"หรอ"..."อือ"

   ๖ โมงเช้า ออกมาเดินชมมหาวิทยาลัย พยายามที่จะซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอแบบเร็ว แต่จิตใจช่วงนี้ให้สับสน ๒-๓ ปีมานี้ ดูเหมือนจิตใจไม่สมบูรณ์มีเรื่องให้ต้องตื่นขึ้นมาประมาณตีหนึ่ง ตีสองอยู่หลายหน ก็ให้รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน

  เดินผ่านมาทางหลังคณะ วจก. น้าคนงานท่านหนึ่งอายุวัยกลางคนน่าจะประมาณ ๔๐ ขึ้นไป กำลังทำงานจัดการพื้นที่และท่อน้ำ เห็นผมเข้า จึงแสดงกิริยา "สวัสดีครับอาจารย์" พร้อมกับไหว้ ในใจให้รู้สึกกระดากเหลือเกิน "เราอายุเท่าไรกัน เราต่างหากที่ควรไหว้เขาก่อน" แต่ไม่ลืมที่จะโน้มให้ต่ำกว่าที่น้าคนงานแสดงออกมา การเดินรอบต่อมาจึงไม่ไปทาง หลัง วจก. เพราะเกรงว่า....... "อันว่าตัวเรานี้มีอะไรน่าแสดงการไหว้หรือ"..."อย่าไปคิดอะไรมาก ให้ถือว่าเป็นการทักทาย"...."คนไทยเขาทักทายกันอย่างนี้หรือ"....

   ๖.๕๐ เปลื่นจากเดินเป็นปั่นจักรยานไปที่สนามเทนนิส พบเพื่อนที่เคยชวนเล่นด้วย แต่ผมยังไม่ได้ซื้อไม้ มีเพื่อนหญิงอีกท่านหนึ่งให้ยืมไม้ "ไม่เป็นไรครับ" นั้นคือคำตอบ และตั้งใจว่าเดี๋ยวหาซื้อเองก็ได้เพื่อ "ร่างกายที่แข็งแรง" กับการละเล่นตามแบบสมัยนิยม เมื่อเห็นว่า ๗ โมงกว่า จึงขอตัวไปอาบน้ำเพื่อเข้าห้องทำงาน

  หลังจากอาบน้ำเสร็จ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดที่เหมาะสมกับการทำงาน จับจักรยานปั่นไปทางคณะครุศาสตร์ เลยไปโรงอาหาร ซื้อข้าวกล่อง ๑ กล่อง นำมาวางไว้ที่ทำงาน ก่อนขึ้นห้องทำงานชั้น ๓ พบพี่กุ้ง ซึ่งเป็นแม่บ้าน เจ้าหน้าที่ประจำห้องถ่ายเอกสารของคณะฯ

  "พี่กุ้ง...วันนี้พี่ปลาจะมาไหม"

  "ไม่มา ทำไมหรือคะ"

  "ผมว่าจะเอาค่าถ่ายเอกสารมาให้"

  "เอามาให้ได้เลยค่ะ"

  ผมขึ้นไปหยิบเงินที่เตรียมไว้จำนวน ๓ พันบาทซึ่งเย็บเป็นซองไว้ นำลงมาจ่าย ส่งเอกสารให้พี่กุ้งลงลายมือชื่อรับ ในใจก็คิดว่า "ไม่ใช่ไม่ไว้วางใจนะ แต่ทำเป็นหลักฐานไว้เผื่อมีการตรวจสอบ" ขณะนั้นอาจารย์หญิงในโปรแกรมภาษาอังกฤษเข้ามาเพื่อรับเอกสาร ซึ่งต้องลงลายมือชื่อรับด้วย ขณะที่ท่านลงลายมือชื่อรับเอกสารนั่นเอง

  "อ้าว อาจารย์ครับ เขาเซ็นชื่อกันในห้องนี้แล้วหรือ" (แซวประมาณว่า การเซ็นชื่อเข้าทำงานที่เคยเซ็นที่ห้องคณบดีนั้น วันนี้เปลี่ยนมาที่นี้แล้วหรือ) ท่านยิ้มให้พร้อมกับชำเลืองมอง พี่กุ้งก็พลอยหัวเราะไปด้วย

 เมื่อพี่กุ้งส่งเอกสารลงลายมือชื่อเรียบร้อยแล้วนั้นให้ผม ผมจึงส่งซองเงินให้ และพูดว่า "นับด้วยพี่กุ้ง เผื่อว่าจะตกหล่น" พี่กุ้งตอบมาว่า "ไม่ต้องนับ"

 "ระวังนะพี่กุ้ง ผู้มีระดับการศึกษาสูงนั้น มักจะฉ้อฉล หลอกลวงได้เก็งนะ" ผมพูดพร้อมกับหัวเราะชอบใจ อาจารย์ภาษาอังกฤษก็หัวเราะ พี่กุ้งก็หัวเราะ ก่อนที่ผมจะเดินออกจากห้องถ่ายเอกสารไป

------------------------------------------

  การเรียนภาษาไทยวันนี้ กับคำพูดที่ว่า "ระวังนะพี่กุ้ง ผู้มีระดับการศึกษาสูงนั้น มักจะฉ้อฉล หลอกลวงได้เก็งนะ" นี้มีความหมายอย่างไร

  นาย ก. พูดกับนาย ข.ว่า "หรอ" ขณะที่นาย ข. สมทบว่า "อือ" พร้อมกับหัวเราะและยิ้มให้กันอย่างเข้าใจ ผมซึ่งเป็นผู้ฟังก็ไม่เข้าใจว่าคืออะไร คงได้รับแต่ศัพท์ว่า "หรอ" และ "อือ"

  นั่นก็แสดงว่า ในคำบางคำหรือประโยคบางประโยค ซึ่งเป็นประโยคทั่วไป แต่เมื่อผู้พูดได้พูดคุยกัน อาจเป็นประโยคที่เจาะจง ซึ่งผุ้พูดด้วยกันรู้ความหมายนั้น

 การเรียนเนื้อหาในทางสังคมวันนี้ กับคำพูดนั้น ก็ต้องมาวิเคราะห์ว่า ในเชิงสังคม รายละเอียดกับคำที่พูดนั้นเป็นอย่างไร จะเอาวิทยาศาสตร์สังคมเข้ามาก็ต้องมีการพิสูจน์ที่เป็นระบบกับความจริงหรือไม่จริงในเนื้อหาคำพูดนั้น

จบข่าว.......................

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่



ความเห็น (2)

สวัสดีค่ะ

* แวะมาทักทายยามเช้าค่ะ

* คำพูดที่มีความนัยมักทำให้คนตีความสับสนนะคะ

* สงสารคำพูดมันคงเจ้บจะแย่แล้วนะคะ

* อิอิ ค่ะ..ให้สุขกายสุขใจนะคะ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับอาจารย์ พรรณา

  • คำพูดเกิดมาเพื่อถูกตี จึงต้องเจ็บเป็นธรรมดา
  • เหมือนตะกร้อแหละครับ ไม่รู้มันผิดอะไร มันถึงถูกผมและเพื่อนๆเตะทุกเย็น แล้วเราก็อ้างว่า เพื่อออกกำลังกายให้ได้เหงื่อ เราได้ประโยชน์แต่ไม่ควรได้ประโยชน์โดยตระกร้อต้องเจ็บตัว...ว่าไปนั่น :-)