ผลการศึกษาข้อมูลรายบุคคลในฐานข้อมูลหมวดความรู้จากการปฏิบัติ
Story Telling สัปดาห์ที่ 3
1. กล่าวนำ
เมื่อ 29 กรกฎาคม 2551 เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ทำให้ผมคิดถึงท่านสุนทรภู่ และเชื่อมโยงไปถึงผลงานเอกของท่านคือพระอภัยมณี พฤติกรรมของกลุ่ม 1 ของเรา ช่างไปสอดคล้องกับบทกลอนที่ว่า “รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล” (ถ้าไม่ใช่ก็ใกล้เคียง) เพราะตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มเราเกาะเรื่องสมรรถนะอย่างเดียว ชนิดที่เรียกว่า
กัดไม่ปล่อย
2. ที่มาของแนวคิด/ทฤษฎีที่ใช้
หลังจากได้ศึกษาเรื่องการประเมินสมรรถนะทั้งของสถาบันฯและของ
กคศ. ไปแล้ว ก็อยากรู้เพิ่มเติม และก็หาแหล่งความรู้ได้ไม่ยากเพราะมีผู้บริหาร
โครงการที่คอยเติมเต็มตลอดเวลา ช่วยบอกแหล่งความรู้ให้ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับสมาชิกในกลุ่ม โดยเฉพาะท่านรองสุวิทย์ มุกดาภิรมย์ จากลำพูน ส่งแฟ้มเอกสารมาให้เป็นชุด ถึงจะอ่านยังไม่จบแต่ก็อุ่นใจว่ามีแหล่งค้นคว้าอยู่กับตัว ล่าสุดได้ศึกษา Competency Based Human Resource Management ของท่านอาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์ ถึงแม้จะเป็นภาคธุรกิจ แต่ก็เชื่อมโยงให้เห็นความเชื่อและแนวคิดใหม่ ๆ ซึ่งเราคงต้องยอมรับว่า ในภาคราชการ การพัฒนางานของเรามักนำเอาทฤษฎีหรือแนวทางของภาคธุรกิจมาปรับใช้เสมอ สิ่งหนึ่งที่ได้จากบทเรียนนี้คือแนวคิดที่ว่าปัจจุบันรูปแบบของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้ปรับเปลี่ยนรูปโฉมใหม่โดยมุ่งเน้นไปที่ความสามารถกันมากขึ้น หรือแนวความคิดของนักจิตวิทยา ชื่อ David C. McClelland ที่กล่าวว่า นอกเหนือความฉลาดแล้ว ความสามารถในด้านส่วนบุคคล เช่น แรงจูงใจส่วนบุคคล เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญและมีผลอย่างมากต่อความสำเร็จในการทำงาน หรือบทสรุปของนักคิดทั้งหลายที่สรุปว่า Competency เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกของคนโดยสะท้อนถึง ความรู้ (Knowleage) ทักษะ (Skill ) และคุณลักษณะส่วนบุคคล ( PersonalCharacteristics/Attributes) : KSAs ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นต้องสามารถสังเกตเห็นได้ บรรยายและตรวจสอบได้ ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ล้วนตอกย้ำให้เราได้ตระหนักและมีความเชื่อที่จะต้องเปลี่ยนแนวการพัฒนาบุคลากรเพื่อประสิทธิภาพของการปฏิบัติงานในหน่วยงานของเรามากยิ่งขึ้น
ในความคิดเห็นของตนเองจึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่กคศ. หรือสถานบันฯ ได้ให้ความสนใจและศึกษาเรื่องสมรรถนะหรือ Competency อย่างจริงจัง ซึ่งได้มีการประชุมสัมมนาในระดับเขตพื้นที่และมีการนำร่องในบางเขตพื้นที่ไปแล้ว และคงสู่สถานศึกษาคือตัวผู้บริหารและครูผู้สอนในไม่ช้านี้
3. นำเสนอเรื่องที่อยากทำ
อย่างไรเสีย ผมเองก็ต้องถูกประเมินสมรรถนะในฐานะผู้อำนวยการ
โรงเรียนในไม่ช้า รวมไปถึงผู้ร่วมงานทุกคนด้วย เมื่อมีโอกาสที่จะทำเรื่องนี้ก่อนใครๆ เรื่องอะไรที่จะไม่ฉกฉวยโอกาสนี้ นั่นก็คือผมอยากประเมินมรรถนะของตนเองเพื่อนำไปสู่การทำ IDP และมีการพัฒนาตนเองในที่สุด
แม้ไม่ลงชื่อแต่ก็พอจะเดาออกว่าเป็น ฒ ผู้เฒ่าท่านสัมพันธ์ เป็นเจ้าของ story telling บทนี้แน่เลย ตรงเด๊ะตามที่เลขา(แทนท่านมานะ)ได้สรุปไว้ในงานกลุ่มครั้งที่ 3 หมอเดาคู่หมอดู แต่นี่ไม่ใช่ทั้งหมอเดาและหมอดู แต่ทายถูกเป๋งเลย อย่าเพิ่งสงสัยว่าทำไมรู้ว่าท่านจะทำเรื่องนี้ เหตุผลเพราะเคยคุยกันมาโดยตลอดว่า กลุ่ม 1 จะพัฒนาบุคลากร(ตนเอง)โดยการประเมินสมรรถนะ....เฮ้! ถูกต้องแล้วค่าาาาา...คนใจเดียวก็งี้แหละ...เดินหน้าต่อไปเลยลูกพี่...สัปดาห์ที่ 4 นำผลการประเมินมา share กันนะ
เจอกันที่ สคบศ. นะคะ ฒ ผู้เฒ่า คิดถูกจริง ๆ เลยนะเนี่ยที่เชิญท่านเป็นสมาชิกใน pilot project "ถึงจะแก่... แต่ก็มีไฟอยู่.." จริง ๆ แหละ ท่านเป็นผู้บริหารระดับอาวุโสที่ปัดขอคารวะจริง ๆ ค่ะ
อย่าลืมนะคะ... ว่าท่านปวารณาตัวไว้ว่า "ใครอยากได้อะไรที่สถาบันฯ ให้บอกผมได้.." น่ะ เพราะถ้าสมาชิกท่านใดต้องการเอกสารหรือติดต่อกับวิทยากรท่านใด ในสัปดาห์ที่ 4-8 นี้ ปัดจะให้ท่าน ฒ ผู้เฒ่า เป็นผู้ประสานงานให้สมาชิกค่ะ...
