คำว่า “ผีบ้า” มักจะเป็นคำที่ใช้เรียกผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นโรคจิตแล้ว
“ผีบ้า” จึงเป็นคำที่ให้ทัศนคติเชิงลบแก่ผู้ป่วยโรคจิตอยู่ไม่น้อย
และคนมักหวาดกลัว หวาดระแวงคนผู้ป่วยสุขภาพจิต เพราะภาพลักษณ์และนิยามของ “ผีบ้า” นั้นน่ากลัว
แม้แต่คนปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิต ยังมักถูกเรียกแบบล้อเล่นว่า “คนรับผิดชอบงานผีบ้า”
นั่นเป็นทัศนคติและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับงานด้านสุขภาพจิตและผู้ป่วยสุขภาพจิต
“งานด้านสุขภาพจิต” จึงเป็นงานที่คนอาจเห็นทำทำได้ยาก เข้าใจยาก เห็นผลยาก เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรู้สึก นึกคิด และการแสดงออกทางจิตเป็นส่วนใหญ่
กลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลน่าน ร่วมกับงานสุขภาพจิต สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดน่าน และเครือข่ายบริการสุขภาพ ได้จัดเวทีประเมินผลการดำเนินงานสุขภาพจิตและจิตเวชขึ้น ในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๑ ณ ห้องประชุม ๑ โรงพยาบาลน่าน มีบุคลากรสาธารณสุขระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ทั้งโรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และสถานีอนามัย จำนวน ๑๐๐ คน เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเอาผลงาน กิจกรรมต่างๆ ที่ได้ดำเนินการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตในระดับพื้นที่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
แต่ละแห่งมีเรื่องราวดีดีมากมาย แต่ที่โดนใจที่อยากจะเล่าสู่กันฟังคือ การเล่าเรื่องการดำเนินงานสุขภาพจิตของเครือข่ายสุขภาพจิต อ.นาหมื่น ที่ได้หยิบยกประเด็นการคืนคุณค่าของความเป็นคนให้กับผู้ป่วยจิตเวชรายหนึ่ง นำเสนอโดยคุณวิรารัตนา หล้าพรม พยาบาลวิชาชีพ ๗ รพ.นาหมื่น
เรื่องเล่าพอสังเขปมีดังนี้
“....ทีมเครือข่ายสุขภาพจิต รพ.นาหมื่น ได้ทราบข่าวจากคนในชุมชนว่า มีผู้ป่วยจิตเวชรายหนึ่งถูกพ่อแม่ขังไว้มานานกว่า ๕ ปีแล้ว ด้วยจิตวิญญาณของความเป็นคนที่ปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเป็นพื้นฐาน ทีมจึงได้ลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
จากการเก็บข้อมูลพบว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวชที่พ่อแม่ได้ขังไว้จริง ที่ต้องขังไว้เพราะผู้ป่วยมักมีอาการคุ้มคลั่งและทำร้ายพ่อแม่อยู่เป็นประจำ พ่อแม่เคยพาไปบำบัดรักษาที่โรงพยาบาลแต่ก็ไม่หาย ไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากนี้คิดว่าอาจเป็นเพราะยาที่หมอให้อาจทำให้เขาคุ้มคลั่งมากขึ้น จึงลดปริมาณยาเอง แล้วจับผู้ป่วยไปขังไว้ในบ้าน และคอยให้อาหารและน้ำ เพราะเกรงว่าจะมาทำร้ายพ่อแม่นั่นเอง
ทีมสุขภาพจิต เมื่อทราบข้อมูลรายละเอียดแล้ว จึงได้มาวางแผนการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยรายนี้
เริ่มจากการเข้าไปอธิบายและทำความเข้าใจกับพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ถึงลักษณะของผู้ป่วยจิตเวช และบอกให้ทราบว่าหากเขาได้รับการดูแลรักษาที่ดีเขาสามารถหายได้และกับมาเป็นคนปกติทั่วๆ ไปได้
