยไม่ผ่านการทำงานของจิตไม่ได้
- จิตนิยมแบบเฮเกล เรียกว่าจิตนิยมวัตถุวิสัย หรือจิตนิยมสัมบูรณ์
อธิบายว่าสิ่งที่มีอยู่จริงนั้นมีอย่าง
เดียวคือจิตสัมบูรณ์ สิ่งอื่นๆ ทั้งที่เป็นวัตถุและไม่ใช่วัตถุ
เป็นเพียงการสำแดงของจิตสัมบูรณ์
- จิตนิยมแบบเพลโต
คือทรรศนะที่ถือว่าสภาพความจริงไม่ใช่วัตถุเรียกว่ามโนภาพหรือแบบ
ซึ่งเพลโตซึ่งเพลโตถือว่าเป็นจริงและสำคัญกว่าโลกวัตถุ
1.1 สสารนิยมหรือวัตถุนิยม
สสารนิยมหรือวัตถุนิยม (Materialism) ตามพจนานุกรมศัพท์ปรัชญา (2532 :
68 อ้างถึงทัศนีย์
บุญเติม : 2551 :19) อธิบายว่า
ในทางอภิปรัชญาวัตถุหรือสสารนั้นเป็นจริง ปรากฏการณ์ในรูปอื่นๆ
สามารถทอนลงได้ว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ของสสาร
กีรติ บุญเจือ (2526 : 111 อ้างถึงทัศนีย์ บุญเติม : 2551 :19)
อธิบายลัทธิสสารนิยมว่า ความเป็น
จริงได้แก่สสารเพียงอย่างเดียว จิตไม่มีจริง
ผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงคิดว่ามีจิตบงการสสาร ถ้าได้เรียนรู้
กฎวิทยาศาสตร์จะเลิกเชื่อว่ามีจิตบงการ
1.2 ธรรมชาตินิยม
ตามพจนานุกรมศัพท์ปรัชญา (2532
: 77 – 78 ; 2549
อ้างถึงทัศนีย์ บุญเติม : 2551 :19)
อธิบายธรรมชาตินิยมว่า
ธรรมชาติเท่านั้นคือสิ่งที่เป็นจริงนิรันดร์
ปรากฏการณ์ทุกๆ
อย่างเป็นไปตามภาวะความเกี่ยวพันที่มีต่อกันของเหตุการณ์ทางธรรมชาตินั้นๆเองไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจเหนือธรรมชาติใดๆ
-
ปรากฏการณ์ธรรมชาติสามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผลเพียงพอโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์
ความรู้จะเกิดขึ้นโดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น
- มนุษย์เป็นสิ่งหนึ่งในธรรมชาติ
มิได้มีฐานะพิเศษเหนือสิ่งอื่นๆเลย
ส. ศิวรักษ์ (2545 : 27- 31) จำแนกสาขาของเมตาฟิสิกส์
แยกออกเป็น 3 สาขาคือ
1.3 จิตวาที (Idealist) คือความจริงไม่มีรูป
“ ความเป็นจริงอยู่แต่ในความคิด ” สิ่งที่เป็นรูปหรือวัตถุ
ภายนอกไม่ใช่ความเป็นจริงแท้ จะเป็นความจริงแท้ได้ก็ต่อเมื่อผู้รับรู้
“ ถ้าไม่มีมนุษย์อยู่ในโลกนี้ ต้นไม้ ภูเขา เหย้าเรือน
จะมีอยู่ละหรือ”
การนำแนวคิดนี้มาใช้ในการศึกษา ส. ศิวรักษ์ (2545 : 28) ได้เสนอว่า
“ครูที่มีอุดมคติอย่างโสกราตีส
ย่อมถือว่าความคิดเป็นสิ่งสำคัญซึ่งมีอยู่ในตัวศิษย์แต่ละคนอันอาจหาทางนำออกมาและช่วยให้เจริญเติบโตได้อย่างยิ่ง
ความคิดดังกล่าวมิได้มาจากภายนอกอันครูเป็นผู้หยิบยกให้
หากอยู่ภายในตัวศิษย์”
1.4 ยถาภูตวาที (Realist)
แนวคิดนี้เชื่อว่าความจริงแท้อยู่ที่รูป ดวงอาทิตย์
ดวงจันทร์เป็นปรากฏการณ์ที่แท้จริง อริสโตเติล
เห็นว่าวัตถุหรือโลกภายนอกนั้นเป็นจริงไม่จำเป็นต้องอาศัยจิตหรือการรับรู้ใดๆ
