กิจกรรมค้นหาหัวใจ และ กระจกเงา

กิจกรรมแรกหลังจากเข้าห้อง เป็น check-in ฉบับ "ค้นหาหัวใจ" แทนที่แต่ละคน จะบอกชื่อแซ่ (แหะๆ ที่จริงคงไม่มีใครใช้แซ่) และความคาดหวัง กระบวนกรของเรา คุณอ้อ คุณอ้อม ก็แจกหัวใจ (กระดาษครับ ไม่ใช่หัวใจของเธอสองคน) ให้คนละแผ่น ด้านซ้ายเขียนชื่อเล่น ด้านขวาเขียนความคาดหวังที่มาในงาน workshop ครั้งนี้ หลังจากนั้น ก็กระบวนกรก็สลับหัวใจ (กระดาษ) แจกใหม่ ให้แต่ละคนลองเดาจากลายมือว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย นิสัยใจคอเป็นอย่างไร และรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร (ยังกะผู้เข้าร่วมมีอาชีพเป็นหมอดู!!) แล้วก็ให้ทุกคนออกไปค้นหาเจ้าของที่แท้จริงให้ได้

กลับเข้ามานั่งก็เริ่มการแนะนำตัวทีละคนตามหัวใจ ว่ามีคนเดาถูกหรือผิด (ว่าเราเป็นหญิงหรือชาย รูปร่างหน้าตา ฯลฯ) ก็จะเห็น "ลีลา" การเดาหลายแบบ มีตั้งแต่ "เดากลางๆ" เช่น รูปร่างสันทัด รูปร่างสมส่วน หรือ "เดาเอาใจ" เช่น สวยงาม หล่อ ใจดี เอางานเอาการ ไปจนถึงกะหยิกหยอก เช่น ชายชัวร์ (เอ... หรือว่าชายชั่วกันแน่หว่า?) รูปร่างกะทัดรัด (?? กะพกกระเป๋ากลับบ้าน) นิสัยร่าเริง เอาจริงเอาจัง มีอารมณ์ขันแต่เคร่งขรึม (มันจะเอายังไงกันแน่ฟะ?) ปรากฏว่าที่มาจาก ม.อ. ไม่มีใครเดาเพศถูก (ปุ้มกับปุ๋ย อิ อิ อิ) บางชื่อก็ประเภทไม่สามารถเดาผิดได้ เช่น "หนุ่ม" เป็นต้น น่าทึ่งที่การมั่วของหลายๆคนออกมาถูกต้องอย่างไม่น่าเชื่อ ขนาดมีแค่ลายมือ (สงสัยถ้าเห็นหน้าตา อาจจะบอกได้หมดทั้งตระกูล เบอร์บัตรประชาชน และราศีเกิด)

ถึงตอนนี้ผู้เข้าร่วมก็ได้ยืดเส้นยึดสาย และรู้จักเพื่อนมากขึ้นอีกนิด ได้ยินเสียงคนทุกคนอย่างน้อยคนละสองสามรอบ เริ่ม sense ได้ว่ามีขาเฮี้ยว ขาเรียบร้อย ขาขี้อาย ขาฮา ขาโหด (เอ.... มีไหมหว่า?) ขาใหญ่ ขาเล็ก ฯลฯ อยู่ตรงไหนบ้าง

มานั่งนึกทีหลัง ที่จริงเราอยากจะรู้ว่างานของแต่ละคนคืออะไรบ้าง มาค้นพบที่หลังในวันต่อๆมาหลังจากเขียนโครงการ ค่อยทราบว่ามีหลายกลุ่มทีเดียวที่น่าจะมาจัดคู่กันเขียน เพราะงานเป็น strategic หรือแม้กระทั่ง direct partners ซึ่งกันและกัน กลุ่มนี้ถ้าหากรู้จักกันมากขึ้น ก็จะกลายเป็นกัลยาณมิตรทั้งทางโลกย์และทางธัมม์ทีเดียว

คุณอ้อมและคุณอ้อ วิทยากรและกระบวนกรของสคส.

