"เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลายเป็นเครื่องมือที่ให้การศึกษาทางการเมือง อย่างกว้างขวาง อย่างไม่เคยมีมาก่อน คณะรัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ไม่เคยสามารถให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนได้ถึงขนาดนี้ จริงอยู่พันธมิตรอาจจะมีผิดบ้างถูกบ้าง แต่ภาพใหญ่คือการให้การศึกษาทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างกว้างขวาง....."
ประเวศ วะสี "การปฏิวัติประชาธิปไตยโดยคนไทยทั้งมวล" ไทยโพสต์ 21 ก.ค. 2551
ผมหยิบยกข้อความของอาจารย์หมอประเวศมากล่าวอ้าง เพราะรู้สึกเห็นด้วยกับปรากฏการณ์ตื่นตัวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ในสังคมชุมพรบ้านเราก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าที่อื่นเท่าไรนัก เพียงแต่มีลักษณะพิเศษซึ่งเป็นไปตามสภาพบังคับของภูมิประเทศที่แคบและยาว ทำให้การรวมกลุ่มของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกระจายไปในแต่ละอำเภอ เรียกชื่อกลุ่มตามชื่ออำเภอเป็นหลัก เช่น พันธมิตร-ชุมพร (เน้นหนัก อ.เมือง) พันธมิตร-หลังสวน, พันธมิตร-ทุ่งตะโก ฯลฯ เวลามารวมกันในวาระพิเศษที่มีการเดินสายของเครือข่ายพันธมิตรจากส่วนกลาง จำนวนผู้ที่มาร่วมชุมนุมหลังสถานีรถไฟชุมพร การแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง เต็มไปด้วยความคึกคัก เร้าใจ และมีสีสันมากทีเดียว
สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น จุดเปลี่ยนทางการเมืองในสังคมชุมพร ได้หรือไม่ ? เป็นคำถามที่ผมตั้งขึ้นมาเพื่อหาคำตอบให้กับตัวเอง อย่างน้อยสาระที่สรุปได้ในระดับหนึ่งจะทำให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปจากสภาพเดิม ๆ ซึ่งเป็นความเสื่อมของการเมืองในระบบตัวแทน ที่ชัยชนะในการเลือกตั้งเกือบทุกระดับแสดงออกโดยผลคะแนนมีปัจจัยหลักมาจาก กระแสพรรค - พวกพ้อง – เงินทอง – อำนาจบารมี ส่วน ชื่อเสียงความดี เป็นแต่เพียงปัจจัยเสริมเล็กน้อยเท่านั้น
การติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างต่อเนื่องทางโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์จากส่วนกลาง
โดยเฉพาะการเปิดทีวีช่อง ASTV ถ่ายทอดกิจกรรมบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
ดูและฟังกันวันละหลายชั่วโมง กลายเป็น
”เครื่องมือที่ให้การศึกษาทางการเมือง อย่างกว้างขวาง อย่างไม่เคยมีมาก่อน” จริงอย่างที่อาจารย์หมอประเวศแสดงความคิดเห็น ถึงแม้ว่าอาจารย์เกษียร เตชะพีระ
จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะแสดงความไม่เห็นด้วยโดยเน้นไปที่ความแตกต่างของ
การให้การศึกษาทางการเมือง (Political Education) กับ การปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมือง (Politicization) ผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์มติชน 1 สิงหาคม 2551
อาจารย์เกษียรให้ความหมายของ "การให้การศึกษาทางการเมือง" ว่าเป็นเรื่องของการให้กรอบ/แผนที่แนวคิดทฤษฎีทางการเมืองอย่างกว้างขวาง หลากหลายและเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ศึกษาสามารถเลือกนำไปประยุกต์ ปรับปรุงใช้เป็นเครื่องมือสำหรับสังเกตประมวลข้อมูลข้อเท็จจริง จับประเด็นรวบยอดความคิด เชื่อมโยงความสัมพันธ์ วิเคราะห์ทำความเข้าใจ วิพากษ์วิจารณ์และประเมินคุณค่าปรากฏการณ์ทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบด้านและลึกซึ้ง อิสระและคิดเองเป็น
