ปัจจุบัน ในประเทศไทยปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นเรื่องใหญ่ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการบันเทิง ภาพยนตร์ ละคร เพลง ฯต่างถูกCopyและส่งต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
หลังการมาของอินเทอร์เน็ต แนวโน้มของปัญหานี้ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับว่าอะไรที่เข้าไปในโลกของอินเทอร์เน็ตแล้ว ก็ไม่ใช่ของส่วนตัวอีกต่อไป
ข้อมูลต่างๆมากมายทั้งสาระประโยชน์ ความบันเทิง(ส่วนใหญ่จะผิดกฏหมายลิขสิทธิ์)มีอยู่มากมายบนหน้าจอ เพียงแค่ขยับนิ้วเท่านั้น
สมัยก่อนที่ภาพยนตร์ยังเป็นวีดีโอม้วนใหญ่ หรือ เพลงยังอยู่ในเทปคลาสเซ็ท ตอนนั้นหลายคนอาจเคยเห็นคำเตือนก่อนดูหนัง หรือ คำเตือนบนปกเทปโดยไม่รู้สึกสงสัยว่าจะเตือนทำไม เพราะในสมัยนั้นการทำซํ้า คัดลอก เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก มีวิธีการซับซ้อน หลายขั้นตอน อีกทั้งต้องมีเครื่องมือเฉพาะที่มีราคาแพง และยังต้องมีความรู้ในการควบคุมอีก
ผิดกับปัจจุบันที่ การCopyเป็นเรื่องง่ายที่แม้แต่เด็กประถมก็สามารถทำได้ ด้วยสโลแกน สะดวก รวดเร็ว แถมฟรี บางคนใจดีส่งต่อ กับความเชื่อที่เหมือนๆกันคือ ใครๆเขาก็ก็อปกัน โดยหารู้ไม่ว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายและยังสร้างความเสียหายต่อเจ้าของลิขสิทธิ์อีก
วัฒนธรรมการละเมิดลิขสิทธิ์เริ่มหยั่งรากลึกในสังคมไทยจนหลายประเทศเริ่มแสดงอาการไม่พอใจกับเรื่องดังกล่าว ทั้งการเพิกเฉยของภาครัฐ ไปจนถึงค่านิยมของคนในสังคมที่ยังสนับสนุนสิค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์อยู่
ทั้งนี้ ลิขสิทธิ์ หมายถึง สิทธิแต่ผู้เดียวที่กฎหมายรับรองให้ผู้สร้างสรรค์กระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงานที่ตนได้ทำขึ้น อันได้แก่ สิทธิที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำออกโฆษณา ไม่ว่าในรูปลักษณะอย่างใดหรือวิธีใด รวมทั้งอนุญาตให้ผู้อื่นนำงานนั้นไปทำเช่นว่านั้นด้วย
ระบบลิขสิทธิ์ของประเทศไทย
การคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามกฎหมายไทยจะกำหนดให้มีอายุการคุ้มครอง 50 ปี นับตั้งแต่ผู้สร้างสรรค์ผลงานเสียชีวิต กรณี เจ้าของ เป็น นิติบุคคล จะเริ่มนับอายุ ตั้งแต่ ผลงานถูกสร้างขึ้นมานับไปอีก 50 ปี หรือ เริ่มนับเมื่อมีการโฆษณาเป็นครั้งแรก แล้วแต่ว่าอย่างไหนจะเกิดทีหลัง แต่การโฆษณาครั้งแรกนั้นจะต้องเกิดขึ้นภายใน 50 ปี นับตั้งแต่มีการสร้างสรรค์ผลงานนั้นขึ้นมา ถ้าพ้น 50 ปีไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้มีการโฆษณา ถือว่าลิขสิทธิ์หมดอายุ โดยที่การโฆษณาในภายหลัง จะไม่มีผลต่อการนับต่ออายุลิขสิทธิ์อีก การโฆษณานี้จะต้องเป็นการโฆษณาโดยความยินยอมของเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วย จึงจะนับเป็นการโฆษณาครั้งแรก ที่ให้เริ่มนับอายุลิขสิทธิ์ได้