กว่าจะใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และชุมชนได้ ก็ต้องอาศัยพลังกาย พลังใจ ทุ่มเทอย่างมาก
แล้วในที่สุดพ่อแม่ก็ตกลงใจที่จะยอมปล่อยให้ลูกจากกรงขัง และนำไปบำบัดรักษาอีกครั้งตามคำแนะนำ
แต่กระบวนการปลดปล่อยจากกรงขัง ที่มิเพียงขังร่างกายของผู้ป่วยเท่านั้น หากแต่ขังความคิด จิตใจ และความเป็นมนุษย์เขาไว้อีกด้วย การนำเขาออกจากกรงขังเพื่อนำไปบำบัดรักษาจึงมิใช่เรื่องง่าย หากแต่ต้องเตรียมการให้พร้อมทั้งผู้บำบัด พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ชุมชน รวมไปถึงตำรวจที่จะช่วยดูแลความปลอดภัย มิให้เกิดขึ้นระหว่างการนำส่งโรงพยาบาล
การประสานความร่วมมือของทีมสุขภาพจิต รพ.นาหมื่น กับหลากหลายฝ่ายทั้งจิตแพทย์และทีมสุขภาพจิตโรงพยาบาลน่าน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ชุมชน ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น จึงเป็นภาระที่ทีมต้องช่วยกัน
การวางแผนเตรียมการที่ดี ทำให้การย้ายผู้ป่วยออกจากห้องกรงขังไปยังโรงพยาบาลน่านจึงดำเนินไปด้วยดี
และกระบวนการบำบัดรักษาก็เป็นไปด้วยดีเช่นกัน
จนเขาหายเป็นปกติ แพทย์พร้อมที่จะคืนเขากลับไปสู่อ้อมอกของพ่อแม่ ครอบครัว และชุมชน
ความพร้อมของพ่อแม่ ครอบครัว และชุมชน จึงเป็นสิ่งสำคัญว่า พร้อมจะยอมรับกลับคืนมาไหม ไว้วางใจเขาไหม และที่สำคัญเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของเขาไหม หรือยังเห็นว่าเขาเป็น “ผีบ้า” อยู่
กระบวนการประชาคมหมู่บ้าน จึงได้เริ่มขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจ มั่นใจ และเชื่อใจว่า “เขาหายแล้ว” และเขาควรจะกลับมาสู่อ้อมกอดของครอบครัวและชุมชนเยี่ยงคนปกติทั่วไปที่พึงมี กระบวนการเยียวยาฟื้นฟูต่อเนื่องจากโรงพยาบาลจึงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการบำบัดรักษาในโรงพยาบาล เพราะกำลังใจและการให้โอกาสเขา เท่ากับการได้ช่วยเหลือเขา
และที่ประชุมประชาคมก็พร้อมรับเขากลับมาสู่อ้อมกอด พร้อมมีมติร่วมกันว่า จะช่วยกันดูแลเขา ให้โอกาสเขา หากเขาเกิดอาการคุ้มคั่งและทำร้ายพ่อแม่เขา คนในชุมชนก็พร้อมจะเข้ามาช่วยกันทันที โดยให้พ่อแม่เพียงแต่เรียกตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือตีกะลก (ตีเกราะ) เท่านั้น
แล้วผู้ป่วยจิตเวชรายนี้ที่ใครๆ เคยเรียกเขาว่าผีบ้า ก็ได้กลับมาเป็นลูกเป็นหลาน เป็นคนในชุมชนที่มีแต่ความรักความอุ่นใจ
เรื่องจริงแต่ติดตลกคือว่าระยะแรกๆ ที่เขากลับมาอยู่บ้านหลังการบำบัดรักษา พ่อเขาก็ยังไม่วางใจเสียทีเดียว เมื่อเวลานอนพ่อจึงเข้าไปนอนในกรงขังแทน เพราะกลัวว่าลูกจะมาทำร้าย ตลกแต่จริง
ปัจจุบันเขาสามารถอยู่ในครอบครัวและชุมชนอย่างปกติสุข ภายใต้การดูแลรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง
เขาสามารถช่วยแม่ทำงาน เลี้ยงหมู สีข้าวในโรงสี เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่ที่สำคัญเขาได้ความเป็นมนุษย์กลับคืนมา”
นี่คือเรื่องจริง มิใช่อิงนิยาย แต่เป็นเรื่องที่สังคมต้องเข้าใจ ให้โอกาส ให้การช่วยเหลือเยียวยา
นี่คือความกรุณาที่ผู้รับผิดชอบงานจิตเวชที่มีต่อผู้ป่วยไข้
ดังที่ นพ.คณิต ตันติศิริวิทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน กล่าวว่า “....เราต้องทำสุดความสามารถ ทำด้วยความระมัดระวัง และทำด้วยใจ....”