กากี่นั้ง (เรื่องสั้นอิงธรรมะจากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว)
แสงแดดยามเย็นของปลายเดือนเมษายนยังคงแผ่ไอร้อนลามเลียผิวจนผะผ่าวเมื่อฉันเดินตัดลานคอนกรีตบริเวณหน้าอาคารผู้ป่วยนอกมุ่งตรงสู่เรือนไทยย่อส่วนขนาดเล็กใต้ร่มโพธิ์อันมีผ้าบางหลากสีผูกประดับรอบโคนต้นที่ตั้งเด่นอยู่บนสนามหญ้าเขียวขจีภายในโรงพยาบาลภายในเรือนเล็กๆนั้นประดิษฐานไว้ด้วยพระพุทธรูปปางสมาธิสีทองพระพักตร์อิ่มเอิบงดงามองค์หนึ่งและถัดไปไม่ไกลนักก็มีศาลพระภูมิหลังใหญ่ตั้งอยู่ด้วย
กลิ่นธูปหอมอบอวลผสมปนเปกับกลิ่นของดอกมะลิและดอกจำปีจากพวงมาลัยบนพานใบใหญ่หน้าเรือนไทยทำให้บรรยากาศดูสงบขรึมขลังมีคนสองสามคนนั่งพนมมือไหว้พระอยู่ก่อนอย่างเงียบๆฉันหาพื้นที่ว่างใกล้กระถางธูปทรุดกายนั่งลงคุกเข่าราบวางธูปสามดอกและพวงมาลัยดอกมะลิไว้ข้างกายจากนั้นจ่อไส้เทียนเล่มเล็กที่ถือมาเข้ากับไฟในตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ตั้งอยู่บนแท่นหินอ่อนตรงหน้าหยดน้ำตาเทียนลงบนรางเหล็กรูปเรือหงส์แล้วปักเทียนลงไป เปลวไฟไหววาบเพราะแรงลมฉันใช้มือข้างหนึ่งป้องเอาไว้ มืออีกข้างหยิบธูปมาจ่อจุดจนไฟติดถือพวงมาลัยและธูปไว้ในกระพุ่มฝ่ามือทั้งสองข้างเริ่มต้นสวดมนต์แล้วค่อยอธิษฐานในใจ
“บุญใดที่ลูกทำไว้ ประกอบกับบุญที่ปู่ได้เคยทำมาขอให้บุญนั้นหนุนนำให้ปู่มีชีวิตอยู่ต่อไปเท่าที่จะนานได้เพื่อปู่จะได้มีโอกาสสร้างบุญกุศลให้มากที่สุดก่อนจากโลกนี้ไปด้วยเถิด”
ฉันจรดอุ้งมือขึ้นชิดหน้าผากปักธูปลงในกระถางแล้ววางพวงมาลัยลงบนพานก่อนจะก้มลงกราบอย่างนุ่มนวลด้วยศรัทธาเปี่ยมล้นรู้สึกถึงสายลมแผ่วพัดผ่านไล้ผิวกาย ดั่งรับรู้ในคำอธิษฐาน
“ปู่จ๋า ไหว้พระหน่อยนะที่ด้านหน้าโรงพยาบาลมีซุ้มพระอยู่ เดี๋ยวหนูจะเอาดอกไม้ไปบูชาพระให้”
ฉันจับมือใหญ่เหี่ยวย่นที่วางราบอยู่บนผ้าปูที่นอนลายดอกไม้สีฟ้าอ่อนของโรงพยาบาลขึ้นมารับพวงมาลัยดอกมะลิพร้อมธูปเทียนปู่พยักหน้าอย่างอ่อนล้าสองมือพนมประคองดอกไม้ธูปเทียนไว้เหนือหน้าอกทั้งที่อยู่ในท่านอน ใบหน้าซูบแก้มตอบลึกผ่ายผอมจนเห็นรูปรอยกระดูกชัดเจนปู่หลับตาสวดมนต์นานเป็นครู่ใหญ่จึงขยับมือส่งดอกไม้ธูปเทียนคืนให้
“เดี๋ยวพี่ไปไหว้พระก่อน อาจจะมาช้าหน่อยถ้าสามหิวก็กินข้าวผัดที่พี่ซื้อมาได้เลยนะ”
ฉันหันไปบอกเจ้าสามน้องชายที่เพิ่งเรียนจบปริญญาตรียังไม่มีงานทำซึ่งรับหน้าที่เฝ้าดูแลปู่ทั้งกลางวันและกลางคืนโชคดีที่ปู่ได้พักห้องพิเศษของโรงพยาบาลฉันจึงหอบเสื้อผ้ามานอนค้างเฝ้าไข้ด้วยอีกคน พอเช้าขึ้นก็ขับรถออกไปทำงานตามปกติครั้นพอถึงวันเสาร์อาทิตย์ ก็จะมีน้องๆลูกของลุงมาอยู่ผลัดเปลี่ยนให้ฉันกับเจ้าสามกลับไปพักผ่อนที่บ้านส่วนพ่อและลุงของฉันต่างอายุมากเกินกว่าที่จะมาอยู่อดหลับอดนอนได้ พวกเราหลานๆจึงได้มีโอกาสตอบแทนบุญคุณบุพการีกันถ้วนหน้า
