ผมทั้งโชคดีและโชคร้าย ที่ชีวิตมันพัวพันกับงานวิจัย    ชีวิตการทำงานวิจัยค้นคว้าของผมไม่เด่นและไม่ต่อเนื่อง   สิ่งที่ผมได้คือความรักและเห็นคุณค่าของงานวิจัย    เมื่อผสมกับความสนใจงานด้านการจัดการ    ผมกลายเป็นนักจัดการงานวิจัย    ซึ่งก็เป็นแบบมวยวัด แต่ก็เป็นมวยมีครู    นี่คือโชคดี   แต่ก็มีโชคร้ายด้วย คือเวลามีเรื่องเกี่ยวกับระบบการวิจัยหรือการจัดการงานวิจัยคนมักคิดถึงผม    ที่ว่าโชคร้ายก็คือส่วนใหญ่ผมไม่รู้ หรือตอบไม่ได้    หรือตอบได้ก็คงไม่ถูกต้องทั้งหมด


          วันนี้ (๔ ส.ค. ๕๑) สช. มอบให้ Watch Dog มาสัมภาษณ์ถ่ายวิดีโอ    สำหรับเอาไปใช้ในเวทีสอบถามความเห็นของประชาคมเกี่ยวกับธรรมนูญสุขภาพ    เขาถามความเห็น ๓ ข้อ

๑. รัฐควรกำหนดงบประมาณขั้นต่ำ สำหรับสนับสนุนการวิจัยหรือไม่    เช่น ร้อย ละ ๒ ของงบประมาณด้านสุขภาพทั้งหมด
๒. ทำอย่างไรให้ภาคเอกชนลงทุนดำเนินการวิจัยด้านสุขภาพโดยมีเป้าหมายเพื่อสังคม   ไม่คิดถึงประโยชน์เชิงธุรกิจ
๓. ควรส่งเสริมการวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นหรือไม่ อย่างไร

          เป็นคำถามที่ทั้งดีและไม่ดี   ดีเพราะมันเป็นคำถามที่ช่วยให้ได้เสวนากัน   โดยมีเป้าหมายอยู่ที่สุขภาวะของผู้คนในสังคม    และเป็นการเสวนาแบบเห็นคุณค่าของงานวิจัย    ไม่ดีเพราะคำถามมันแยกส่วน   เป็นคำถามที่มองเรื่องต่างๆ แบบแยกส่วน   ถามเพื่อรอคำตอบว่าใช่หรือไม่ใช่   ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ผิดว่าเรื่องราวที่กำลังพูดถึงเป็นเรื่องสมการชั้นเดียวที่ตอบด้วยคำตอบใช่หรือไม่ใช่


          จริงๆ แล้วทั้ง ๓ คำถามเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ต้องมีการอธิบาย และต้องกล้าพูดความจริงที่คนมักไม่พูด    งบประมาณวิจัยไม่ใช่เรื่องเดียวที่จะทำให้เกิดผลงานวิจัยที่มีประโยชน์และมีคุณภาพ   เราอาจตั้งงบประมาณวิจัยไว้สูง แล้วคนที่เกี่ยวข้องใช้เป็นลู่ทางคอรัปชั่นก็ได้    ผมมีตัวอย่างคอรัปชั่นในวงกาวิจัยมากมาย   เช่นหน่วยราชการตั้งงบประมาณวิจัยเอาไว้ว่าจ้างนักวิจัยดำเนินการ    โดยใน TOR กำหนดให้ต้องมีการศึกษาประสบการณ์ของต่างประเทศ   ให้นักวิจัยไปดูงานต่างประเทศ และข้าราชการเจ้าของเรื่องก็กระซิบ “พี่ขอไปด้วยนะ”    หรือที่โจ๋งครึ่มมากก็คือบางหน่วยราชการขอค่าปากถุง ๒๐% เลยทีเดียว    นี่เป็นคำบอกเล่าที่ผมไม่มีหลักฐานยืนยันนะครับ

