Organizational Practice
มีคำถามว่าจะอยู่ได้อย่างไรว่าที่เราทำนี่น่ะถูกต้องแล้ว ก็นึกถึงตอนที่หัวหน้าหมู่บ้านกาลาม ไปหาพระพุทธเจ้า กราบเรียนปุชฉาว่า "จะทราบได้อย่างไรว่าธรรมะอันไหนถูกต้องแล้ว งดงามแล้ว เป็นมงคลแล้ว?" จะใช้ criteria ประเภทเพราะมาจาก textbook ของคนนี้ ชื่อนี้ เคยได้รางวัลนี้รางวัลนั้น เคย.... ฯลฯ ก็ปรากฏว่าหาได้ไม่ พระพุทธเจ้าทรงให้ "หลักการ" คือการ "ใช้ปัญญา" ของเรานี่เอง เพื่อใคร่ครวญ ตรึกตรอง มีสติ มีหมายรู้ว่าที่เราฟัง ที่เราทำ ที่เราได้เห็นนั้น มันดีหรือไม่ดีกันแน่
เปรียบเทียบกันแล้ว หลักการที่ว่านี้ก็เปรียบเสมือน organizational practice นั่นเอง
คือการมี principles มีหลักการ มีปรัชญา อะไรสักอย่างเป็นสรณะ หากเราเอาต้นนี้เป็นเกณฑ์ เป็นกฏ หรือเป็นอะไรไว้ยึดเหนี่ยว ก็จะใกล้เคียงหรืออยู่บนมรรคาอันพึงปราถนามากที่สุด

ORGANIZATIONAL PRACTICE
|
มี organizational practice เอาไว้ consult เป็นระยะก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะเวลาเราเขียนหลักการ เขียนแผนยุทธศาสตร์ เขียนไปเขียนมา พอมาถึงตอนจะวัด ตอนจะ monitor ค้นหาเครื่องมือจะวัดให้ได้ ให้แม่นยำ ให้ชัดเจน ปรับโน่นแต่งนี้ จนกระทั้งการวัด หรือวิธีวัด มันพาออกนอกลู่นอกทาง กลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจแต่เริ่มแรกไปก็มี เหมือนอย่างเราจะจีบใครสักคนหนึ่ง แล้วพยายามบอกว่าเราต้องเอาใจเธอ ต้องทำโน่น ทำนี่ ฯลฯ เธอควรจะออกมาเป็นอย่างนี้ ต้องรับโทรศัพท์ภายในสามกริ๊ง ต้องยิ้มหวาน ตาเป็นประกาย ฯลฯ มี criteria เต็มไปหมด ปรากฏว่าไม่มีสักอย่างที่เขียนเอาไว้เกิดความกลุ้มใจ ทั้งๆที่เธอนั้นรักเราหมดหัวใจไปตั้งนานแล้ว รอเรา "เปิดใจ" มองให้เห็นเท่านั้น organizational practice ทำให้ big pictures หรือ core values ไม่หล่นหายไประหว่างการเดินทางของเรา
ตัวอย่างสคส.ยกตัวอย่างมาเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน สมมติว่า "กลยุทธิ์" คือ "การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความสำเร็จเล็กๆระหว่างผู้ปฏิบัติด้วยกันเอง (เวที success story sharing) ดังนั้น organizational practice ที่จะป้องกันการหลงทางคือ
|
Items ตาม bullets นั้นคือ "ยันต์กันหลงทาง" ที่ทุกครั้งที่เราทำการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จะต้อง "ยึด" เอาไว้เป็นสรณะ แล้วเราก็จะพลิกแพลงยังไงก็ได้ แต่ให้ยังคง values ที่ว่านี้เอาไว้เสมอ
แผนโรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพ
ORGANIZATIONAL PRACTICE
|
พวกเราก็เลยฉวยโอกาสขี้โกงเล็กน้อย เนื่องจากว่า กลุ่มสถาบันแพทยศาสตรศึกษาแห่งประเทศไทย ได้มีการตกลงจะดำเนินการด้วยใช้ปรัชญาและเครื่องมือใหญ่ชิ้นหนึ่ง คือ Thailand Quality Award ซึ่งเนื้อหาเป็นได้ทั้งปรัชญา กรอบดำเนินงาน ไปจนถึงวิธีการ monitor การประเมินด้วย เราก็เลยไม่ขอเขียนลงรายละเอียดกันล่ะ ขอยกมาเป็น organizational practice ของแผนเราซะเลย (แน่นอนที่สุด เราต้องไปทำความเข้าใจ และคุยกันอีกยกใหญ่ว่ามันเป็นยังไง และในทางปฏิบัติเวลานำมา apply กับกลยุทธ์ของเราจะต้องออกมาอย่างไร)
กับอีกข้อหนึ่ง เพื่อ "เตือนใจ" ว่าเวลาพูดคำว่า "สุขภาวะ" หรือ "สุขภาพ" นั้น เราจะต้องทำให้ครบทุกมิติ แห่งสุขภาพองค์รวม ก็คือ กาย จิตสังคม และจิตวิญญาณ
การเขียนหรือการจะได้มาซึ่ง organizational practice นั้น จะมาจาก "ประสบการณ์ตรง" เยอะ คนที่เดินทางมากๆจึงจะเห็นทางลับ กับดัก และหลุมพรางต่างๆ และสามารถบอกล่วงหน้าว่าเราควรหรือไม่ควรทำอะไร สิ่งเหล่านี้มักจะเป็น tacit knowledge ความรู้ฝังในจากผู้มีประสบการณ์ ที่หากนำมามอบให้ผู้ที่เดินทางใหม่ๆ ก็จะช่วยได้เยอะ มิฉะนั้นอาจจะต้องผ่านการทำผิดซ้ำซาก เหมือนวิธีเดินป่า ที่มือสมัครเล่นอาจจะคิดว่ารู้่แล้ว รู้มาก (เช่นคุณหญิงดาริน ในเรื่องเพชรพระอุมา) พอมาเดินป่าจริงๆ พบว่ามีสิ่งละอันพัยละน้อย แต่จำนวนมากมาย ที่จะต้่องเรียนรู้จาก "ครู" (คือนายพรานไพรใจฉกาจ ที่กลายเป็นคนรักทีหลัง รพินทร์ ไพรวัลย์ นั่นเอง)
องค์กร หรือแผน ที่วาง organizatinal practice ดี ก็เหมือนกับมีระบบนำร่องสำรอง ที่แม้ว่าบางทีเข็มทิศเสียบ้าง คอมพิวเตอร์ดับบ้าง ไฟตกบ้าง เราก็ยังสามารถดูดาว บอกทิศทางได้ เพราะมันแน่นอน และเสริมความรู้ ความคิด ความเข้าใจของเรา

จากข้อเขียนของอาจารย์วันนี้ ก็มานึกเปรียบกับการประชุมช่วงบ่ายที่ผมมีโอกาสได้เข้าร่วม เรื่อง การรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ จากผู้ใช้บริการ ต่อหน่วยงานสนับสนุนของมหาวิทยาลัย ก็น่าจะนับเป็น organizational practice และวันนี้ก็มีข้อสรุปประเด็นหนึ่งว่า แต่ละส่วนงานต้องมีระบบ monitor ทั้งของตนเองและหน่วยงานภายนอก ว่าการดำเนิน ทั้งในเชิงหน้าที่ประจำ และงานเชิงรุก มีการติดขัดตรงไหน ต้องแก้ไขอย่างไร และให้มีการบันทึกผลการดำเนินการต่อผู้ที่มารับบริการและผู้เกี่ยวข้องโดยเร็วที่สุด...