เลยด้วยซ้ำ เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญมากขึ้น
นักปราชญ์ต่างพากันถือว่าวัตถุหรือรูปที่เป็นจริงสามารถพิสูจน์และยืนยันได้โดยวิทยาศาสตร์
1.5 อนุภวนวาที (Pragmatist)
แนวคิดนี้คือความเป็นจริงไม่ได้เน้นความจริงของรูปที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
ความจริงจะขึ้นอยู่กับจิตมนุษย์ก็ไม่ได้ จะเป็นอิสระจากจิตก็ไม่ได้
ความเป็นจริงมีความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลกหรือสิ่งแวดล้อม
เยาวชนควรศึกษาปัญหาของโลกที่จะมีความสัมพันธ์กับตน
โดยเริ่มจากครอบครัว สังคมที่คนอาศัย
โรงเรียนจะแยกตัวออกจากชีวิตไม่ได้ การเรียนวิชาใดๆ
ควรมีความสัมพันธ์กับชีวิต
2. ญาณวิทยา
เป็นการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของความรู้ หรือ ทฤษฎีของความรู้ (Theory
of knowledge) โดยศึกษาธรรมชาติของความรู้ บ่อเกิดของความรู้
ขอบเขตของความรู้ ซึ่งความรู้อาจจะได้มาจากแหล่งต่าง ๆ
Kneller ได้กำหนดประเภทของความรู้ไว้ 5 ประเภท
คือ
1. ความรู้แบบวิวรณ์ (revealed knowledge)
เป็นความรู้ที่เปิดเผยจากความรู้ที่ได้จากพระผู้เป็นเจ้า
(God) ที่ได้ให้ไว้กับมนุษย์
2. ความรู้ที่ได้มาโดยการสำนึกเอง (intuitive
knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากการที่บุคคลเกิดความ
สำนึก (intuitive หรือ insight) ได้เอง
3. ความรู้ที่ได้มาโดยอาศัยเหตุผล (rational knowledge)
เป็นความรู้ที่ได้มาด้วยการใช้เหตุผลอย่างเดียว
ไม่รวมการสังเกตจากการกระทำ
4. ความรู้เชิงประจักษ์ (empirical
knowledge) คือ ความรู้ที่ได้โดยการประจักษ์
ที่ผ่านความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ การเห็น ได้ฟัง
ได้ดมกลิ่น ได้สัมผัสแตะต้อง และได้ลิ้มรส
5. ความรู้ที่ได้มาจากผู้รู้ (authoritative
knowledge) ความรู้แบบนี้เป็นความรู้ที่ได้จากการอ้างผู้มีความรู้อื่น
ๆ โดยตรง และเรายอมรับว่าเป็นจริง
ชนิดของความรู้ (kinds of knowledge)
Butler ได้แบ่งชนิดของความรู้ออกเป็น 3 ชนิดด้วยกัน
คือ
1. ความรู้ที่เกิดภายหลัง (posteriori knowledge)
ความรู้ชนิดนี้ ได้แก่ ความรู้ที่ตั้งอยู่บนรากฐาน
ของประสบการณ์และการสังเกต
2. ความรู้จากการทดลอง (experimental
knowledge)
เป็นความรู้ที่เกี่ยวกับการทำให้เกิด
ประสบการณ์อันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ประสบการณ์ที่น่าพอใจ
3. ความรู้ดั้งเดิม (priori knowledge)
เป็นความรู้ซึ่งเห็นชัดแจ้งในตัวเอง โดยเข้าใจว่าหลักการ
ต่าง
ๆเป็นจริงและเห็นว่าไม่จำเป็นที่จะต้องมีการพิสูจน์โดยการสังเกตโดยอาศัยประสบการณ์หรือการทดลองใด
ๆ
3. คุณวิทยา (Axiology)
เป็นปรัชญาที่ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับคุณค่าหรือค่านิยม(Value)
อุดมคติต่าง ๆ ในด้านความจริง ความดี ความงาม
