วงวิชาการไทยยังรู้จักพลังของสุนทรียสนทนา (dialogue) กันน้อยมาก วันที่ ๖ ส.ค. ๕๑ ผมมีโอกาสไปทำสุนทรียสนทนากับผู้บริหารคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ม. มหิดล อย่างฉุกละหุก คือบอกล่วงหน้าเพียง ๑ ช.ม. และใช้เวลาคุยกันเพียงชั่วโมงเศษๆ รวมรับประทานอาหารเที่ยงไปด้วย
เป็นการพูดคุยในเวลาที่เหมาะเพราะคณะกำลังคลำหาทางเดินภายใต้การนำของคณบดีท่านใหม่ รศ. ดร. วริยา ชินวรรโณ
ผมบอกที่ประชุม ซึ่งมีอยู่เพียง ๙ คนรวมทั้งผม ว่าผมไปทำหน้าที่ governance แบบ Generative Governance ซึ่งจะไม่ล่วงล้ำเส้นเข้าไปทำ management และชวนกันใช้วิธีคุยแบบสุนทรียสนทนา โดยเปิดประเด็นว่ามีจุดแข็งอะไรของคณะ ที่จะเอามาขยายผลให้ลึกและกว้างยิ่งขึ้น เป้าหมายคือการทำหน้าที่มหาวิทยาลัย และร่วมขบวนการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหิดลสู่ ๑ ใน ๑๐๐ มหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำของโลก
และผมเตือนอยู่ตลอดเวลาว่าผมมีความรู้น้อย และรู้แบบไม่กระจ่าง ดังนั้นจึงไม่ควรเชื่อผม ให้ใช้ความเห็นของผมสำหรับจุดประกายความคิดและการลงมือทำ อย่าใช้สำหรับเชื่อ
ท่านอาจารย์ที่ร่วมเสวนาบอกทันทีว่าวิธีคิดจากจุดแข็งนี้ดี แต่เป็นวิธีที่ไม่คุ้นเคยมาก่อน เราพูดกันถึงความเข้มแข็งของการบูรณาการศาสตร์ ในหลักสูตรวิทยาการเสพติด หลักสูตรอาชญวิทยา และหลักสูตร รปส. และคณะนี้เป็นคณะที่มีนักวิชาการ ๓ ศาสตร์อยู่ด้วยกัน เป็น ๓ ภาควิชา คือ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศึกษาศาสตร์
ผมทำหน้าที่ “ช่างเชื่อม” หรือพ่อสื่อแนะนำนักวิชาการที่สนใจคล้ายกันหรือน่าจะเสริมกันได้ จากเรื่องวิทยาการเสพติด ที่ ผศ. ดร. สุมนา ตังคณะสิงห์ เป็นหัวหน้าหลักสูตรอยู่ ผมแนะนำให้เชื่อมโยงกับ อ. อิทธิพล ปรีติประสงค์ แห่งสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ที่ทำเรื่องป้องกันการเสพติดเกมอินเทอร์เน็ต ในการสร้างพื้นที่สีขาวให้แก่เยาวชน และแนะนำคุณอัมพรหรือป้าแป้นนักสร้างทักษะชีวิตป้องกันการเสพติดให้แก่นักศึกษาที่ มวล. ผมแนะนำให้คณาจารย์ในคณะนี้ลงไปทำงานภาคสนามให้มากขึ้น ฝ่ายบริหารคณะ น่าจะหาวิธีการให้อาจารย์ไปร่วมงานกับ real sector มากขึ้น หัวใจคือ ต้องออกไปร่วมงานกับคนอื่นในพื้นที่
เรื่องวิทยาการเสพติด พัฒนาการถอนเสพติด นี้ น่าจะเป็นวิชาการที่ยิ่งใหญ่ในยุคปัจจุบัน และใช้วิธีการแนวนุ่มแบบตะวันออกได้มาก สมุนไพร ภาวนา ออกกำลังแบบแอโรบิก ศิลปะบำบัด การทำงานอาสา ฯลฯ น่าจะได้รับการวิจัยทั้งเชิงพัฒนาหาวิธีการ และวิจัยสร้างทฤษฎีไปพร้อมๆ กัน
คณะสังคมฯ มีวัฒนธรรมเกี่ยวกับศาสตร์บูรณาการมาตั้งแต่ต้น และทำงานร่วมกับศาสตร์อื่นได้เก่งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ่านทางหลักสูตรวิทยาการเสพติด อาชญวิทยา รปส. สังคมศาสตร์การแพทย์ จริยศาสตร์การแพทย์ และยังมีหลักสูตรบูรณาการศึกษาศาสตร์กับสังคมศาสตร์ คือสิ่งแวดล้อมศึกษา
ผมจึงมองว่าทีมบริหารใหม่น่าจะมียุทธศาสตร์ให้อาจารย์ใช้พลัง นศ. ปริญญาโท ทำงานวิชาการยกระดับผลงานวิชาการขึ้นสู่การสร้างทฤษฎี เชื่อมโยงไปที่พรมแดนความรู้ และใช้ยุทธศาสตร์ดึงเอาผู้เยี่ยมยุทธภายนอกเข้ามาช่วยยกระดับความสามารถในการสร้างทฤษฎี และตีพิมพ์เผยแพร่สู่วงการนานาชาติ