ตาม พรบ. ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย จะมีข้อยกเว้นในงานบางประเภท ที่จะมีอายุการคุ้มครองลิขสิทธิ์ต่างออกไป ได้แก่ ศิลปประยุกต์ จะมีอายุคุ้มครองเพียง 25 ปี งานบางชนิดที่สร้างสรรค์โดยบุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่นิติบุคคล ก็จะมีข้อยกเว้นให้เริ่มนับอายุเช่นเดียวกับ กรณีนิติบุคคล คือ เริ่มนับตั้งแต่ได้มีการสร้างงานขึ้น หรือ ตั้งแต่โฆษณาครั้งแรก (แทนที่จะนับตั้งแต่ผู้สร้างสรรค์เสียชีวิต) งานเหล่านั้น ได้แก่ ภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียงหรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ งานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยการจ้างหรือตามคำสั่ง รวมถึง ศิลปประยุกต์ งานที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ และ ไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ก็ให้เริ่มนับอายุลิขสิทธิ์ในลักษณะเดียวกับนิติบุคคล
ขณะที่ผู้ที่เกี่ยวข้องกำลังพยายามหาทางแก้ไข มีคนอีกจำนวนหนึ่งกลับต่อต้านลิขสิทธิ์ (Anti-copyright) โดยให้เหตุผลว่าต้องการที่จะสนับสนุนการแพร่กระจายผลงานสร้างสรรค์ต่างๆออกไปอย่างกว้างขวาง มากกว่าที่ผลงานจะกระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มคนบางกลุ่ม ที่มีกำลังพอจะซื้อผลงาน และต่อต้านการใช้ลิขสิทธิ์ ของกลุ่มนายทุนที่มีเรื่องของผลประโยชน์และธุรกิจเขามาแอบแฝง
อนึ่ง แนวคิดดังกล่าว เน้นเฉพาะการCopyเพื่อแบ่งปันผลงานดีๆให้เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ทว่า มิได้สนับสนุดให้มีการทำซํ้าเพื่อนำไปหารายได้แต่อย่างใด
ลิขซ้าย (copyleft) เป็นการอธิบายถึงใบอนุญาตกลุ่มหนึ่ง ซึ่งประยุกต์ใช้กับผลงานต่างๆ อย่างเช่น software, งานภาคเอกสาร, หนังสือ, และผลงานทางด้านศิลปะ. ที่ซึ่งกฎหมายลิขสิทธิ์(copyright law)ได้รับการมองโดยบรรดาผู้ให้การสนับสนุนเดิมๆของลิขซ้าย(copyleft) ในฐานะที่เป็นวิธีการหนึ่งของการจำกัดสิทธิในการสร้างสรรค์และการเผยแพร่ซ้ำ งานก็อปปี้ต่างๆของผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
ใบอนุญาตลิขซ้ายประยุกต์ใช้กฎหมายลิขสิทธิ์เพื่อที่จะทำให้มั่นใจว่า ทุกๆคนซึ่งได้รับงานก็อปปี้ หรือสืบทอดเวอร์ชั่นผลงานชิ้นหนึ่งไป พวกเขาสามารถที่จะใช้, ดัดแปลงแก้ไข, สามารถที่จะเผยแพร่ผลงาน, และส่งทอดเวอร์ชั่นต่างๆของผลงานนั้นๆได้ด้วย. โดยเหตุนี้เองในความหมายดังกล่าว "ลิขซ้าย"(copyleft)จึงเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเรื่องของลิขสิทธิ์(copyright)
ตัวอย่างคำประกาศเกี่ยวกับลิขซ้าย
หนังสือของข้าพเจ้า, เว็ปไซต์นี้ และเนื้อหาของมันทั้งหมดอยู่ภายใต้ลิขซ้าย ซึ่งหมายความว่าคุณมีอิสระที่จะสำเนา คัดลอก หรือก็อปปี้ และรวมถึงทำการเผยแพร่ซ้ำเนื้อหาใดๆก็ตามที่คุณสามารถค้นได้จากที่นี่ ภายใต้ใบอนุญาต Copyright ?2002 Miriam Rainsford.