การไหว้พระ เป็นกิจวัตรที่ฉันทำเป็นประจำนับตั้งแต่วันที่ปู่เข้าโรงพยาบาล และแพทย์ผู้ให้การรักษาแจ้งว่า
“ญาติต้องทำใจนะครับคุณปู่ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย ไม่มีทางรักษาให้หายได้ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้นานเท่าไร อาจจะสัปดาห์หนึ่ง สองสัปดาห์ สามสัปดาห์หรือว่าเดือนหนึ่ง”
แพทย์จบประโยคเพียงเท่านี้ ฉันก็รู้แล้วว่าเวลาของปู่ในโลกเหลือน้อยเต็มที อย่างเร็วคือสัปดาห์หนึ่ง หรืออย่างช้าก็เดือนหนึ่งฉันจึงพยายามทำทุกอย่างที่จะให้ปู่ได้ใช้เวลาช่วงสุดท้ายของชีวิตอย่างคุ้มค่าที่สุด
ปู่บอกกับฉันในวันแรกที่เข้ามาพักในโรงพยาบาลว่า
“เจ็บคราวนี้มันรุนแรงนักเห็นท่าจะไม่รอดเป็นแน่แท้”
“ทำไมปู่คิดว่าจะไม่รอดล่ะจ๊ะ” ฉันถาม
“มันปวดข้างในท้องอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนแล้วก็กินอะไรไม่ได้อย่างนี้ มันจะรอดรึ”
“ไม่รอดเก๊าะไม่รอดซิปู่ ปู่กลัวตายเหรอ” ฉันทำเสียงเย้าทีเล่นทีจริงอย่างสนิทสนมเพราะความที่ฉันเป็นหลานที่ปู่เลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะจนเติบโตทำงานมาได้เป็นสิบปีก็ยังอยู่บ้านเดียวกับปู่จนถึงบัดนี้
“ไอ้ความตายน่ะ ไม่กลัวหรอก มันเป็นธรรมดาของโลกใครๆก็ตายกันทั้งนั้นแหละ ปู่อยู่มาจนอายุถึงปูนนี้ก็ถือว่ามากแล้ว”
“อ้าว ไม่กลัวตายแล้วบ่นทำไม ว่าจะรอดหรือไม่รอด” ฉันแกล้งยั่ว
ปู่เงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะบอกอย่างจริงจังว่า
“ตายน่ะไม่กลัว แต่มันห่วงคนข้างหลังน่ะซิ”
คนข้างหลังที่ปู่พูดถึง ก็คือย่าของฉันซึ่งเจ็บออดๆแอดๆตามประสาคนแก่ และรอวันที่ปู่จะกลับไปหาที่บ้านอย่างใจจดใจจ่อคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันมากว่าหกสิบปีมีหรือจะไม่ห่วงหาอาทรซึ่งกันและกัน
ฉันกลั้นลมหายใจกลืนก้อนแข็งๆที่วิ่งมาจุกที่คอกะพริบตาถี่ๆ ไล่หยาดน้ำที่เอ่อท้นขึ้นมาดีว่าปู่มองไม่เห็นสีหน้าและแววตาของฉันได้เนื่องจากตาบอดจากโรคต้อหินมาหลายสิบปีแล้ว
“น่า ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้ปู่ห่วงตัวเองก่อนเถอะพยายามกินข้าวเยอะๆ สวดมนต์บ่อยๆ ที่สำคัญนะ คอยเฝ้าดูลมหายใจเข้าไว้ถ้ามันยังหายใจเข้าๆ ออกๆ ได้อยู่ละก็ หนูรับรองว่าปู่รอดแน่ๆ ”
“เออ จริงของมัน”
ปู่หัวเราะเบาๆ กับคำพูดทีเล่นทีจริงของฉันและฉันก็พยายามให้ปู่ได้ทำในสิ่งที่ฉันพูดอยู่ทุกวัน
.....................................