และความบริสุทธิ์ทางใจ การมีความรู้สึกซาบซึ้งในคุณค่าต่าง ๆ
โดยนักปรัชญาได้พยายามชี้แจงถึงคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ
ทำให้เกิดวิชาที่ว่าด้วยคุณค่าต่าง ๆ
เช่น
จริยศาสตร์ ว่าด้วยความดี สุนทรียศาสตร์
ว่าด้วย ความงาม และ ตรรกศาสตร์
ว่าด้วยความจริง
ประเภทของคุณค่า ประกอบด้วย
1.คุณค่านอกตัว (Extrinsic Vahie)
เป็นคุณค่าที่นอกตัว สิ่งหรือกระทำนั้น ๆ
เป็นเพียงวิถีทางหรืออุปกรณ์ที่จะนำไปสู่จุดหมายสุดท้าย
ไม่มีคุณค่าในตัวเอง แต่คุณค่าของมันอยู่ที่ผู้กระทำปรารถนา เช่น เงิน
เป็นสิ่งที่มีค่าเป็นคุณค่านอกตัวเพราะมีเงินต้องนำไปซื้อ
เพื่อให้สำเร็จสมความมุ่งหมาย
2.คุณค่าในตัว (Intrinsic Value)
เป็นคุณค่าที่ตรงกับจุดหมายสุดท้ายคือเป้าหมายของสิ่งหรือการกระทำนั้นอยู่ในตัวเอง
ไม่เป็นวิถีหรืออุปกรณ์นำไปสู่สิ่งอื่นอีก เช่น นักเรียนขยันเรียน
เพราะเขาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี การขยันเรียนมีจุดหมายในตัวเอง
นักปรัชญาเรียกคุณค่าประเภทนี้ว่า คุณค่าที่แท้จริง
3.1 จริยศาสตร์ ( Ethics)
ส . ศิวรักษ์ ( 2545: 44 ) กล่าวว่า
เป็นวิชาที่ศึกษาว่าด้วยคุณค่าต่างๆ ที่มนุษย์ยึดมาประพฤติปฏิบัติ
แล้วใช้แนวทางปรัชญาถามต่อไป
ญาณวิทยาต้องคำถามความคิดเห็นทางวิทยาศาสตร์ฉันใด
จริยศาสตร์ก็ถามคุณค่าทางจริยธรรมฉันนั้น
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ( 2542: 291)
ให้ความหมายว่า เป็นปรัชญาสาขา
หนึ่ง ว่าด้วยการแสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย์
แสวงหาเกณฑ์ตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไหนถูก
ไม่ถูก ดี ไม่ดี
และพิจารณาปัญหาเรื่องสถานภาพ ของค่าทางศีลธรรม จริยศึกษา
หมายถึง
การศึกษาเกี่ยวกับความเจริญงอกงามในทางความประพฤติและการปฏิบัติตน
เพื่อให้อยู่ในแนวทางของศีลธรรมและวัฒนธรรม
วิทย์ วิทเวทย์ ( 2527: 172 ) อ้างถึงใน ทัศนีย์
บุญเติม ( 2551: 12 ) อธิบายว่า
จริยศาสตร์เป็น”สาขาปรัชญาที่พูดถึงความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อตัวเองและผู้อื่น
อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของชีวิต
มนุษย์ควรจะดำรงอยู่อย่างไรจึงจะสมที่เกิดมาเป็นมนุษย์
มีหลักอะไรในการตัดสินความดี ความดีมีจริงหรือไม่
หรือเป็นสิ่งสมมติ”
จุฑาทิพย์ อุมะวิชนี ( ม.ป.ป: 137) อ้างถึงใน ทัศนีย์
บุญเติม ( 2551: 13 ) แปลศัพท์ Ethic ว่าปรัชญาศีลธรรม
โดยอธิบายว่า
“ปรัชญาที่พิจารณาปัญหาเกี่ยวกับธรรมชาติและบ่อเกิดของคุณค่า
ความถูกต้อง หน้าที่ และเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวเนื่องกัน”
สดใส โพธิวงศ์ (2534:59 ) อ้างถึงใน ทัศนีย์ บุญเติม (
2551: 13 ) อธิบายคำว่า จริยศาสตร์ มาจากคำว่า ความประพฤติ