การอนุญาตนี้ได้ให้ไว้กับใครก็ตาม ที่จะกระทำหรือเผยแพร่ก็อปปี้คำต่อคำเกี่ยวกับเอกสารชิ้นนี้ ด้วยสื่อใดๆก็ได้ โดยประกาศลิขสิทธิ์นี้และการอนุญาตจะได้รับการปกป้องไว้ และผู้เผยแพร่ได้อนุญาตให้ผู้รับสามารถเผยแพร่ซ้ำได้โดยความยินยอมจากคำประกาศข้างต้น ส่วนเวอร์ชั่นที่ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขต่างๆไม่อาจที่จะกระทำได้ (มาจาก http://www.copyleftmedia.org.uk/)
ความเป็นมาเกี่ยวกับลิขซ้าย
เหตุผลหนึ่งซึ่งสำคัญที่สุดในบรรดาผู้สร้างสรรค์และผู้ประพันธ์ทั้งหลาย ที่ต้องการสร้างลิขซ้าย(copyleft)ขึ้นมาให้มันสามารถประยุกต์ใช้กับผลงานของพวกเขาก็คือ พวกเขาหวังที่จะสร้างเงื่อนไขที่อำนวยประโยชน์ที่สุด สำหรับผู้คนทั้งหลายอย่างกว้างขวาง ให้รู้สึกและเชิญชวนเข้ามาช่วยกันสนับสนุนให้มีการปรับปรุงต่างๆ และ/หรือ ต่อเติมแก้ไขผลงานของพวกเขาให้ละเอียดยิ่งๆขึ้น อย่างเป็นกระบวนการและต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวพูดถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เส้นทางตามขนบประเพณีเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ ได้ให้วิธีการเข้าถึงความรู้ได้อย่างแพร่หลายโดยปราศจากอุปสรรคกีดขวางใดๆ ความรู้ดังกล่าวมักจะได้รับการนำไปดำเนินการต่อ หรือทำการต่อยอดสิ่งที่คนอื่นๆได้ค้นพบและกระทำมาก่อนหน้านั้นแล้ว และมันจะไม่ถูกทำให้ชะงักงันลงโดยการปิดบังความลับรายรอบผลลัพธ์ต่างๆของการวิจัยก่อนหน้านั้น
อันนี้หมายความว่า นิยามความหมายข้างต้น ไม่เพียงใช้กับผลงานชิ้นหนึ่งในฐานะที่เป็น"การสร้างสรรค์ของมนุษย์"เท่านั้น, แต่รวมไปถึง"การค้นพบของมนุษย์"ด้วย ที่สามารถถูกรวมเข้ามาอยู่ในวิธีการลิขซ้ายอันนี้ได้
วิธีการต่างๆของลิขซ้าย
ปฏิบัติการร่วมกันอันหนึ่งสำหรับการบรรลุเป้าหมายอันนี้ เกี่ยวกับการตักตวงประโยชน์ได้อย่างอิสระ และไม่ต้องประสบกับความยุ่งยากในเรื่องการก็อปปี้และการเผยแพร่งานสร้างสรรค์หรือผลงานคือ เผยแพร่มันด้วยใบอนุญาต. และใบอนุญาตนั้นจะต้องระบุเงื่อนไข ที่เจ้าของทุกคนของงานก็อปปี้นั้นสามารถทำได้ คือ
1. ใช้ประโยชน์มันได้โดยปราศจากข้อจำกัด
2. เผยแพร่(ซ้ำ)ได้หลายๆก็อปปี้ ดังใจปรารถนา และ
3. ปรับปรุงแก้ไขมันอย่างไรก็ได้ตามที่พวกเขาเห็นว่ามันเหมาะสม
1. use it without limitation.
2. (re-)distribute it in as many copies as desired, and
3. modify it in any way they see fit.
อิสรภาพทั้งสามประการนี้ อย่างไรก็ตาม มิได้เป็นหลักประกันว่าผลงานที่ได้รับมาจากการสร้างสรรค์นั้น จะถูกเผยแพร่ภายใต้เงื่อนไขอย่างเดียวกันกับการไม่มีข้อจำกัด: สำหรับผลงานที่ได้รับลิขซ้าย ใบอนุญาตดังกล่าวจะต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่า เจ้าของของผลงานที่รับมา จะทำการเผยแพร่มันภายใต้ใบอนุญาตฉบับเดียวกัน
ใบอนุญาติอื่น(เพิ่มเติม) มีเงื่อนไขว่า จะขจัดสิ่งกีดขวางที่เป็นไปได้ที่จะใช้มันได้อย่างอิสระโดยปราศจากความยุ่งยากและความรำคาญใจใดๆ ในส่วนของการเผยแพร่และแก้ไขปรับปรุงผลงานนั้นหมายรวมถึง
- ต้องทำให้มั่นใจว่า เงื่อนไขต่างๆของใบอนุญาตลิขซ้าย เป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะเพิกถอนได้
