ทางหลุดพ้น

เรื่อง รักของอินทนิล ตอนที่ ๑( เรื่องสั้นอิงธรรมะจากนิตยสารธรรมะใกล้ตัว)

โดย เมริน

บริบทที่ ๑

แสงไฟสว่างวอมแวมลอดผ่านช่องบัญชรวิหารหลังน้อยซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขา

ท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาลที่โอบวงแขนร่ายมนตร์สะกดให้ผู้คนต่างหลับใหลเงาร่างงดงามอ่อนช้อยของหนึ่งอิสตรีปรากฏทาบอยู่ข้างเรือนกายกำยำล่ำสันของบุรุษหนึ่ง ทั้งสองกำลังพากันย่อกายคุกเข่าลงณ เบื้องหน้าแท่นศิลาสีเทาอ่อน

กลิ่นกำยานหอมกรุ่นลอยอ้อยอิ่งจากก้านธูปที่ปักตรึงในกระถางใบเขื่องซึ่งมีรูปสลักของพญานาคสองตนตวัดกายเหยียดยาวพันโอบล้อมเกล็ดสีเขียวอมฟ้าดูเลื่อมพรายเป็นมันวาว ยามต้องแสงจากเทียนเล่มน้อยเศียรทั้งสองชูผงาดคล้ายกำลังเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิตดวงตาสีแดงเพลิงเปล่งประกายเจิดจ้าจดจ้องมองร่างที่หมอบอยู่เบื้องหน้าประดุจดังจะส่องทะลุหาสิ่งที่หลบเร้นอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของคนทั้งสอง

"ข้าสัญญา เบื้องหน้าพระปฏิมา ณ บัดนี้จะรักท่านอินทนิลทุกภพชาติ"

เสียงแว่วหวานกังสดาลราวระฆังเงินยามเมื่อต้องลมพัดชำแรกผ่านเข้าสู่เนื้อหัวใจของชายหนุ่มประดุจดังฝนแรกที่แทรกผ่านแผ่นพื้นดินแห้งผาก ให้พลันฟื้นคืนฉ่ำชื่น

อินทนิลกุมสองมือนุ่มนิ่มที่ยกขึ้นพนมของคนรักไว้แน่นเงยหน้ามองพระพักตร์ของพระพุทธรูปทองคำองค์ใหญ่ ที่เหมือนกำลังแย้มพระโอษฐ์ทอดสายพระเนตรอันเปี่ยมเมตตามองลงมายังตัวเขา

"ข้าขอจดจำนางไว้ในจิตชั่วนิจนิรันดร์ เนตรดาวสุดที่รักคนเดียวของข้า"

น้ำเสียงหนักแน่นที่เปล่งออกมาจากปากอินทนิลดุจดังมีคลื่นพลังอำนาจใหญ่หลวง ดังกังวานกึกก้องสะท้อนกลับไปมา

ริมโอษฐ์เอิบอิ่มสีแดงสดบนเรียวพักตร์รูปไข่ภายใต้พระเกสายาวสลวยนั้นค่อยๆแย้มสรวลออกมา เผยให้เห็นพระทันตาสีขาวมุกเรียงเป็นระเบียบสวยเหนือขึ้นไปคือพระนาสิกโด่งงาม รับกันอย่างเหมาะเจาะพอดีกับดวงพระเนตรคมหวานซึ่งบัดนี้ ทอดประกายวูบไหวไปมาราวกับแสงแห่งดาวฤกษ์

กษัตริย์หนุ่มตะลึงงัน จ้องมองตอบอย่างหลงใหลเขาปรารถนาให้เข็มแห่งกาลเวลาหยุดหมุนลง ณ วิหารอันศักดิ์สิทธิ์ชายแดนระหว่างสองเมืองอริแห่งนี้ โดยมีนางในดวงใจแนบข้างตลอดไป !