ในเรื่องจริยศาสตร์การแพทย์ คนที่ควรเชิญมาร่วมทำงานวิชาการคือ นพ. วิชัย โชควิวัฒน ซึ่งเวลานี้เกษียณอายุราชการแล้ว แต่ยังแข็งแรงว่องไว ทั้งร่างกายและสมอง และมีความรู้เชิง bioethics, medical ethics ลึกซึ้งเฉียบคมมาก
ผมได้ช่วยแนะนำ ผศ. ดร. ปกรณ์ สิงห์สุริยา ซึ่งทำงานด้านจริยศาสตร์ (ethics) และจริยธรรม (morality) แนวตะวันตก และเข้าใจความไม่ตรงกันกับแนวตะวันออก โดยเฉพาะแนวพุทธ ให้รู้จักกับ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศม์ แห่ง มสช. ที่ช่วยจัดการโครงการ ELSI ของ ว&ท ให้แก่ สวทช. หาก อ. ปกรณ์ได้ร่วมทำงานเอาทฤษฎีมาเสริมการปฏิบัติ และลับทฤษฎีให้คมผ่านการปฏิบัติ น่าจะเกิดประโยชน์และเกิดการพัฒนาศาสตร์ด้านนี้ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยได้
คณะสังคมฯ ยังสอนเรื่องความตายและภาวะใกล้ตาย (death & dying) ซึ่งสามารถทำงานวิชาการเชิงทฤษฎีจากการปฏิบัติได้มาก จากขบวนการการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ ที่ขับเคลื่อนโดย สช. (www.nationalhealth.or.th) และแผนงานพัฒนาจิต ของ สสส. ที่จัดการโดย มสช. ก็สนใจเรื่องนี้ นักวิชาการแนวปฏิบัติที่คณะฯ ควรเข้าไปร่วมงานด้วยคือ นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
ผมกลับมาบ้านและ AAR กับตัวเองว่าถ้าผมเป็นคณบดีคณะนี้ ผมจะใช้ยุทธศาสตร์ชวนอาจารย์เข้าวงปฏิบัติ ลุยสนาม เพื่อเอาทฤษฎีไปตีความผลสำเร็จจากการปฏิบัติ ช่วยให้นักปฏิบัติทำงานได้ดียิ่งขึ้น และเก็บข้อมูลเหล่านั้นเอามาสร้างทฤษฎีใหม่จากแผ่นดินแม่ ที่ช่วยขยับขอบฟ้าวิชาการหรือพรมแดนแห่งความรู้ โดยหา “แม่แรง” ที่ช่วยผ่อนแรงในการยกระดับวิชาการจากการจัดการความร่วมมือ แสวงหาความร่วมมือจากปราชญ์ที่มีอยู่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
วิจารณ์ พานิช
๗ ส.ค. ๕๑
|
บรรยากาศในห้องประชุม
|
|
อีกมุมหนึ่ง |


สวัสดีค่ะ ช่างเชื่อม
อาจารย์วิจารณ์ที่เคารพรัก ตอนนี้ผมกำลังนั่งหารือกับ อ.เหม่ง เพื่อจะไปเชื่อมงานกับ ผศ. ดร. สุมนา ตังคณะสิงห์ ครับ ท่าทางจะสนุกทีเดียว เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้นั่งตรึกตรองจริงจังเกี่ยวกับการเกมกับการเสพติด แต่มองมุมด้านการสร้างพื้นที่เชิงบวกให้เด็กในการเล่นเกม
ตอนนี้ อี๋ แน็ท ผม กำลังตั้งวงคุยกับกลุ่มผู้ประกอบการเกม เพื่อร่วมสร้างและลงมือทำงานเกี่ยวกับ CSR เพื่อเด็กเล่นเกม
มีข้อเสนอหลายอย่างที่ผู้ประกอบการทดลองทำไปแล้ว แต่ไม่มีใครแรเงาขึ้นมา เช่น ให้เด็กที่เล่นเกมนำเกรด สี่ มาแลก ไอเท่มยากๆในเกม หรือ การให้คนในเกมปังยา (เกมตีกอล์ฟ)พาที่บานมาตีกอล์ฟกันจริง รวมไปถึง การให้เด็กที่เล่นเกมซึ่งมีชุมชนของเค้าเอง ออกมาทำกิจกรรรมทำความสะอาดวัด รวมไปถึง การอบรมให้เด็กๆเป็นเกมมาสเตอร์เพื่อสร้างกิจกรรมเชิงสร้างสรรรค์ในเกม
ที่สำคัญตอนนี้ ทางพี่ศรีดา เครือข่ายพ่อแม่ เครือข่ายผู้ประกอบการเกม หนังสือเกม เครือข่ายผู้ประกอบการร้านเกม เครือข่ายคุณหมอบัณฑิต อ.พิรงรอง รามสูตร อี๋ แน็ท เครือข่ายเด็กเล่นเกม กำลังช่วยกันทำเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อเป็นข้อมูลด้านเกมให้กับพ่อแม่ น่าสนใจตรงที่เกิดจากการรรวมตัวกันแบบ "ธรรมชาติ" ช่วยกันลงขันด้านแรงงานและสมอง
จุดที่น่าสนใจก็คือ ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเกม กับเด็กๆเล่นเกมมาเป็นเว็บมาสเตอร์ช่วยกันให้ข้อมูลด้านเกมครับ
เราใช้ชื่อว่า www.okgame.in.th