- ต้องมั่นใจว่า ผลงานและเวอร์ชั่นที่รับมาของมัน จะถูกทำให้ใช้ได้ในรูปแบบหนึ่งซึ่งสะดวกต่อการดัดแปลงแก้ไขอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น สำหรับซอฟต์แวร์ รูปแบบความสะดวกสบายอันนี้ได้รับการพิจารณาในฐานะที่เป็นคำพ้องกับ source code (คำสั่งและโปรแกรมที่เขียนขึ้นเป็นภาษาระดับสูงเพื่อแปลเป็นภาษาเครื่องสำหรับใช้งาน), ที่ซึ่งการเรียบเรียงเกี่ยวกับ source code นั้นควรที่จะได้รับการรับรอง โดยปราศจากอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางไม่ว่าชนิดใด
- การประดิษฐ์หรือออกแบบระบบที่ค่อนข้างเป็นไปในเชิงบังคับ ควรมีเอกสารประกอบอย่างเหมาะสมในการสร้างสรรค์ และรูปแบบต่างๆในการปรับปรุงแก้ไขมัน โดยวิธีการเกี่ยวกับการนำเสนอคู่มือการใช้งาน, และคำอธิบายต่างๆ จะต้องเป็นไปอย่างชัดเจน ฯลฯ
ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับการนิยามความหมาย"ลิขซ้าย"
แนวคิดเกี่ยวกับลิขซ้าย(copyleft) ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ Richard Stallman กำลังทำงานกับตัวแปล Lisp (Lisp interpreter) ซึ่งจะต้องใช้สัญลักษณ์ต่างๆในการเรียกใช้งานตัวแปลดังกล่าว, และ Stallman ตกลงใจที่จะแจกจ่ายพวกมัน ด้วยเวอร์ชั่นที่เป็นสาธารณะเกี่ยวกับงานของเขาชิ้นนี้
หลังจากนั้นสัญลักษณ์ต่างๆ(symbols)ที่เขาแจกจ่าย ได้ถูกเผยแพร่ออกไปและได้รับการปรับปรุงแก้ไข ต่อมาเมื่อ Stallman ต้องการที่จะเข้าไปใช้งานสำหรับเวอร์ชั่นที่มีการปรับปรุงสัญลักษณ์ต่างๆ, ปรากฏว่าสัญลักษณ์ต่างๆกลับปฏิเสธการเข้าถึงของเขา. ดังนั้นในปี 1984, Stallman จึงเริ่มดำเนินการทำลายหรือขจัดพฤติกรรมชนิดนี้ลง ซึ่งเขาตั้งชื่อมันว่า "กระดานซอฟต์แวร์"(software hoarding)
ดังที่ Stallman เข้าใจว่ามันเพ้อฝัน และเป็นไปไม่ได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อจะกำจัดกฎหมายลิขสิทธิ์และความผิดพลาดต่างๆที่เขารับรู้เกี่ยวกับลักษณะที่ถาวรของมัน เขาตัดสินใจที่จะทำงานภายใต้กรอบของกฎหมายที่มีอยู่ และสร้างใบอนุญาตลิขสิทธิ์ของเขาเองขึ้นมา เรียกว่า the GNU General Public License (GPL) ซึ่งถือว่าเป็นใบอนุญาตลิขซ้ายฉบับแรก
สำหรับสาระสำคัญก็คือ ผู้ถือครองลิขสิทธิ์คนหนึ่งจะมั่นใจได้ว่า เขาสามารถที่จะถ่ายโอนสิทธิต่างๆตามที่เขาปรารถนา ไปยังบรรดาผู้ใช้โปรแกรมทั้งหลายได้อย่างถาวร ไม่ว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขต่อมาโดยใครบางคนซึ่งกระทำกับโปรแกรมต้นฉบับนั้นก็ตาม. อันนี้ไม่ใช่เป็นการโอนสิทธิให้กับสาธารชนอย่างเต็มที่ แต่เป็นเพียงคนเหล่านั้นซึ่งได้รับโปรแกรมไปแล้วเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่
ศัพท์คำว่า"ลิขซ้าย"(copyleft)ตามแหล่งที่มาบางแหล่งระบุว่า มันมาจากสาร(message)อันหนึ่งที่บรรจุอยู่ใน Tiny Basic, เวอร์ชั่นของภาษา Basic ที่เผยแพร่ได้อย่างอิสระถูกเขียนขึ้นมาโดย Dr. An Wang ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970s. โปรแกรมดังกล่าวได้บรรจุวลี "All Wrongs reserved" and "CopyLeft" เอาไว้, ซึ่งเป็นการเล่นคำที่ตรงข้ามกับ" copyright" and "all rights reserved", วลีหนึ่งที่ใช้กันทั่วไปในถ้อยแถลงเกี่ยวกับลิขสิทธิ์
ส่วน Richard Stallman ตัวของเขาเองนั้นกล่าวว่า คำๆนี้มาจาก Don Hopkins, ซึ่งเขาถือว่าเป็นเพื่อนร่วมงานทางความคิดที่ปราดเปรื่องและมีจินตนาการอย่างมากคนหนึ่ง ซึ่งได้ส่งจดหมายมาถึงเขาในปี 1984 หรือ 1985 และได้เขียนวลีที่ว่า "Copyleft-all rights reversed."