วิทยากรของเราก็จัดกิจกรรมต่อไปเพื่อ "เปิดใจ" และ "เปิดสมองซีกขวา" ของผู้เข้าร่วมด้วยการใช้ศิลปะมาเสริมเป็นเครื่องมือ นั่นคือ "กิจกรรมกระจกเงา"

กิจกรรมกระจกเงา

จากที่นั่งเป็นวงกลม (เบี้ยวๆ) ใหญ่ เราก็ถูกสั่งให้ไปหาคนที่เราอยากจะพูดคุย อยากจะรู้จัก พอลุกขึ้นกำลังเก้ๆกังๆ ก็มีสาวน้อยร้อยชั่ง (ถึงรึเปล่าก็ไม่ทราบเหมือนกัน) เดินมาหาเรา เป็นคุณสินี เราก็ยิ้มรับอย่างรวดเร็ว (ดีเหมือนกันไม่ต้องเดิน อิ อิ) กำลังจะอ้า (ปาก) กระบวนกรของเราก็บอกว่า เดี๋ยวๆๆ อย่าพึ่งคุยกัน ให้ทุกคนยืนเป็นวงกลมสองชั้น เอ้า.. ที่นี้ชั้นในก็ ซ้าย...หัน! เดินหน้าไปสามก้าว อ้าว....! คู่ของเราเดินไปเสียแล้ว กลายเป็นน้องวรรณมายืนเจี๋ยมเจี้ยมแทนที่ กระบวนกรเราก็หัวเราะ (เคี้ยกๆๆ แบบตัวโกงหนังจีน) บอกว่า workshop นี้จะไม่มีอะไรที่เป็นไปตามคาดหวังเลย ฉะนั้น พอเรารู้ว่าใครอยากเจอกับใคร เราก็จะแยกคู่ซะเลย เคี้ยกๆๆๆ

เอ้า.. ทีนี้ แต่ละคน จงวาดภาพตัวเองในอีกสิบปีข้างหน้ามาซิ ว่าเรามองเห็นตัวตนเราเป็นอย่างไร ทำอะไรอยู่ อยู่ที่ไหน อยู่กันยังไง (อืม... นึกถึงตอนนี้ ไม่ยักกะมีใครเขียนว่าป่านนั้น น่าจะเกิดใหม่ เป็นเด็กทารกอะไรทำนองนั้นเลย แสดงว่าทุกคนคิดว่าตัวเองยังอยู่ต่อไปอย่างน้อยสิบปี  God bless you!!) แจกกระดาษและสีเทียนหนึ่งกล่อง

วาดเสร็จเอ้าที่นี้ก็ให้คนนึง ลองอธิบายรูปภาพที่ว่านี้ ให้กับเพื่อนเราตรงหน้าฟัง อธิบายดีๆนา ส่วนคนฟังขอให้ฟังเงียบๆ ตั้งใจฟังนะ พอถึงตอนนี้ผมก็นึกในใจ "น่าจะเหมือนกิจกรรมกลับสู่วัยเยาว์" ที่เราเคยทำให้ workshop สุนทรียสนทนาแหงเลย

ผมวาดเป็นรูปหมอหนุ่ม (ก็มันแค่อีกสิบปีนี่นา แหะๆ) นั่งอยู่กลางวง ท่ามกลางนักศึกษาแพทย์นั่งล้อมวงอยู่ แบบสไตล์ "สุนทรียสนทนา" ผมอธิบายไปว่า นี่คือความใฝ่ฝันที่การเรียนแพทย์ คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบถอดหัวใจ เปิดใจ เปิดสมอง เปิดเจตจำนง ขณะที่สอนเรื่องความรู้อาจารย์เป็นผู้ให้ก็จริง แต่ขณะที่ความรู้นั้นกำลัง transformed และ transcend ไปสู่ "ตัวตน" ของนักเรียน ความรู้นี้จะต้องเคี่ยวกรำ บูรณาการเสียก่อน เข้าไปกับเนื้อกับตัวของนักเรียนเสียก่อน เข้ากับ "หัวใจแห่งความเป็นมนุษย์" ของนักศึกษาเสียก่อน Knowledge ของแพทยศาสตรศึกษาจึงจะเป็น to the application for benefit of mankind อย่างแท้จริง

กระบวนกรอ้อ

ตัวแทน "ประชาชน" น้องวรรณ ประจำกลุ่มโรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพ

(คนใส่แว่น เสื้อสีเข้มนั่นคือพี่อุดมศรี สุดยอด organizer ของแผนงานเรา)

ปรากฏว่าน้องวรรณ (ที่ต่อมากลายเป็น "ว่าที่ประชาชน" ประจำกลุ่มโรงเรียนแพทย์สร้างเสริมสุขภาพตลอด workshop) ตั้งหน้าตั้งตาฟัง และเมื่อกระบวนกรอ้อ สั่งให้สะท้อนกลับ ก็สามารถถ่ายทอดทุกประเด็นได้อย่างครบถ้วน (แถมเกินมาหน่อยอีกตะหาก!!)

