ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายเชิงปฏิบัติ ณ ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการแห่งหนึ่ง มีประเด็นที่น่าสนใจมาฝากครับ

ในระบบสากล การฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพแก่ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายและจิตสังคม ต้องมีการทำงานเป็นทีมตั้งแต่ แพทย์ พยาบาล นักกิจกรรมบำบัด นักกายภาพบำบัด นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ครูฝึกอาชีพเฉพาะด้าน ผู้เข้ารับการฝึกอาชีพ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เข้ารับการฝึกอาชีพ หน่วยงานที่ต้องการหรือให้ความช่วยเหลือในการจ้างผู้เข้ารับการฝึกอาชีพ

หลังจากได้รับการติดต่อจากศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการแห่งหนึ่ง ผมเริ่มมีความหวังเล็กๆ ว่าสักวันคนพิการในไทยจะมีโอกาสประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุข เหมือนคนพิการในต่างประเทศ

ประเด็นที่ผมอยากนำเสนอเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาระบบหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่

  • การจัดระบบตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญในการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพเป็นเรื่องสำคัญที่สุด
  • การฝึกอาชีพจเฉพาะด้านจากบุคลากรสายอาชีพ สามารถทำให้คนพิการประกอบอาชีพได้ แต่สมรรถภาพทางร่างกายและจิตสังคมของแต่ละบุคคลเกิดการปรับตัวโดยธรรมชาติ ไม่มีการปรับตัวจากกระบวนการทางการแพทย์และสาธารณสุข เช่น คนพิการแขนข้างเดียวเย็บผ้าได้ แต่ข้อต่อติดและกล้ามเนื้อไม่แข็งแรง บางขั้นตอนของงานน่าจะมีการปรับให้ง่ายหรือใช้อุปกรณ์เสริม และคนพิการไม่เข้าใจหรือไม่ให้ความสำคัญต่อการใช้กระบวนการทางกายภาพบำบัดและกิจกรรมบำบัด ซึ่งเป็นส่วนพัฒนาสมรรถภาพร่างกายและจิตสังคม ควบคู่กับการฝึกอาชีพ
  • หน่วยงานนี้พยายามเรียนรู้การประเมินผลโดยใช้เครื่องมือสากลทางการแพทย์ แต่ขาดบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการประเมินทักษะการประกอบอาชีพ เช่น นักกิจกรรมบำบัด
  • ผมได้สอนหลักการและทดสอบการปฏิบัติในแต่ละชุดเครื่องมือ พบว่า เครื่องมือที่สั่งซื้อจากต่างประเทศด้วยราคาแพง มีคู่มือภาษาอังกฤษ ซึ่งยากแก่การนำไปใช้งานจริงในศูนย์เมืองไทย ที่สำคัญเครื่องมือทั้งหมดพัฒนามาจากข้อมูลวิจัยในชาวอเมริกาที่ไม่มีความพิการ จึงได้แนะนำแนวทางการดัดแปรการประเมิน เช่น ลดขั้นตอนการประเมินเนื่องจากความล้าของคนพิการ ลดรูปแบบการประเมินเพื่อไม่ให้เพิ่มอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เป็นต้น
  • หลังจากบรรยายและฝึกปฏิบัติ พบว่า บุคลากรที่มีอยู่ในศูนย์ไม่มีความรู้ในการประเมิน "การวิเคราะห์ขั้นตอนการประกอบอาชีพ" และ "ทักษะการทำงานในขั้นตอนวิเคราะห์" เพราะความรู้ตรงจุดนี้ต้องได้รับการเรียนในระดับวิชาชีพกิจกรรมบำบัด
  • ผมคิดว่ามีหลายหน่วยงานพยายามจะจัดระบบการประเมินความก้าวหน้าของการฝึกอาชีพ แต่โดยระบบการประเมินที่มีรูปธรรมของงานวิจัยจากงานประจำสู่การพัฒนาคุณภาพของงาน (Routine to Research to Development) นั้นย่อมต้องการผู้เชี่ยวชาญมาสอนและฝึกปฏิบัติแยกตามแผนกงานอาชีพ เช่น งานเย็บ งานคอมพิวเตอร์ งานศิลปะเฉพาะส่วน งานหนัง เป็นต้น

ผมอยากให้หน่วยงานในหลายๆ ระดับของรัฐหรือเอกชน คำนึงถึงการพัฒนาบุคลากรมากกว่าการซื้ออุปกรณ์ราคาแพงแต่ขาดคนที่มีความเชี่ยวชาญมาใช้อุปกรณ์นั้น เหมือนกับระบบต่างประเทศที่มีการวางแผนและให้ความสำคัญกับ "คน" มากกว่า "วัตถุ" แต่พยายามขาย "วัตถุ" มาให้คนไทย ที่มีค่าแรงต่ำกว่าสากลนั้นเอง We need to be keen on putting the right job to the right man

ปล....ผมลองนึกหัวข้อคร่าวๆ สำหรับหน่วยฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพที่ต้องเกิดควบคู่กับหน่วยกิจกรรมบำบัดและกายภาพบำบัดเพื่อเตรียมความพร้อมต่อการประกอบอาชีพ (Pre-vocational Training)

  • Physical components: strength, endurance, sensorimotor integration, coordination, perception (vision, auditory, vestibular, tactile, kinethesia, and proprioceptive), psychomotor speed
  • Psychosocial components: cognitive functions (orientation, memory, task-oriented planning), stress and time management, coping skills on tasks and daily life situations, inter- and intrapersonal skills, communication and motivation at works, gifted or talented skills