พ่อ-แม่เดี๋ยวนี้ดีแต่เลี้ยง แต่ไม่ได้ดู
ปุจฉา: ในสภาพสังคมตอนนี้ ที่มีความก้าวร้าว ความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ทราบว่าประเด็นอยู่ตรงนี้ด้วยหรือเปล่าคะ ที่พ่อ-แม่ละเลยบทบาทตรงนี้ไป
วิสัชนา: แน่นอนเลย เพราะว่าพ่อ-แม่เดี๋ยวนี้มักจะได้แต่เลี้ยง แต่ไม่ได้ดู การเลี้ยงก็มีความหมายแค่เป็นการบำรุงบำเรอ นึกว่าตัวเองขาดความสัมพันธ์กับลูก ก็พยายามเอาวัตถุ เอาเงินทอง มาให้แต่ไม่ได้ดูแลเขาเลย ไม่ได้ทำหน้าที่พ่อ-แม่หรอก กลายเป็นปัญหาซับซ้อนอีกประการหนึ่ง คือพ่อแม่เป็นผู้ทำให้เด็กได้รับการหนุนในแง่ค่านิยมบริโภค เพราะว่าพ่อ-แม่คอยเอาอกเอาใจ หาเงินทองสิ่งเสพบริโภคมาให้ เด็กก็ได้แต่มีความสุขจากการบริโภค พ่อ-แม่ก็แสดงความรักลูกด้วยการให้วัตถุ แทนที่จะฝึกอบรมเด็ก ให้เด็กก้าวขึ้นไปสู่การพัฒนาตนเองในการเรียนรู้และความดีงาม
การอบรมเลี้ยงดูในครอบครัว จึงเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว ซึ่งมีเรื่องที่จะต้องพูดมากมาย แม้แต่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-แม่กับลูก ในบทบาทที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า พ่อ-แม่เป็นผู้แสดงโลกแก่ลูก ความหมายตรงนี้ลึกซึ้งมาก เราจะต้องยกขึ้นมาย้ำเน้นและปฏิบัติกันให้จริงจัง" แสดงโลกนี้แก่ลูก" เริ่มต้นก็คือ เด็กจะได้เห็นโลกธรรมชาติเห็นผู้คนในโลกว่ามีอะไร เป็นอย่างไร แต่ไม่ใช่แค่นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ให้รับรู้ว่ามีอะไร
คนเรามองห็นสิ่งต่างๆ มิใช่เห็นพรึบเดียวทั้งหมด แต่จะเห็นเพียงบางอย่าง บางแง่ และการที่จะมองห็นในส่วนไหนแง่ไหนและในความหมายอย่างใด ก็ขึ้นอยู่กับผู้ชี้นำ ทั้งโดยรู้ตัและไม่รู้ตัวตัวอย่างง่ายๆ เมื่อไปพบเห็นกระรอกตัวหนึ่ง ในหมู่ไม้หลายคน มองด้วยความรู้สึกว่ามันเป็นสัตว์ตัวน้อยๆ มีรูปร่างและการเคลื่อนไหวที่แคล่วคล่องว่องไว น่ารักน่าชม อยู่ในบรรยากาศของธรรมชาติ ดูแล้วจิตใจก็สดใส เบิกบาน มีความสุขบางคน มองด้วยความรู้สึกว่าเจออาหารอันโอชะ จ้องแต่กระรอก ไม่เห็นธรรมชาติ คิดแต่ว่า ทำอย่างไรจะจับมันได้ จะเอาไปลงหม้อแกงเป็นกับข้าว หรือเอาไปปิ้งไปย่างกินแกล้มเหล้า
คนหนึ่ง เจอกระรอก ก็คันไม่คันมือขึ้นมาทันที มองเห็นภาพกระรอกกำลังดิ้นตายล่วงหน้า กะเอามันเป็นเป้า จะเอาไม้ขว้างหรือเอาหนังสติ๊กยิง แม้กระทั่งเอาปืนส่อง ลองฝีมือว่าแม่นแค่ไหน
อีกคนหนึ่ง มองดูมันด้วยท่าทีของนักหาความรู้ว่า กระรอกเป็นสัตว์ประเภทใด อยู่แถบไหนมาก มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร
เด็กๆ จะเริ่มต้นมอง รู้สึก และมีท่าทีอย่างไหน มักจะเป็นไปตามการชักนำ เมื่อเริ่มต้นอย่างไร ต่อไปก็จะเคยชินอย่างนั้น
พ่อแม่เป็นผู้แสดงโลกแก่ลูก เพราะลูกจะพบกับพ่อแม่ก่อนใครอื่น พอลูกเกิดมา พ่อแม่ก็มีบทบาทนี้ทันที เริ่มตั้งแต่แสดงโลกแก่ลูกด้วยตัวของพ่อ-แม่เองเลยทีเดียว
พ่อแม่เป็นเพื่อนมนุษย์คู่แรกในโลกที่ลูกได้รู้จัก พ่อเป็นตัวแทนผู้ชายทั้งหมด แม่เป็นตัวแทนของผู้หญิงทั้งโลกทีนี้ พอพบผู้ชาย-ผู้หญิงที่เป็นตัวแทนของคนทั้งโลก ก็เป็นคนที่มีความรัก มีเมตตา จึงเป็นการเริ่มต้นด้วยการสร้างความรู้สึกที่ดี นี่คือตัวแทนของมนุษย์ในโลก ซึ่งมีความสัมพันธ์ด้วยความรู้สึกที่ดีงามต่อกัน มิใช่มาพบกันก็จะฆ่าฟันห้ำหั่นกัน ตอนนี้ความรู้สึกเริ่มแรกที่เจอกันก็คือได้เจอมนุษย์ที่ดีก่อน ได้เห็นมนุษย์ที่มีคุณธรรม มีเมตตา มาเป็นตัวแทนของมนุษย์ เป็นการสร้างความรู้สึกทีดี่ พร้อมจะเป็นมิตรกับคนทั้งหลาย
ต่อจากนั้นก็เจอกับพี่น้อง พ่อแม่ก็จะถ่ายฝ่านความรู้สึกให้พี่น้องมีความรักต่อกัน พอไปเจอเพื่อนมนุษย์ ความรู้สึกฉันญาติก็จะนำมาก่อน อย่างน้อยก็มาดุล ไม่ให้เกิดความรู้สึกเนปฏิปักษ์ไม่ใช่เป็นศัตรูกัน
นอกจากนั้น สิ่งทั้งหลายที่พ่อแม่จะแสดงต่อลูก ก็จะเป็นไปแม้โดยไม่รู้ตัด้วยความรู้สึกรักโดยธรรมชาติ ทำให้แสดงสิ่งที่เป็นประโยชน์ และให้เห็นแง่ที่ดี แง่ที่จะใช้ประโยชน์ต่างๆ แล้วพ่อแม่ก็จะชักนำไปให้มองดูคนอื่น ด้วยความรู้สึกที่ดีงาม ด้วยความรักมีเมตตา เช่นเมื่อได้พบเพื่อนมนุษย์อย่าง ลุง ป้า น้า อา เพื่อนของพ่อ-แม่เป็นต้น ก็จะมีการแนะนำให้รู้จัก โดยพ่วงมากับท่าทีอาการและความรู้สึกที่ดี มีความรู้สึก และทัศนคติที่งดงาม เมื่อพบเห็นสิ่งทั้งหลายก็แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ให้ได้เรียนรู้ รู้จักเอาไว้ ให้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันไปในเชิงบวก อาจจะมีการสอดแทรกบ้างพ่อแม่ก็มีการโกรธบ้างเหมือนกัน แต่ควรจะเป็นไปอย่างมีเหตุผลนี่เป็นลักษณะของทบบาทในการแสดงโลกนี้แก่ลูก
แต่ปัจจุบันนี้พ่อแม่กำลังเสียบทบาทนี้ให้สื่อ ให้แก่ ทีวี วิดีโอ คอมพิวเตอร์ อินเตร์เน็ตเข้ามาแทน ขณะนี้น่าเป็นห่วงอย่างที่เคยใช้คำว่า เวลานี้ พ่อ-แม่ถูกยึดครองดินแดนไปเสียหมายความว่า ครอบครัวเคยเป็นดินแดนที่พ่อแม่ ดูแล เป็นผู้ปกครองเป็นผู้ที่นำลูก แต่เวลานี้พ่อแม่สูญเสียอำนาจปกครองนี้ไป โดยที่ว่าบ้านและครอบครัวได้ถูกสื่อ เช่นทีวี และวีดิโอเข้ามายึดครองมาทำหน้าที่แทนพ่อแม่ ในการแสดงหรือนำเสนอโลกแก่ลูก