ส่วน "การปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมือง" เป็นเรื่องของการปลุกจิตสำนึกผู้คน ให้หันมาตื่นตัวสนใจปัญหาการเมือง มุ่งเปลี่ยนทัศนะและจุดยืนของเขา ให้มองสภาพความเป็นจริงทางสังคมรอบตัวจากแง่มุมการเมืองและเปลี่ยน อัตลักษณ์และตัวตนหรือนัยหนึ่งเปลี่ยนความเข้าใจตัวเองของเขาให้กลายเป็น สิ่งมีชีวิต/ผู้กระทำการทางการเมือง ที่เล็งเห็นความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างตัวเองกับการเมือง มองว่าตัวเองสามารถเข้าร่วมมีบทบาทเป็นฝ่ายกระทำให้การเมืองเปลี่ยนแปลงได้ อีกทั้งเป็นสิ่งดีงามถูกต้องสมควรที่จะทำเช่นนั้นด้วย
อาจารย์เกษียรย้ำว่า ตอนนี้บ้านเมืองของเรามีแนวโน้มที่กำลังมุ่งไปบนทิศทางของ การปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมืองเกินขนาด (Over-Politicization) คือทำให้เชื่อมั่น ยึดมั่นถือมั่นในความถูกต้องชอบธรรมของฝ่ายตัวอย่างสิ้นสงสัยด้วยประการทั้งปวง แน่ใจในความถูกต้องชอบธรรมของฝ่ายตัวอย่างสัมบูรณ์แบบ จนขาดสติ จนพร้อมจะยอมตายและยอมฆ่าเพื่อความถูกต้องดังกล่าว....ซึ่งเป็นสภาวะที่อันตรายอย่างยิ่ง
ส่วนตัวผมมองว่าทัศนะของทั้ง 2 ท่าน “ถูกทั้งคู่” และไม่ควรมองแบบแยกส่วนว่านี่คือ การให้การศึกษาทางการเมือง หรือนี่คือ การปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมือง ทั้ง 2 กระบวนการควรดำเนินไปด้วยกัน เป็นปัจจัยเสริมซึ่งกันและกัน
ทุกวันนี้เมื่อต้องทำงานที่เกี่ยวกับการพัฒนาสังคม ชุมชน/ท้องถิ่น คาถาที่ผมจำขึ้นใจนำมาประยุกต์ใช้อย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เขียนเป็นรหัสสั้น ๆ ว่า MEDIFE เป็นอักษรย่อมาจาก Motivation – Education – Development – Implementation – Follow up – Evaluation ผมแปลเป็นคำสั้น ๆ ว่า กระตุ้นจูงใจ – ใส่ความรู้ – นำสู่งานพัฒนา – ร่วมกันปฏิบัติ – เร่งรัดติดตาม – พยายามประเมินผล
การปลุกเร้าให้ตื่นตัวทางการเมือง = กระตุ้นจูงใจ = Motivation
การให้การศึกษาทางการเมือง= ใส่ความรู้ = Education
พื้นฐานที่ดีของประชาชน ด้านความมีจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม จะเป็นพื้นฐานที่ดี ต่อการพัฒนาประเทศ
ทำ วิทยนิพนธ์ ของ นศ ป โท ได้เลยครับ เรื่องวิธีการจัดโครงสร้าง ปลุกการเมืองภาคประชาชน
เยาวชนคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่กำลังถูกหลอกให้หลงอยู่ในเรื่องของบันเทิงมากกว่าที่จะสนใจเรื่องการเมือง ทำให้นักการเืมืองที่หลงในอำนาจ ทำแต่เรื่องผิด ๆ
ครั้งนี้จะเป็นการดึงสังคมที่อ่อนแอทางการมีส่วนร่วมทางการเมือง ให้กลับมาสนใจการเมืองอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
เพื่อหยุดไม่ให้การเมืองที่ทำลายและทำร้ายประเทศมานานหลายปี
ในฐานะประชาชนคนไทย เราต้องร่วมกันดูแลการเมืองกัันต่อไป
เพื่อให้ประเทศเป็นประเทศของคนส่วนรวมมากกว่าคนบางกลุ่ม
มาเรียนรู้สาระดีๆ ครับผม, ขอบคุณมากๆ ครับ