ท้องฟ้ายามอาทิตย์ใกล้ลาลับฉาบสีส้มแดงก่อนที่สีเทาหม่นมัวจะโรยตัวมาแทนที่หลังจากได้นำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาพระแล้วฉันก็เดินเลยไปยังสนามหญ้ากว้างที่ถูกจัดเป็นสวนหย่อมสำหรับพักผ่อนหย่อนใจก้าวอย่างอ่อนระโหยตรงไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวยาวใต้ร่มจามจุรีริมสระน้ำใสหลับตาเงยหน้าพิงศีรษะไว้กับลำต้นแข็งแรงจิตใจเลื่อนลอยปนหดหู่เมื่อคิดว่าอีกไม่นานความตายก็จะมาพรากพาปู่อันเป็นที่รักให้จากฉันไปตราบชั่วนิรันดร์
ลมเย็นโชยพัดพร้อมนำพากลิ่นหอมของดอกพลับพลึงที่แตกกออยู่ใกล้ๆสระน้ำมาแตะจมูกฉันสูดลมหายใจเข้ายาวลึกแล้วผ่อนออกช้าๆ รู้สึกสดชื่นอย่างประหลาดความอ่อนล้าคล้ายจะสลายไปยามสายลมสัมผัสผิว ฉันค่อยๆ ลืมตาขึ้นแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นชายชราร่างท้วมสมบูรณ์ยืนอยู่ตรงหน้ามองมาด้วยสายตาปราณีใบหน้าขาวอิ่มเอิบแฝงด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร ดวงตาเรียวยิบหยีชี้เฉียงบอกชัดว่าสืบสายเลือดมาจากแดนมังกรเสื้อสีขาวเนื้อบางเบาที่ชายชราสวมอยู่ดูราวจะส่งประกายกระจ่างในยามพลบค่ำฉันยกมือขึ้นลูบหน้าก่อนจะส่งยิ้มเนือยๆ กลับไป
“เป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า”
ผู้สูงวัยถามก่อนด้วยเสียงกังวานน่าฟัง
“เปล่าหรอกค่ะ หนูแค่เพลียนิดหน่อย”
ฉันตอบกลับไปตามความเป็นจริง ในช่วงสองสามวันนี้ฉันได้เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพูดคุยทักทายกับใครสักคนซึ่งเป็นคนแปลกหน้าในโรงพยาบาลเพราะในสถานที่นี้ไม่ว่าจะเป็นคนไข้หรือญาติก็ตามต่างมีความรู้สึกร่วมกันอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือความเห็นใจที่ต้องตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกันโรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่สำหรับนั่งเล่นหรือเดินเล่นจึงไม่มีใครอยากเข้ามานักหรอกถ้าตนเองหรือญาติไม่เจ็บป่วย
“อาแปะนั่งก่อนซิคะ”
เก้าอี้ไม้ตัวยาวมีพื้นที่พอจะให้คนนั่งได้ถึงสองสามคนฉันเลยถือวิสาสะใช้สรรพนามนับญาติกับชายชราตามรูปลักษณ์ของแกพร้อมกล่าวคำเชื้อเชิญ
“มาอยู่เฝ้าไข้ล่ะซิถึงได้เพลียอย่างนี้”
อาแปะนั่งลงแล้วถามต่อ
“เฝ้าใครล่ะ?”
“ คุณปู่ค่ะ เป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย” ฉันบอกชื่อโรคไปด้วยเสร็จสรรพ
“อืออ...แย่หน่อยนะ แล้วหมอว่าไง”
“เท่าที่ฟังจากคุณหมอก็คิดว่าน่าจะอยู่ได้อีกไม่นานนักหรอกค่ะ ไม่น่าจะเกินสองสัปดาห์”
ฉันพูดได้เท่านี้ ใจก็หม่นเศร้าเมื่อนึกถึงการสูญเสียน้ำตาเริ่มเอ่อคลอ
“เฮ้อ...คุณปู่อายุเท่าไรแล้วล่ะ” อาแปะมองหน้าฉันอย่างเห็นใจ
“เก้าสิบเอ็ดย่างเก้าสิบสองแล้วค่ะ”
“ก็อายุมากอยู่นาแต่ความจริงความตายไม่ใช่เรื่องน่ากลัวสักหน่อยมันเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องได้พบอยู่แล้วนี่”
“อาแปะพูดเหมือนปู่หนูเลย หนูก็รู้นะว่าคนเราเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องตายทุกคน แต่ตอนนี้ก็ยังอยากให้ปู่มีชีวิตอยู่นานๆล่ะค่ะ”
“ทำไมหรือ”
“หนูจะให้ปู่ทำบุญมากๆจิตใจในช่วงสุดท้ายจะได้เป็นบุญเป็นกุศล และไปสู่สุคติไงคะ” ฉันตอบตามความเชื่อและศรัทธาที่มีอยู่