เพิ่งอ่านเจอ..ขอ share ด้วยนะ
นับจากปี 2551 จนถึงปี 2554 คำว่า สมรรถนะ มีความชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมมาก ในประเด็นของ Concept และความเข้าใจพื้นฐาน ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจาก วิวัฒนาการของทฤษฎีสมรรถนะมีหลายทฤษฎี การเรียนรู้และการทำความเข้าใจในทฤษฎีแตกต่างกันไป ในความเห็นของผมก็คือ จะเล่นเรื่องนี้ (สมรรถนะ) ต้องเข้าใจ กรอบความคิดพื้นฐาน (conceptual) ของทฤษฎีให้ชัดเจนทีเดียวว่า สมรรถนะ มันคือะไรกันแน่ ซึ่งผมคิดว่า มีคำตอบอยู่แล้ว เช่น ถ้าถามว่า สมรรถนะ เป็นสิ่งที่อยู่ส่วนไหนกันแน่ระหว่างบนนำ้ำกับใต้น้ำ ซึ่ง ถ้าตอบได้ชัด การดำเนินงานขั้นต่อไปก็จะชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทุกท่านลองมาช่วยกันตอบดู และหาเหตุผลมาสนับสนุนด้วยก็จะดี
ในส่วนตัวผมอยากให้ผู้ที่จะศึกษา ทำการศึกษา วิเคราะห์ 3 ทฤษฎีซึ่งคิดว่ามีความต่อเนื่องของกรอบความคิด คือ 1.ทฤษฎีของ McClelland 2.ทฤษฎีของ Spencer และ 3.ทฤษฎีของ Vorhees จะทำให้เห็นชัดเจนว่า สมรรถนะ หรือ competency นั้นจะมุ่งเน้นไปในทิศทางของสิ่งที่เป็นความสามารถของบุคคล (เราเรียกสิ่งนี้ว่า สมรรถนะ โดยอาจตั้งชื่อเป็นชื่อต่างๆ) ที่ใช้สำหรับการปฏิบัติงานให้ประสบความสำเร็จโดยตรง มากกว่า สิ่งที่สนับสนุนให้งานสำเร็จ (ซ่อนอยู่) เมื่อเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการของระบบสมรรถนะ ที่ประกอบด้วย 3 ขั้นหลัก คือ ขั้นที่ 1 กระบวนการได้มาซึ่งสมรรถนะ (เรา้รียกว่า สร้างสมรรถนะ หรือกำหนดโมเดลสมรรถนะ : ฺBuilding competency model) ขั้นที่ 2 กระบวนการประเมินสมรรถนะ (Building competency assessment) คือ การหาจุดอ่อน-จุดแข็งของสมรรถนะบุคคล และขั้นที่ 3 กระบวนการพัฒนาสมรรถนะ (Building competency development) คือ การนำผลการประเมินจากขั้นที่ 2 มากำหนดรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะบุคคล ซึ่งเป็นการพัฒนา วัดและประเมินการเรียนรู้ ไปพร้อมกัน จาก 3 ขั้นกระบวนการดังกล่าวจะเห็นว่า การดำเนินงานระบบสมรรถนะจะต้องคำนึงความต่อเนื่องของทั้ง 3ขั้นตอน นี่แหละผมจึงเห็นว่า ถ้าคนทำวิจัย คนทำระบบสมรรถนะ ผู้ศึกษา ฯลฯ ถ้าไม่เข้าใจกรอบคิดพื้นฐานเหล่านี้ก่อน ก็จะทำให้หลง และหลงทาง จับต้นชนปลายไม่ถูก ผมอ่านงานวิจัยระดับปริญาโท และเอกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะปริญญาโท เห็นว่าหลงทางไปมาก และก็ปล่อยให้นักศึกษาทำกันไปแบบหลงๆ ทำเพื่อให้จบๆไป โดยมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้จากงานวิจัยนั้น จึงอยากแสดงความคิดเห็นว่า ถ้าอยากให้เรื่องสมรรถนะ เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ในวงการศึกษา อย่างแท้จริงๆ การเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจ Conceptual framework ของสมรรถนะอย่างถ่องแท้ เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง. ตอนนี้ขอแสดงความเห็นเท่านี้ก่อนครับ และยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทุกท่านเสมอ.