เสียงตะกุกตะกักดังขึ้นเบื้องหลังบานประตูใหญ่หน้าวิหาร อินทนิลนึกรู้ขึ้นมาทันใดเวลาของเขาได้หมดลงแล้วนางกำนัลคนสนิทขององค์หญิงเนตรดาวลอบส่งสัญญาณให้เขารีบไปโดยเร็ว

อินทนิลคลายมือที่กุมนางไว้แน่นออกด้วยความรู้สึกปวดร้าวกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่เช่นเขา กลับไม่อาจยื้อยึดสิ่งที่รักไว้ในเอื้อมหัตถ์ตลอดไป

แม้ชนะศึกทุกแห่งหน แต่ทุกคนก็พ่ายกรรมน้ำตาแห่งการพรากจากไหลบ่าท่วมท้นเหมือนทำนบน้ำที่พังทลาย

เสียงหวีดร้องของนางกำนัลดังขึ้นหลังจากเหล่าทหารวิ่งกรูผ่านเข้ามาในวิหารองค์รักษ์ร่างใหญ่สองนายรีบดึงเขาออกประตูหลังวิหารขึ้นม้าควบหนีอย่างรวดเร็วมินำพาต่อการฮึดอัดขัดขืน และเสียงตวาดก้องของเขา

"ปล่อยข้า"

"โปรดรีบเสด็จเถิดพระเจ้าข้า พวกเรามากันน้อยกว่าไม่อาจต่อกรกับศัตรู"

"อินทนิล..."

เสียงเรียกอย่างอาลัยรักปริ่มว่าจะขาดใจขององค์หญิงเนตรดาวดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ทุกสิ่งจะพลันคืนสู่ความสงบเงียบดังเดิม

-----------------------
บริบทที่ ๒

อินทนิลรู้สึกว่าเปลือกตาของตนหนักอึ้งราวกับถูกหินทับ หลังจากพยายามฝืนลืมตาขึ้นลำแสงสว่างจุดเล็กๆ ก็เริ่มขยายใหญ่ เบื้องหน้าเขาท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนแต้มด้วยปุยเมฆขาวลอยละล่องรอบกายคือพื้นหญ้าอ่อนนุ่มสีเขียวขจีที่ปูลาดเหมือนพรมผืนใหญ่อยู่รอบกายเขาเท้าแขนพยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างมึนงงสายลมอ่อนพริ้วไหวพัดพากลิ่นกรุ่นหอมละมุนละไมของมวลดอกไม้แรกแย้มพร้อมกับเสียงดังซู่ๆ แว่วเข้ามากระทบโสตประสาทเขาให้ตื่นตัวขึ้นทันที

น้ำตก !

ไม่ไกลจากบริเวณที่เขานั่งอยู่เทือกเขาสูงชันรกครื้มสะพรั่งไปด้วยแมกไม้เขียวสด ลำสายน้ำยาวใสกำลังพวยพุ่งตกลงมากระทบโขดหินที่ลดหลั่นกันอยู่เป็นชั้นๆก่อนจะแตกกระจายเป็นฟองฝอยเล็กๆ ร่วงลงสู่แอ่งน้ำสีมรกตขนาดใหญ่เบื้องล่างความงดงามของทิวทัศน์ที่ฉายภาพอยู่เบื้องหน้ายังจิตให้ผู้ได้ยลเกิดความแช่มชื่นเบิกบานแต่แล้วสิ่งแรกที่จิตเขาประหวัดถึงก็คือดวงหน้าหวานอมโศกของนางอันเป็นที่รัก

ฉับพลันนั้น ร่างอรชรของอิสตรีนางหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ณพื้นทรายขาวละเอียดริมแอ่งน้ำนางเคลื่อนกายอย่างแช่มช้อยดูคล้ายกำลังร่ายรำด้วยท่วงท่าสง่างามปานนางอัปสร

เนตรดาว !