คุณเอกราชครับ
เห็นด้วยครับ ถ้าองค์กรบอกตัวเองเสมอๆว่า เราควรจะมีการ "ฟังเสียงสะท้อนจากคนในองค์กร" เป็นระยะๆ สม่ำเสมอ จากทุกระดับ น่าจะเป็นวิธีในการตรวจจับปัญหาก่อนจะเกิด ได้แนวทางพัฒนาในการป้องกันมากกว่าการแก้ไข
ขอบพระคุณที่ช่วยเสริมตัวอย่าง ทำให้เข้าใจได้ดีมากขึ้นอีกครับ
ได้ความรู้ครับ ขอบคุณครับ
เจ้า ประจำ มาตามอ่านค่ะ
ในกาลามสูตร
มีมากกว่า ๑๐ ประการ คือ เรื่องกุศล แฃะ อกุศล
อ.วรภัทรครับ
อืม.. จริงๆองค์กรทุกที่ก็ควรจะสะท้อน moral position ของทั้งองค์กรเป็นระยะๆนะครับ สำคัญไม่แพ้ milestones ที่ตั้งไว้ ที่จริงองค์กรมักจะไม่ได้มี vision mission เรือง "ฉันจะเป็นคนดี มีคุณธรรม" อาจจะเพราะเหคุนี้ ไม่ได้มีการวัด จิตตกไปถึงไหนๆ (นรกขุมไหนๆ) ก็ยังไม่รู้ตัว จิตหมักหมมไปด้วยอกุศลจิต ก็ยังไม่รู้ตัว สีหน้าค่าตาคนเศร้าหมองต่อหน้าค่อตาก็มองไม่เห็น
ขอบพระคุณที่เติมให้ครับผม
หมอครับ ดี คล้ายๆผู้คุมกฏแห่งสัจจะ หรืออาจคล้ายผู้เฝ้าสังเกตรายละเอียดแผนที่ขุมสมบัติแต่ซีกส่วนมาประกอบกัน ของการผจญภัย ในสายทางชีวิตโลกีย์ธรรม ขุนลิขิต ต่างมากมาย หลายชั่วคน แผนที่ก็ขาดหาย อาจไม่สมบูรณ์ การตีความต่างไปจากสัจจะ เพราะความคิดเห็นเป็นอัตโนมัติของตนเอง ผู้มาทีหลัง คงใช้สติปัญญา ในโลกแห่งมหามายาการ โอกาศ งดงามแล้วและมากกว่านั้น เมื่อ ผู้มีปัญญา ใคร่แสวงหาความจริงแท้ ใน "วัยตะเกียงส่องทาง" เค้าโครง แม้ลางจางจืดไปบ้าง ก็ยังมีหลงเหลือให้เห็นอยู่ แม้ว่าจะไกลลิบ ก็จะเดินไปหา ทางภาคใต้ ก็ไม่ต่างจากที่ไหนๆ เพราะว่าการนำความหมายในคำภีร์มากล่าว นั้นล้วนแต่ดีงาม เนื่องด้วยยุคสมัย คนอาจไม่สามารถเข้าถึงสิ่งที่ ลิขิตไว้ แม้นหมายว่า จำได้หมายรู้ทุกถ้อยคำ ก็ยังห่างไกลจากสัจจะ อาจเพราะด้วยหลักของเหตุและผล นั้นมีความสมบูรณ์มากไป ไม่เข้าคนในยุคนี้ หรือมีนัยมากกว่านั้น แผนที่ก็ยังคงเป็นแผนที่ แต่ไม่ใช่ขุมสมบัติ สาธุ สาธุ เริ่มต้นเดินทางกันเอง แล้วอาจบอกกล่าวได้ตามกำลังสติปัญญา
ในขณะที่สัจจธรรม หรือความจริงแท้นั้นเป็นราก เป็นฐาน บริบทในสังคมก็เป็นอาหาร น้ำ ดิน ลม ที่หล่อหลอมเป็นชีวิตจริงท่ี่ดำเนินตามวิบากกรรมของตนเอง ใช่ไหมครับ
บริบทการเรียนการสอนของเมื่อ 2500 กว่าปีที่แล้วได้ดำเนินไปตามกฏอนิจฺจํ สิ่งที่พระธรรมยังคง "เป็นปัจจุบัน" คงจะเป็นเรื่องของปัญญา เรื่องของธรรม เป็นแผนที่เก่าแก่ ที่บอกหนทาง บนวิธีการดำรงชีวิต แต่เครื่องหมาย X ที่ปลายทางนั้น แต่ละคนจะเดินและหยุดปักตรงไหน ก็น่าจะเป็นอิทธิพลของกรรม ของเจตจำนง และของการเลือกที่เป็น free choice ของปัจเจก
