บางทีเราอาจได้สัมผัสความรักที่ไม่เคยได้พบพานมาก่อน หรือบางครั้ง เราอาจจำต้องซึมหม่นไปกับจดหมายของใครสักคนก็ได้ ...

วันนี้  ผมและน้อง ๆ  รวมถึงเพื่อนชีวิต  มีโอกาสไปทานมื้อเที่ยงกับท่าน อ.มงคล  คาร์น

ในโต๊ะอาหารนั้น  เราพูดคุยกันหลายเรื่อง  และแต่ละเรื่องก็ดูเหมือนจะเป็น เรื่องงานล้วน ๆ  ไม่ว่าจะเป็นความฝันที่ค้างคาของผม  อันได้แก่   การจัดนิทรรศการภาพถ่ายชีวิตของนิสิต มมส  ภาพกิจกรรมต่าง ๆ   -

 

 

สิ่งเหล่านี้  ผมเฝ้าฝันมานานแล้ว  และบางอย่างก็เริ่มปรากฏรูปรอยแล้วบ้างเหมือนกัน   ซึ่งโชคดีที่ความฝันของผมไปสอดรับกับความฝันของใครอีกหลายคน  รวมถึงเป็นความโชคดีที่ผมพอจะมีทีมทำงาน (ทำใจ)  ที่จะมาร่วมปั้นแต่งความฝันร่วมกันอย่างไม่ขาดเขินนัก  ก็ว่าได้

 

 

ผมเป็นประเภทนักฝันและช่างฝัน...
ผมหลงรักความฝันของตนเองเสมอ  และไม่เคยสิ้นหวังที่จะทำความฝันของตนเองให้เป็นจริง  และไม่เคยรีรอที่จะลงมือทำ  เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา   ผมมักเตือนตนเองเสมอว่า  ความฝันของคนเราจะถูกค้นพบด้วยการลงมือทำ

 


บนโต๊ะอาหารของวันนี้  เราพูดคุยกันอย่างเข้มข้นในบางเรื่อง  ขณะที่บางเรื่องก็เบาสบายอย่างคุ้นชิน 
จนกระทั่งน้องนุชสุดท้องอย่าง
เจ้านุ เปิดประเด็นขึ้นมาว่า  เรามาประกวดภาพที่เกี่ยวกับแม่กันเถอะ...

 

ทันทีที่ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะอาหาร  ทุกคนก็เพ่งมองลงมาในจุดเดียวกันอย่างคึกคัก   เพราะช่วงเช้าที่ผ่านมา  ผมเองก็เพิ่งชวนน้อง ๆ ให้จัดเวทีเนื่องในวันแม่ขึ้นมาสักครั้ง  โดยให้เราชวนนิสิตมาร้องเพลงลูกทุ่งเกี่ยวกับ แม่ ...  ใครอยากบอกรักแม่ด้วยถ้อยคำใดก็ขึ้นมาบอกกล่าวได้เลย  รวมถึงการขึ้นมาบอกเล่าเรื่องราวของแม่ให้ใคร ๆ ได้ร่วมซึมซับ  พร้อม ๆ กับผูกผ้าขาวผืนยาวให้ใคร ๆ มาเขียนคำรักถึงแม้ร่วมกัน -

 

ด้วยเหตุนี้,  ประเด็นของการประกวดภาพถ่ายที่เกี่ยวกับแม่ที่จุดประกายขึ้นมานั้น  กลายเป็นองค์ประกอบและสีสันชีวิตในเวทีที่เราจะจัดขึ้น   แต่นั้นก็ยังไม่จบ  เพราะยังมีการขยายต่อยอดกันอีกว่า  มาประกวดเขียนจดหมายถึงแม่..กันเถอะ..