เขาเปล่งเสียงเรียกนางด้วยความดีใจเร็วเท่าจิตที่หวั่นวาบ อินทนิลออกวิ่งอย่างสุดกำลัง ตรงเข้าไปหานางตวัดลำแขนโอบกอดรอบกายก่อนที่จะพบว่าร่างของตนเซถลาลงไปเกลือกกลิ้งกับพื้นทรายด้านล่าง

ในวงแขนของเขาว่างเปล่า !

หัวใจที่เต้นโครมครามเหมือนจะกระโจนออกจากเนื้อหน้าอกลอยละลิ่วไปหานางของเขาหล่นวูบลงทันที หมดเรี่ยวแรงแม้แต่จะทรงกายยืนหยัด

เสียงหัวเราะแจ่มใส ดังกังวานมาจากด้านหลังอินทนิลรีบผลุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยความหวัง นางคงมีเจตนาหยอกล้อเล่นเขาหัวเราะทั้งน้ำตา ที่นั่น ข้างๆ พุ่มกุหลาบแดงสดซึ่งกำลังแย้มกลีบดอกเบ่งบานชูช่อด้วยได้รับจุมพิตจากแสงแรกแห่งวันนางยืนอยู่ตรงนั้น อีกครั้งที่อินทนิลเอื้อมมือควานหาไขว่คว้าแต่แล้วก็ไม่อาจสัมผัสนาง

เขาก้มลงมองสองมือที่สั่นระริกคมหนามจากกุหลาบงามเกี่ยวปลายนิ้วเป็นริ้วยาว เลือดสีแดงเข้มค่อยๆไหลซึมออกมาทีละนิดแต่เขากลับรับรู้ความปวดแสบนั้นเหมือนกำลังเกิดขึ้นที่เนื้อหัวใจ

จวบเช้าจนพลบค่ำ อินทนิลวิ่งวนไปมาจนเหนื่อยล้าด้วยเห็นนางปรากฏกายอยู่ทุกแห่งหน แต่เมื่อกรายใกล้ก็กลับหายลับไปจากคลองจักษุ

นับแต่วันที่ลักลอบนัดนางมาสัญญารัก ณวิหารศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ไม่เคยพบนางอีกเลย แม้จะเพียรส่งสายสืบหาครั้งแล้วครั้งเล่าทุกแห่งหน ที่แม้นมีเค้าลางเพียงเล็กน้อย จิตของเขาจะวูบไหวด้วยความปีติยินดีรีบแฝงกายหลบเร้นค้นหา แม้ในแดนอันตราย เขตหวงห้ามของศัตรูแต่ทุกข่าวคราวก็ปรากฏดั่งควันไฟที่เห็นลอยขึ้นสู่อากาศ แต่ไม่อาจพบแหล่งกำเนิด

จิตที่เหมือนลอยขึ้นสูงและหล่นวูบตกลงกระแทกพื้นสลับกันไปมานับวันยิ่งเพิ่มพูนความเจ็บร้าวเป็นรอยบาดแผลลึก แยกออกเป็นทางยาวขึ้นทุกที ครานี้เขาเห็นนางแล้ว แต่มิอาจเอื้อมไปสัมผัส เพราะเหตุใด เขาเฝ้าครุ่นคิดถามตัวเอง

"นางบังเกิดจากจิตเจ้า อินทนิล ทุกคราที่ประหวัดมายาภาพอันเสกขึ้นจากจิตจะลวงให้เจ้าทุรนทุราย ควานหาอากาศธาตุ"

เสียงลึกลับเหมือนดังก้องจากฟากฟ้าเบื้องบนทอดกระแสนุ่มนวลมาสัมผัสจิตเขาให้อบอุ่นสบายอย่างน่าประหลาดอินทนิลมองหาที่มาของเสียง คำถามมากมายพร้อมจะพรั่งพรูออกมาแต่เขาเรียบเรียงหลุดออกมาอย่างแผ่วเบาได้เพียงประโยคเดียว