กริยาที่ควรประพฤติ กับศาสตร์ที่หมายถึงระบบความรู้ ดังนั้น
จริยศาสตร์จึงเป็นวิชาที่ว่าด้วยความประพฤติ
หรือวิชาที่ว่าด้วยมาตรฐานการตัดสินความดี-ชั่ว
“เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่อความดี ความชั่ว
ความถูก ความผิด
อะไรเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรแสวงหาให้กับชีวิต
มนุษย์จะประพฤติอย่างไรจึงจะเชื่อว่าเป็นคนดี
มีหลักเกณฑ์อะไรตายตัวหรือไม่ที่ใช้ตัดสินว่าทำอย่างนี้ถูก
ทำอย่างนี้ผิด ถ้ามีเกณฑ์นั้นคืออะไร
ความดีความชั่วเป็นอัตวิสัย หรือ วัตถุวิสัย”
3.2 สุนทรียศาสตร์ ( Aesthetics)
ส . ศิวรักษ์ ( 2545: 46 ) กล่าวว่า สุทรียศาสตร์
คือการศึกษาคุณค่าในแง่ของความงาม ซึ่งออกจะตกลงกันได้ยาก
เพราะเป็นเรื่องนานาจิตตัง และเป็นเรื่องอัตนัย
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (
2542: 1205) อธิบายว่า สุนทรียศาสตร์
เป็นปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วยความงามและสิ่งที่งามในธรรมชาติหรืองานศิลปะ
พจนานุกรม ศัพท์ปรัชญา ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ( 2532:
4;2540: 4) อ้างถึงใน ทัศนีย์ บุญเติม ( 2551: 13 )
อธิบายว่า สุนทรียศาสตร์ เป็น “ปรัชญาสาขาหนึ่งที่ว่าด้วยความงาม
และสิ่งที่งามทั้งในงานศิลปะและธรรมชาติโดยศึกษาถึงประสบการณ์
คุณค่าทางความงาม และมาตรฐานในการวินิจฉัยว่าอะไรงาม
ไม่งาม”
3.3 ปรัชญาการศึกษา
1.ปรัชญาสารัตถนิยม (Essentialism)มาจากลัทธิจิตนิยม และลัทธิสัจนิยม
สิ่งที่สำคัญที่สุดของสังคม
จะต้องกระทำคือ
การสะสมมรดกของสังคมและสืบทอดวัฒนธรรมในสังคมให้คงอยู่ต่อไป
เป้าหมายทางการศึกษา
1.1.โรงเรียนจะต้องรักษาไว้ซึ่งคุณธรรมของสังคม
ซึ่งสังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เป็นจริงหรือดีงาม
และโรงเรียนจะต้องสืบทอดไปสู่อนุชนรุ่นหลัง
1.2.นักเรียน โดยธรรมชาติของผู้เรียนที่แท้จริง
ผู้เรียนจะเป็นผู้ที่ทำดีที่สุดเพื่อจะให้ตนเองเป็นคนที่
มีความสมบูรณ์มากที่สุด
1.3. ครู
จะต้องทำตัวให้ดีที่สุดและจะต้องพยายามฝึกนักเรียนให้เป็นคนที่มีอุดมการณ์
ตามที่
ต้องการ
1.4.หลักสูตร เน้นศึกษาวิชาประวัติศาสตร์และประวัติบุคคลสำคัญ
1.5.วิธีการเรียนการสอน เน้นครูเป็นสำคัญ
2. นิรันตรนิยม (Perennialism) มาจากปรัชญาบริสุทธิ์ Neo-
Thomism ความจริงหรือความรู้ในอดีต
ย่อมสามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบันและถือว่าศีลธรรม
ความรู้มาจากวัดและมหาวิทยาลัยจุดมุ่งหมายทางการศึกษา
พัฒนาสติปัญญาและความสามารถของคนให้สูงขึ้นผู้เรียน
นักเรียนเป็นผู้มีเหตุ มีผล
และมีแนวโน้มที่จะก้าวไปสู่ความจริงและความรู้ต่าง
ในปรัชญานี้ เปรียบ ครู เป็นผู้ควบคุมดูแลและรักษาระเบียบวินัย
และกล่าวว่าหลักสูตร มี 2
ประเภท
1.
เนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับสติปัญญา
2. เนื้อหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับจิตใจวิธีการเรียนการสอน
ตั้งอยู่บนรากฐานของการ
ฝึกอบรมทางจิตใจและปัญญาโดยใช้เนื้อหาวิชาต่างๆ
3.4พิพัฒนนิยม (Progressivism)
1.ประยุกต์มาจากปรัชญาบริสุทธิ์ กลุ่มปฏิบัตินิยม
2.โรงเรียนเป็นเครื่องมือของสังคมที่จะถ่ายทอดวัฒนธรรมอันเป็นมรดกของสังคมให้ไปสู่อนุชน
รุ่นหลัง เน้นวิธีการแบบประชาธิปไตย
3.เป้าหมายทางการศึกษา
การศึกษาคือการสร้างสถานการณ์ที่จะสร้างความก้าวหน้าให้แก่ผู้เรียน
ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ปรัชญานี้กล่าวว่านักเรียนเป็นศูนย์กลาง
1.ครู แนะแนวทางให้แก่ผู้เรียนในการทำกิจกรรมต่างๆ
พร้อมกับจัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้
เกิดการเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด
2. หลักสูตร
หลักสูตรประสบการณ์หรือหลักสูตรที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
3. วิธีการเรียนการสอน เน้นการสอนการคิดอย่างไร
คือเน้นกระบวนการมากกว่าจุดหมาย
ปลายทางของนักเรียน
3.5 ปฏิรูปนิยม(Reconstructionism)
1.เชื่อว่าการศึกษาควรเป็นเครื่องมือโดยตรงสำหรับการเปลี่ยนแปลง
สังคมในภาวะที่สังคมกำลังเผชิญปัญหา
การศึกษาควรมีบทบาทในการแก้ปัญหาและพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น
2.เป้าหมายของการศึกษา
ควรมุ่งให้ผู้เรียนสนใจและตระหนักในตนเอง
สร้างความรู้สึกว่าผู้เรียนเป็นสมาชิกของสังคมและสามารถปฏิรูปสังคมให้ดีขึ้น
3.นักเรียนต้องมีความสำนึกในหน้าที่ของการสร้างสังคมใหม่
4.ครูต้องเป็นผู้นำในสังคม
สร้างระเบียบแบบแผนที่เหมาะสมให้เกิดขึ้น
5.ครูมีหน้าที่สอนกระบวนการประชาธิปไตยให้แก่นักเรียน
เพื่อนำไปใช้ในโรงเรียนและสังคม
หลักสูตร
5.1 ยึดเอาอนาคตเป็นศูนย์กลาง
5.2
เนื้อหาวิชายึดเอาสภาพและปัญหาของสังคมเป็นส่วนใหญ่
5.3 การจัดการเรียนการสอน มีความยึดหยุ่นให้มาก
เพื่อให้เหมาะสมกับการจัดกิจกรรม
การเรียน
แนวคิดใหม่ทางปรัชญาการศึกษา
ประกอบด้วย 2 แนวคิด คือ
ปรัชญาภาวะนิยม(Existentialism)และปรัชญาวิเคราะห์(Philosophical
analysis)
1. ปรัชญาภาวะนิยม(Existentialism)
1.1 เป็นแนวความคิดที่เน้นความพึงพอใจของผู้เรียนรายบุคคล
1.2 เป็นการจัดการศึกษาตามแนวคิดของนีล (A.S
Nell)ชื่อซัมเมอร์ฮิล เช่น หมู่บ้านเด็ก จ. กาญจนบุรี
1.3 เป็นการศึกษาในระบบเปิด
เป็นการสอนแบบไม่มีชั้นเรียน
2. ปรัชญาวิเคราะห์(Philosophical analysis)
2.1 เน้นวิธีการทางวิทยาศาสตร์
ให้ความสำคัญแก่ข้อมูลทั้งหมด และต้องอาศัยการวิเคราะห์หรือ
ตรวจสอบภาษาด้วยความระมัดระวัง
2.2 เกี่ยวข้องกับญาณวิทยามากกว่าอภิปรัชญาและคุณวิทยา
2.3 การศึกษา เน้นวิเคราะห์การสร้างความคิดรวบยอด
และเรียนโดยการกระทำ
ความสัมพันธ์ของปรัชญาการศึกษากับการพัฒนาหลักสูตร
1.อภิปรัชญา เป็นรากฐานของการกำหนดจุดหมายของการศึกษา
2.ญาณวิทยาและตรรกวิทยา
เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิธีการแสวงหาความรู้ที่เหมาะสม
เพื่อให้การเรียน
การสอนเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด
3.คุณวิทยา
กำหนดหลักสูตรที่มุ่งเน้นให้นักเรียนเห็นถึงความดีงาม
ของสังคม
แวะมาทักทาย
มีความสุขในการทำงานนะ
ขอบคุณครับ
มาเยี่ยม คุณคนพลัดถิ่น
อ่านแล้ว ใช้อ้างอิงได้นะนี่ ฮิ ฮิ ฮิ
ขอบคุณครับ
ขยันเป็นปรัชญาข้อไหนค่ะ
บอกหน่อยค่ะ
ขอบคุณคร๊าบสำหรับข้อมูลจะใช้อ้างอิง เรียน ป.บัณฑิตคร๊าบ