สำหรับศัพท์ดังกล่าว ถือกำเนิดขึ้นมาในฐานะที่เป็นการตัดหรือเปลี่ยนคำหลัง(backformation)ออกไปในเชิงขบขัน จากศัพท์คำว่า"ลิขสิทธิ์"(copyright) มาเป็น"ลิขซ้าย"(copyleft), สำหรับคำว่า"ลิขซ้าย" เดิมทีเป็นคำนาม หมายถึงคำศัพท์เกี่ยวกับใบอนุญาตลิขสิทธิ์ของ the GNU General Public License ที่กำเนิดขึ้นมาโดย Richard Stallman ในฐานะส่วนหนึ่งของผลงานของ the Free Software Foundation
ขอบเขตสาธารณะไม่มีข้อจำกัดใดๆที่จะมาผูกพันกับผลงานต่างๆในขอบเขตพื้นที่สาธารณะ ที่ซึ่งผู้สร้างสรรค์ได้ยกเลิกความเป็นเจ้าของและสิทธิทั้งมวลเกี่ยวกับงานของเขาให้กับสังคม. พวกมันอาจได้รับอิสระในการดัดแปลงแก้ไข และผู้สร้างสรรค์เกี่ยวกับผลงานที่ได้รับมา อาจออกใบอนุญาตส่วนต่างๆที่ทำการปรับปรุงขึ้นมาใหม่เกี่ยวกับงานที่รับมาก็ได้ แต่จะต้องไม่ใช่ในส่วนที่ได้ยกให้กับสาธารณะแล้ว ไม่ว่ากรณีใดๆ
บรรดาศิลปินจำนวนมากได้ทำลิขซ้ายกับผลงานของพวกเขา ภายใต้ความเข้าใจที่ว่า คนเหล่านั้นซึ่งคัดลอกหรือก็อปปี้งานของพวกเขาไปใช้ และต่อจากนั้นได้ทำการเสริมแต่งมันด้วยวิธีการบางอย่าง จะได้รับเครดิตหรือเกียรติในฐานะศิลปินผู้ริเริ่มหรือเป็นต้นฉบับไป
แต่อย่างไรก็ตาม มันอาจมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นสำหรับการกระทำดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น ผลงานของศิลปินอาจถูกนำไปใช้ในเรื่องซึ่งสวนทางกันกับเจตนารมย์ของพวกเขา โดยภาพผลงานศิลปะของพวกเขา อาจถูกนำไปใช้ประโยชน์ในฐานะที่เป็นโปสเตอร์ของพวกคลั่งชาติ หรือการรณรงค์ทางการเมืองต่างๆ. ถ้าศิลปินได้ถูกให้เครดิต ก็จะดูประหนึ่งว่าพวกเขาได้ไปสัมพันธ์กับกลุ่มหรืออุดมการณ์อันนั้น ซึ่งพวกเขาอาจไม่ประสงค์ที่จะสังกัดกับกลุ่มดังกล่าว. และในทำนองเดียวกัน มันก็ไม่มีหลักประกันใดๆด้วยเช่นกัน หากว่ามีการนำผลงานศิลปะของพวกเขาไปใช้ และพวกเขาหวังว่าจะถูกให้เครดิต และปรารถนาที่จะสังกัดอยู่ในกลุ่มทางการเมืองกล่มใดกลุ่มหนึ่งด้วย
การผลิตผลงานดีๆขึ้นมาสักชิ้น หากจะเก็บไว้ชื่นชมเพียงผู้เดียวก็เป็นเรื่องน่าเสียดาย แต่ถ้าใจกว้างแบ่งปันให้ผู้อื่นมากไป คนอื่นก็อาจจะเอาผลงานเราไปหาประโยชน์ แนวคิดทั้งสองจึงเป็นเหมือนทางที่เดินสวนกัน
แล้วคุณเลือกที่จะเดินไปทางไหน ขวาหรือซ้าย
copyright or copyleft
ลิขสิทธิ์ หรือ ลิขซ้าย
ความเห็น
- ลิขสิทธิ์ (copyright) ลิขซ้าย (copyleft) ทางสองแพร่งที่ไม่มีวัน ...
-
http://midnightuniv.org/midnight2545/document9575.html
บทความในวันเดียวกัน
ครูดี · 13 ส.ค. 2551
kit20m · 13 ส.ค. 2551
ศ.ดร. จีระ หงส์ลดารมภ์ · 13 ส.ค. 2551
Prof. Vicharn Panich · 13 ส.ค. 2551
คนพลัดถิ่น~ต้นตอ-natachoei(หน้าตาเฉย) · 13 ส.ค. 2551