 
          นอกจากคอรัปชั่นแล้ว   การตั้งโจทย์วิจัยไม่เป็น   หรือทำวิจัยในเรื่องที่เขามีคำตอบมาตั้งสิบปีแล้ว ก็เป็นการใช้งบประมาณวิจัยสูญเปล่า    เรื่องแบบนี้มีมากมาย


          ดังนั้นคำตอบต่อคำถามข้อ ๑ จึงไม่ใช่แค่ตอบว่าควรหรือไม่ควร    เรามีคำตอบเดียว คือควร   แต่ยังไม่เพียงพอ    ต้องมีการจัดการที่ดี   มีนักวิจัยที่มีความสามารถและจริยธรรม  ฯลฯ 


          คำตอบต่อคำถามที่ ๒ อยู่ในบทความเรื่อง How to Fix Capitalism โดย Bill Gates ลงพิมพ์ใน Time ฉบับวันที่ ๑๑ ส.ค. ๕๑  หน้า ๒๔ – ๒๙   โดยประโยคสำคัญอยู่ที่หน้า ๒๖  “Naturally, if companies are going to get more involves, they need to earn some kind of return.”   ซึ่งบอกว่าผู้ตั้งคำถามที่ ๒ ถามผิด   หรือไม่เข้าใจภาคธุรกิจ      ถ้าจะให้ธุรกิจทำอะไรก็ตาม อย่างน้อยๆ ต้องได้ผล win – win   ไม่ใช่หวังให้ธุรกิจเสียสละโดยไม่ได้ผลตอบแทน


          ดังนั้น คำตอบต่อคำถามที่ ๒ ของผมคือ    ต้องไม่หวังการเสียสละจากภาคธุรกิจ   แต่ร่วมมือกันได้บนฐาน win – win


          คำถามที่ ๓ เป็นคำถามที่ผมชอบที่สุด   และเป็นงานวิจัยที่จะมีผลต่อสุขภาวะที่สุด    คำตอบมีคำตอบเดียวคือควร    โดยต้องมีบทขยายความอีกยาวมาก    โดยหลักๆ ต้องมีวิธีส่งเสริมการวิจัยเพื่อสุขภาวะ ในท้องถิ่น/ชุมชน อย่างถูกต้อง    โดยต้องเป็น “วิจัยชาวบ้าน” หรือ “จัดการความรู้โดยชาวบ้าน เพื่อชาวบ้าน”    โดยมีตัวชาวบ้านเองเป้นผู้ลงมือทำวิจัยหรือจัดการความรู้   โจทย์วิจัยมาจากวิถีการดำรงชีวิตของชาวบ้านนั่นเอง    การวิจัยหรือการจัดการความรู้แบบนี้ไม่ใช่ของใหม่    มีการทำกันอยู่แล้วในชุมชนจำนวนหนึ่ง ส่งเสริมโดย สกว. ภาค, สรส., มูลนิธิข้าวขวัญ สุพรรณบุรี, นครสวรรค์ฟอรั่ม   และมี อบต./อบจ. หลายแห่งตั้งงบประมาณสนันสนุน เช่น อบจ. นครสวรรค์   โดยมี “คุณอำนวย” ในพื้นที่ ลงมือจัดกระบวนการ หรือเป็นพี่เลี้ยง   สิ่งที่ควรส่งเสริมให้เกิดทั่วประเทศคือ อบต. ทุก อบต. ตั้งงบประมาณจ้าง “คุณอำนวย” เป็นพี่เลี้ยงจัดกระบวนการเรียนรู้จากการทำมาหากินของชาวบ้าน   บนฐานความเชื่อว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อสุขภาวะในระยะยาว คือการเรียนรู้   และการเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ   การปฏิบัติที่ให้การเรียนรู้สูงสุดคือการทำมาหากินและการดำรงชีวิต

 

วิจารณ์ พานิช
๕ ส.ค. ๕๑