“เวลาแค่นี้จะช่วยได้สักเท่าไร”
“หนูก็ไม่รู้แต่อย่างน้อยที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ให้ปู่ได้มีโอกาสสร้างบุญโดยสวดมนต์ทุกวันแล้วก็ถวายสังฆทานให้พระที่อาพาธอยู่ที่นี่ทุกวัน”
อาแปะมองหน้าฉันนิ่งนานกระทั่งฉันทำท่าจะลุกขึ้นเดินกลับไปยังอาคารที่พักของผู้ป่วย แกจึงเอ่ยขึ้น
“ขอให้สมความปรารถนาเถอะปู่ของหนูน่าจะอยู่ได้นานเป็นเดือนหรอกน่ะ”
ฉันยิ้มและกล่าวขอบคุณด้วยใจจริงรู้สึกได้ถึงความอาทรเป็นกันเองของชายชราจนอบอุ่นเต็มตื้นในหัวใจอาแปะทิ้งคำพูดสุดท้ายตอบคำขอบคุณของฉันด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“ กากี่นั้งน่อ”
สามสิบวันในโรงพยาบาลผ่านไปท่ามกลางลมหายใจที่ไม่เคยทั่วท้องในแต่ละนาทีด้วยเกรงว่าเพียงลมหายใจเข้าหรือลมหายใจออกครั้งใดครั้งหนึ่งจะมาพร้อมข่าวร้ายที่ไม่ต้องการฟังทว่าน่าแปลกที่ปู่ยังมีมีชีวิตอยู่จนล่วงเลยระยะเวลาที่หมอประมาณไว้ราวกับว่าแรงอธิษฐานในทุกๆ วันของฉันส่งผลเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามความประสงค์
ทุกๆวันฉันจะซื้อพวงมาลัยดอกมะลิพร้อมธูปเทียนมาวางในมือที่ผ่ายผอมเหลือแต่กระดูกแล้วประคองมือคู่นั้นให้ประนมเหนืออก บอกให้ปู่สวดมนต์จากนั้นฉันก็นำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาพระพอตอนเช้ากับตอนค่ำก็เปิดเครื่องเล่นแผ่นซี.ดี. เปิดเสียงสวดมนต์ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็นให้ปู่ฟังจนแพทย์และพยาบาลที่เข้ามาตรวจอาการปู่ในช่วงเวลานั้นต่างพากันมองฉันแปลกๆและโชคดีที่มีพระภิกษุอาพาธอยู่ในอาคารเดียวกันฉันจึงได้ซื้ออาหารและของใช้จำเป็นมาให้ปู่ได้กล่าวคำถวายก่อนที่ฉันจะนำไปประเคนพระอยู่เป็นประจำ
ครอบครัวเรารับรู้ร่วมกันว่าปู่จะอยู่อีกไม่นานพวกเราตกลงกันว่า จะให้ปู่จากไปตามธรรมชาติอย่างสงบและสบายที่สุดจะไม่มีการพยายามยื้อชีวิตของปู่ไว้ถ้าสิ่งที่ต้องทำเพื่อยืดชีวิตปู่นั้นจะทำให้ปู่เจ็บปวดและทรมานมากขึ้น
คืนนี้ปู่ถูกโรคร้ายทรมานด้วยความเจ็บปวดเหมือนเช่นเคย น้อยครั้งนักที่ปู่จะปริปากโอดครวญเว้นแต่ว่าเมื่อทนไม่ไหวจริงๆ จึงจะร้องขอยาแก้ปวดหากแต่สามวันมานี้ปู่ร้องขอยาแก้ปวดในทุกสามสี่ชั่วโมงผลของยาทำให้ปู่หลับอยู่เกือบตลอดเวลา ฉันทอดสายตามองดูอย่างสงสารถ้าสามารถเจ็บปวดแทนกันได้ฉันก็ยินดีในยามนี้สิ่งที่ฉันทำเพื่อปู่ได้ก็มีเพียงคอยดูแลอย่างใกล้ชิดในระยะสุดท้ายเท่านั้นช่างเป็นการตอบแทนพระคุณซึ่งน้อยนิดเสียเหลือเกินเมื่อเทียบกับความรักอันยิ่งใหญ่และเวลาอันยาวนานที่ปู่เลี้ยงดูฉันมาตั้งแต่เล็ก
ร่างกายที่เคยสูงใหญ่แข็งแรงบัดนี้เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกทว่าท้องบวมนูนเพราะมีน้ำคั่งอยู่ในช่องท้องตามอาการดำเนินของโรคใบหน้าซูบแก้มตอบลึกเห็นเค้าโครงของกะโหลกศีรษะชัดเจนริมฝีปากบางแห้งผากเผยอขึ้นช่วยรับอากาศเข้าปอดอีกทางหนึ่ง
ณ เวลานี้ปู่ไร้ซึ่งเสียงที่จะเปล่งออกมาดังๆหลงเหลือแต่เสียงพูดแหบเบาเป็นคำๆ และนานๆครั้งจึงจะหลุดจากปากของปู่สักทีหนึ่ง
ฉันหยุดความคิดที่ล่องลอยไปเมื่อปู่ลืมตาและขยับมือยกขึ้นอันเป็นกิริย