ที่จริงมีเรื่องราวของอนาคตในอีกสิบปีอีกเป็นสิบเรื่องที่น่าสืบค้น คิดใคร่ครวญไตร่ตรองตาม  แต่ขอเอาเข้าประเด็น OM เลยก็แล้วกัน ช่วงนี้ของกิจกรรม น่าจะเป็นการนำพา participants เกิดความ "คุ้นชินใหม่" ของวิธีสุนทรียสนทนา ได้แก่ "การฟังอย่างลึกซึ้ง" นั้นเอง

เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เรียบง่าย เริ่มจาก "ความฝัน" ของปัจเจกบุคคล โดยไม่รู้ตัวเมื่อเราได้ไปอยู่ ณ ที่ที่ได้ยิน ได้ประสบ เรื่องราวความใฝ่ฝันของเพื่อนมนุษย์ เรามักจะรู้สึก privilege หรือความโชคดี มีอภิสิทธิ์ มีความภาคภูทิใจที่ได้มาอยู่่ใน ณ ที่นั้น ณ เวลานั้น ความรู้สึกแบบนี้นี่เองที่ enhance ความสามารถในการฟังของคนเราได้เป็นอย่างดี นอกเหนือจากการที่ฟังเรื่องราวที่ "น่าสนใจ" เฉยๆ และเป็นการง่ายที่เราจะเริ่มฝึก "ฟังเฉยๆ โดยไม่ขัดแย้ง ไม่เสนอความเห็น" เพราะเป็นเรื่องราวความฝันของคนที่กำลังพูด เราก็คงจะยากที่จะไปบอกว่า "ไม่ใช่ ไม่น่าจะฝันแบบนั้น" (แบบที่เราบางทีใช้กลยุทธ์เล่าเรื่องในวัยเยาว์นั้นก็เหมือนกัน เพราะมันเป็น "วัยเยาว์ของเขา" เราก็ได้แต่นั่งฟังตาปริบๆ) และที่น่าสนใจอีกประการก็คือ เมื่อเราได้ฟังความฝันของคนอื่นแล้ว เอ... บางทีเราชักอยากจะแก้ความฝันของเรา เอาของเขามาใช้แทน หรือเติมลงไปกับของเราอีกหน่อย (ไม่ได้หมายถึงอยากไปนอนฝันร่วมกับเขานะครับ อ่านดูดีๆ) ความฝันของเรามันชักไม่ complete เท่าที่ีควร ประเด็นนี้จะกลายเป็นรากฐานที่สำคัญ เมื่อเราจะ "ฝันยิ่งใหญ่เพื่อคนอื่นๆ" เราอาจจะต้อง share และฟังความฝันของเขาด้วย ไม่ได้ยัดความฝันเราเข้าไปดื้อๆ แต่ค่อยๆสอดใส่ ค่อยๆโน้มน้าวทางอ้อมๆ ค่อยๆนำเสนอ สื่อสาร เพราะความฝันยิ่งใหญ่ที่ authentic จริงแท้นั้น มักจะถูก share หรือเป็นคุณค่าสากล universal value นั่นทีเดียว

สำหรับ workshop OM เอง ขั้นตอนนี้ ถือเป็นการ​ "อุ่นเครื่องเตรียมตัวฝัน" ในการเขียน vision & mission ต่อไป (ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่การฝัน ยังต้อง train ยังต้องฝึกด้วย แต่ปรากฏว่าสำคัญไม่น้อยทีเดียว ที่เราจะ "ฝันกลางวันแสกๆ" ให้กลายเป็น "ฝันอันยิ่งใหญ่" ในภายหลัง