"ข้าจะพบตัวตนจริงของนางเมื่อใด"

"เมื่อเจ้าตื่นขึ้น ด้วยสัมมาสติ อินทนิล"

บริบทที่ ๓

นับจากวันที่อินทนิลสดับเสียงลึกลับจากท้องฟ้าในครานั้นยามใดที่เขาเผลอไผลสติ แม้หลับตาอยู่ในความมืดมิดของราตรีกาลภาพของนางก็ยังคงปรากฏอยู่เป็นเนืองนิจ จิตของเขาเฝ้าแต่วิ่งวนค้นหาทุกข์ตรมไล่คว้าเพียงเงาลวงตาอุปมาดั่งบุรุษหนุ่มผู้ทอดตามองเปลวแดดอันเปล่งประกายระยิบระยับวูบไหวนั้นปรากฏดั่งเห็นพรายแสงผุดของแอ่งน้ำใส ทั้งที่บนพื้นมรรคาแห้งผาก

อินทนิลใช้เวลาส่วนใหญ่หลังจากว่างเว้นราชการงานเมืองให้หมดไปกับการเฝ้าค้นสรรพตำราวิทยาการต่างๆเขาหวังจะเข้าใจความหมายอันเป็นสะพานทอดยาวไปสู่นางอันเป็นที่รัก กษัตริย์หนุ่มแม้ยังทรงพระเยาว์ ก้าวขึ้นครองราชย์ด้วยพระชมน์เพียง ๑๙ ชันษาแต่พระองค์ก็ทรงเชี่ยวชาญการรบ แตกฉานในตำรับพิชัยสงครามเป็นยิ่งนัก

"ต้องมีตำราใด ที่ข้ายังหาได้ลึกซึ้ง"เสียงรำพึงดังออกมาจากริมพระโอษฐ์บาง

"กระหม่อมเห็นแต่ตำราของท่านนักบวช ผู้ทรงศีลซึ่งอยู่ในอาศรมชานพระนคร "

"ชาวบ้านร่ำลือกันว่า ท่านเป็นปราชญ์มีปัญญาแหลมคมยิ่งนัก ตอบคำถามได้ทุกข้อ " อำมาตย์เฒ่ากราบทูล

จริงสิ ! เขามัวแต่ค้นคว้าสรรพวิชาทางโลกโดยหลงลืมพุทธธรรมเสียสนิท บางทีปริศนาที่สร้างความพะวงสงสัยแก่จิตมองเห็นคำตอบเพียงเงาลางๆ ประดุจเหลือบตามองปลายจมูกนี้อาจต้องอาศัยปัญญาทางธรรมที่จะสาดแสงกระจ่าง

เวลาเพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลกอินทนิลและองครักษ์คู่ใจก็ควบม้าฝีเท้าเร็วปานลมกรดของตน ตะบึงไปถึงจุดหมาย

ภิกษุชรามองร่างองอาจที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยความเมตตาท่านเล็งเห็นด้วยอนาคตังสญาณถึงชะตากรรมในอนาคตชาติของเวไนยสัตว์ผู้ซึ่งท่านพึงปรารถนาจะโปรดให้เขาได้หลุดพ้นจากบ่วงภัยเวร

"มหาบพิตร รูปอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้ำเวทนาอุปมาด้วยฟองน้ำ สัญญาอุปมาด้วย พยับแดด สังขารอุปมาด้วยต้นกล้วยและวิญญาณอุปมาด้วยกล เบญจขันธ์ ทั้งอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นของว่างเป็นของเปล่า ไร้สาระแก่นสาร"

อินทนิลนิ่งอึ้ง

เสียงทุ้มกังวาน เจือด้วยกระแสนุ่มเย็นแผ่ซ่านมากระทบจิตให้สงบดิ่งลึกลงไปในสมาธิ เขาหวนระลึกถึงวันที่ได้เห็นนางที่น้ำตกในวินาทีนั้น อินทนิลรู้สึกเหมือนตนกำลังเดินย้อนกลับไปที่เก่าความทรงจำในอดีตเหมือนภาพที่กระพริบไหวสั่นระริกไปมา ค่อยๆปั้นแต่งรูปกายอันลางเลือนของนางให้อุบัติชัดขึ้นอย่างช้าๆ ในดวงตา