บางครั้งเหตุและผลก็ไม่สามารถอยู่ใน realm แห่งปฏิบัติ แต่เราอาจจะต้องใช้ compassion หรือความเมตตากรุณาแทน บางครั้ง ณ ข้างเตียงคนที่กำลังจะตาย เราไม่ได้ใช้กฏโรงพยาบาลแต่ใช้กฏของความเป็นมนุษย์แทน เราจึงมี free choice เพื่อให้เราแต่ละคนมี life autonomy เป็นอิสระจากพันธนาการที่เราเองอีกนั้นแหละเป็นคนหามามัดตนเอง บางครั้ง "การลืม" ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะเราจะหยุดผููกมัด หยุด downloading ของเก่ามาขาย มาใช้ มาท่อง และทำให้เราอยู่กับเหตุการณ์ปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้นก็ได้
แผนที่คือแผนที่ แต่ถ้าเป้าหมายของเราคืออยู่บนมรรคา แผนที่ก็จะมีค่ายิ่งนัก คนมองหาขุมสมบัติให้เจอ อาจจะใช้เวลาอีกหลายชั่วอายุขัย ก็ยังหาที่ plot ลงบนแผนที่ไม่ได้ก็มี
"การลืม"น่าสนใจ ถ้าเราสามารถจำชาติที่แล้วมาได้ คงจะยุ่งมาก ที่ต้องไล่ตามหาญาติ
พี่น้องเจอแล้วญาติเราแล้ว เค้ารับไม่ได้อีกเราอาจผิดปกติ เป็นการดีแล้ว ที่จำอะไรไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ การทำสิ่งในวันนี้ ล้วนแต่มีผล ในวันพรุ่งนี้เสมอ อย่างต่อเนื่อง สืบต่อ ให้มองเห็นการเปลี่ยนแปลง ทั้งโลกภายในและภายนอก ไม่ว่า ใน นาม หรือรูป ใกล้ตัวที่ รูปกาย ก็ล้วนทนอยู่ไม่ได้ นั่งท่าไหนนิ่งนานๆ ก็ต้องย้ายท่าปรับเปลี่ยน อาจอย่างท่านหมอที่กล่าวมา เป็น "พันธนาการ"ที่ผูกมัดติดตัวมาตลอด ท่านั่งท่านี้โดยไม่ย้ายไม่เคลื่อนไหวนานๆ อีกสิ่งที่รู้สึกดิ้นรนอยู่ภายในกาย อยากเปลี่ยนท่าใหม่ ให้สบายขึ้น พอท่าใหม่ ก็ดีได้ไม่นาน รู้สึกเก่าไปอีกแล้ว ก็เปลี่ยนท่าอีกเรื่อยๆ อันนี้ยังไม่นับที่เค้าเรียกว่า "ล้มหมอน นอนเสื่อ"คือกายไม่ไว้แล้ว ใจอาจแย่ตามไปเป็นลำดับ พอถึงยามนั้นขึ้นมา "รักษาดีอย่างไร ก็ต้องตายร้อยเปอร์เซนต์" ผมจำหมอกล่าวมาครั้งกระนั้น และมองเห็นความสำคัญที่ว่า "รักษาที่ใจ"อันนี้ก็น่าจะแสวงหาบนมรรควิธี แต่เนื่องด้วยมีแผนเยอะมากๆไม่รู้อันไหนใช่ ทาง หรือเค้าเขียนถูกแล้ว ก็ยังไปไม่ถูก ก็อาจไปได้ มีแต่มิตรผู้แสวงหาทาง เช่นกัน จึงจะหมั่นเพียรทำหรือเดิน แลไต่ถาม ปรึกษา อยู่เนืองนิต ขอ สาธุ สาธุ
สวัสดีครับ อ.ประสาท
พอดีกำลังเขียนบท brain 101 ใน What the bleep พออ่านเรื่องการลืมของอาจารย์ ทำให้สนใจคิดขึ้นมาว่า เรา "ตั้งใจลืม" ได้ไหม