 

คราวนี้...  แววตาทุกคนทอประกายความมีชีวิตขึ้นมาอย่างน่าประทับใจ  เราต่างเห็นด้วย  และถกคิดกันว่าจะออกมาในรูปแบบใดบ้าง  ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เรามองข้ามกันมานาน  เราคุยกับแม่ทางโทรศัพท์มาก็หลายปี  - ปีนี้ลองเขียนจดหมายถึงแม่บ้างก็น่าจะไม่เลวเหมือนกัน

 

เราคุยกันอย่างออกรสออกชาติ   
เราเห็นด้วยกับกิจกรรมนี้มาก   และเราก็ปลงใจร่วมกันว่า  เป็นตายไร้ดีเราก็จะทำให้กิจกรรมนี้เกิดขึ้นให้จงได้ ... ซึ่งเราคิดคร่าว ๆ ว่า  นิสิตและบุคลากรต้องเขียนจดหมายด้วยลายมือของตนเอง..(ใช้หัวใจเขียน)  ..เขียนเสร็จแล้วบรรจุซองจดหมาย จ่ายหน้าซองถึงแม่พร้อมที่อยู่อย่างครบถ้วน  แล้วนำมาหย่อนที่ตู้ไปรษณีย์ที่เรากำหนดให้  ซึ่งตู้นี้เราจะทำขึ้นเอง

 

ผมไม่ลังเลกับเรื่องนี้.  พร้อม ๆ กับใช้มือตบไหล่  เจ้าจุ  เบา ๆ  แต่จริงจัง  เป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า  บัดนี้ผมได้มอบหมายภารกิจแห่งใจนี้แก่เขาแล้ว  และย้ำนักย้ำหนาว่า   ไม่เพียงให้ทำกล่องไปรษณีย์สีแดงโต ๆ เท่านั้น  แต่ต้องจำลองภาพบุรุษไปรษณีย์เท่ ๆ ขำ ๆ  ยืนเป็นหุ่นประกบอยู่ข้าง ๆ ตู้ไปรษณีย์ด้วยเหมือนกัน

 

เราตั้งใจว่า  จดหมายทุกฉบับเราจะเป็นผู้ส่งไปยังปลายทางแห่งความรักนั้นด้วยตนเอง  และจะเชิญแต่ละคนมาร่วมอ่านจดหมายแห่งความรักนี้ในเวทีที่เรากำลังจะเนรมิตขึ้น

 

นี่เป็นกิจกรรมที่เราชวนคิดชวนฝันกลางโต๊ะอาหารของมื้อเที่ยงในวันนี้ ...
ฟังดูราวกับเป็นกิจกรรมของเด็กตัวเล็ก ๆ  ที่คิดและลงมือทำ  แต่สำหรับผมกลับมองตรงกันข้ามว่า  นี่แหละคือกิจกรรมง่าย ๆ ที่จะสื่อสารเรื่องราวอันดีงามให้กันและกันได้รับรู้   บางทีเราอาจได้สัมผัสความรักที่ไม่เคยได้พบพานมาก่อน  หรือบางครั้ง  เราอาจจำต้องซึมหม่นไปกับจดหมายของใครสักคนก็ได้ ... (ใครจะไปรู้
?)

 

 

ท้ายที่สุด ...
ก่อนเรื่องนี้ยุติลง  เจ้านุ้ย  ก็เปรยขึ้นว่า  บางทีคนที่ไม่เคยบอกรักแม่  อาจจะใช้จดหมายนี่แหละเป็นสื่อส่งไปก่อน  จากนั้น.. อะไร ๆ ที่ไม่เคยทำกับแม่ก็อาจจะเริ่มทยอย ๆ สื่อสารออกมาในที่สุด
  หากแต่เป็นการสื่อสารด้วยคำพูดและการกระทำอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การเขียนด้วยจดหมายเหมือนคราวนี้

 

....

 

 

แล้วชาว G2K  เราล่ะครับ  ไม่คิดที่จะเขียนจดหมายสักฉบับว่าด้วยความรักในวันแม่กันบ้างเหรอ  แต่ผมก็เข้าใจนะครับว่า  มีหลายท่านนำเสนอบันทึกในทำนองนี้ไปแล้ว  แต่ถ้าใครยังไม่เขียน  ก็ลอง ๆ เขียนกันคนละฉบับ  และ tag  ไปถึงกันและกัน  ให้เดือนนี้ทั้งเดือนอุ่นงามไปด้วยจดหมายรัก....ของเรากันทุกคน

 

 

มีใครจะร่วมคิดร่วมฝันกับผมบ้าง...
บางที   ผมอาจจะนำไปผลิตเป็นหนังสือทำมือสักเล่ม และส่งกลับไปยังเจ้าของจดหมายก็เป็นได้   และนั่นก็รวมถึงการส่งไปยัง
แม่...ของแต่ละคน” (ด้วย)