เขารู้สึกได้ถึงแรงทะยานยึดอันมหาศาลก่อตัวอัดแน่นเป็นก้อนพุ่งเข้าเกาะรูปนั้น พร้อมกับความสุขที่ผุดขึ้นเอ่อล้นอก แต่แล้วทุกสิ่งก็สลายวับดับวูบลงปรากฏเพียงความว่างเปล่าในพริบตา

พร้อมกับสติที่บังเกิดขึ้นรู้ปัจจุบันของตนอินทนิลรู้สึกเหมือนลืมตาตื่นจากห้วงนิทราอันยาวนานเป็นครั้งแรก

"แต่นางสัญญา นางจะรักข้าทุกภพชาติและข้าจะจดจำนางได้ชั่วนิรันดร์" กษัตริย์หนุ่มรำพึงด้วยความสนเท่ห์

รอยยิ้มอย่างปลอบโยนปรากฏบนดวงหน้าของภิกษุชราก่อนที่ท่านจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงพลังหนักแน่น

"มหาบพิตร หลับพระเนตรลงแล้วสำรวมจิตให้ตั้งมั่นอาตมาภาพจะให้ท่านได้พบนาง !"

-------------------------------------------

บริบทที่ ๔

แสงสว่างดวงเล็กๆ ค่อยๆ ผุดขึ้นในความมืดของคลองจักษุก่อนที่จะกลับกลายเป็นดวงใหญ่สว่างเจิดจ้าบาดนัยน์ตาจนร้อนผ่าวดุจดังลำแสงของดวงอาทิตย์

เขากระพริบตาไปมาสองสามครั้ง แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นวงแสงนั้น คลี่ขยายออกเป็นม่านฟ้าสีครามอ่อน กว้างใหญ่สุดสายตา

โสตประสาทที่สงบนิ่งของเขา เริ่มเกิดการเคลื่อนไหวเมื่อสัมผัสได้กับกระแสคลื่นเบาบางที่กำลังก่อตัวชัดขึ้นและแปรเปลี่ยนเป็นความดุดันเกรี้ยวกราดอย่างรุนแรงจนทำให้มวลอากาศรอบตัวขมวดเกลียวตึงเปรี๊ยะขึ้นในทันใด

เสียงพรึ่บพรั่บกระพือปีกของนางเหยี่ยวดังก้องเหมือนเสียงของมัจจุราช สายตาของนางจับจ้องไปที่จุดเล็กๆที่เคลื่อนไหวอยู่บนพื้นดินเบื้องล่าง ด้วยสัญชาตญาณของนักล่านางมองเห็นอาหารอันโอชะรออยู่ไม่ไกล

จุดเล็กๆ ที่รวมกลุ่มกันอยู่นั้นแตกตื่นวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง เสียงร้องเรียกกุ๊กๆ ดังลั่นสลับกับเสียงร้องเจี๊ยบ ๆ อลหม่านไปทั่วลูกไก่หลายตัวรีบหลบเข้าไปซุกอยู่ใต้ปีกแม่

เหลือเพียงเขา... ที่ยืนนิ่งตัวสั่นเทามองดูเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างตะลึงงัน !

นางเหยี่ยวพุ่งตัวลงมาโฉบเขากลับรังอย่างรวดเร็วท่ามกลางบรรยากาศที่เหมือนฝันร้ายนั้น เขาเห็นร่างเล็กๆของตนพยายามดิ้นรนหนีจะงอยปากแหลมอย่างหวาดกลัวในขณะที่กรงเล็บคมกริบจิกฝังแน่นลงในเนื้อ