ความทรงจำ (เขาว่า) ก็คือชุดเครือข่ายประสาทที่ก่อร่างสร้างขึ้น ถ้าสร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็จะเกิดเป็นถนนที่ถาวรมากขึ้น ประดุจดั่งทางเดินที่เกิดจากคนเดิน บ่อยๆเข้า หญ้าก็ไม่ขึ้น มองเห็นเป็นแนว เป็นทางได้ การที่เราลืมนั้น มีการอธิบายว่าก็เพราะเราไม่ได้ยิงสัญญานประสาทชุดนี้บ่อยๆ และมันอาจจะเกิดมีการเชื่อมต่อไปกับเรื่องอื่นๆ ใยประสาทชุดนี้ก็เลยหลวม คลาย และหลุดออกไปในที่สุด กระนั้นเซลล์ประสาทยังอยู่ ที่หลุดไป เป็นเพียงแค่สายใยประสาทที่เชื่อมหากันเท่านั้น
การตั้งใจลืมกลับกลายเป็นการย้ำเส้นทางชุดเก่า ที่เราประสบความสำเร็จ ก็เพียงแค่ "ไม่ได้พูดถึงมัน" แต่ทุกครั้งที่เรา "ตั้งใจลืม" เราเพียงแค่เสริมใยประสาทแห่งความกลัว แห่งความเกลียด แห่งร่องอารมณ์ลงไปดักรายล้อมเอาไว้เท่านั้น ไม่ได้ทำลายชุดความทรงจำนี้แต่อย่างใด
เมื่อเราเปราะบางถึงที่สุด (อาทิบนเตียงที่เรานอนกำลังจะตาย) เราเปิดชุดเครือข่ายประสาทความกลัวขึ้นอย่างเต็มที่ ถึงตอนนั้น ความทรงจำทีเรากลัวที่สุด และพยายามเก็บไว้ลึกสุด กลับถูกนำมาออกมาอีกครั้ง เพราะเครือข่ายประสาทความกลัวกำลังถูกยิงสัญญานออกมาเป็นชุด หยุดไม่อยู่
ทางเดียวที่จะ "ลืม" ในทฤษฎีนี้ ก็คงจะเป็นการปรับชุดเครือข่ายใยประสาทที่ไม่พึงปราถนา ให้กลายเป็นเรื่องอื่นๆ หรือที่เราเรียกว่า "วาดโลกใบใหม่" บนพื้นผ้าใบเก่า ตัวละครเก่า ฉากเก่า แต่เราให้ความหมายใหม่ที่ดีกว่าเดิม การโยงใยไปหาร่องอารมณ์ก็หมดไป เพราะเราสามารถ "ย้อนเวลา เขียนฉากจบให้ใหม่" ด้วยกลไกฉะนี้แล
ขอบพระคุณครับ ได้เรียนรู้มากเลยครับ
ตามอ่าน ย้อนจาก อดีตมาเรื่อยๆ นะครับ
ขอแชร์
ผมกังวลใจ เรื่อง การเอา Best pratices (BP) นี่แหละครับ เพราะ เรื่อง BP นี่ น่ากลัวนะ ต่างบริบท ต่างอดีตและเรื่องราว ต่าง mental model ต่างๆๆๆๆ กันหลายเรื่อง
ที่กังวล คือ ตัวผู้ตรวจประเมิน OC map นี่แหละ หาก ยังเอา BP มาใช้ จะเข้าหลัก learning from the past "ไม่ปล่อยให้ future ขึ้นมาจาก จิตปัจจุบัน"
ปัญหา ของ ทุกอย่างที่เอามาใช้ ในไทย ไม่ว่าจะเป็น BSC /ISO ต่างๆ อยู่ที่ คุณภาพของผู้ตรวจ ---> คุณภาพด้านสติ ด้านอารมณ์ ด้านทักษะ ด้าน IQ / EQ / SQ (spiritual Q)
ผมยังไม่อยากเห็น การเอา OC map เป็น หลัก ในการประเมิน หาก ไม่แน่ใจ ว่า ผู้ประเมิน (นักดนตรี Jazz) มีทักษะ ประสบการณ์ ทัศนคติ กระบวนทัศน์ จิตใจ ฯลฯ เข้าร่วมประเมิน (Improvise) กับ ผู้คนที่โดนประเมิน
ขออนุญาต แชร์ เล่นๆนะครับ
ฮา เกรงว่า สสส.จะ adopt OM มาเต็มๆแล้วล่ะครับ สงสัยต้องตั้งความหวังไปที่แผน B ก็คือ มีการผลิต "ผู้ประเมิน" ที่สามารถ dance ไปกับผู้เล่นตัวจริงคนอื่นๆได้กระมังครับ