-----------------------------------------------------
เอโกะผู้มีความทุกข์จากการที่ลูกชายไม่ยอมเปิดใจเป็นที่มาของที่ปรึกษาโยชิโนริ โนงุจิ “กฎแห่งกระจก”สะท้อนถึงจิตใจ ก้าวข้ามปัญหาด้วยการให้อภัย
-----------------------------------------------------
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ‘ผลลัพธ์’ เมื่อมี ‘ผลลัพธ์’ ก็ต้องมี‘ต้นเหตุ’ และต้นเหตุก็ต้องมีที่มาจากจิตใจของเราเอง หรือพูดอีกนัยก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตคือกระจกสะท้อนจิตใจของเราเอง การมีกระจกที่เรียกว่าชีวิตจะทำให้เรามองเห็นสภาพของตัวเอง แลเกิดแรงจูงใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ชีวิตของคนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“ทุกคนต่างก็มีจุดเด่นและความสามารถเฉพาะตัว”
“เริ่มจากการกระทำภายนอกก่อนก็ได้ เดี๋ยวความรู้สึกก็ตามมาเอง”
“มีกฎที่เรียกว่า ‘กฎของสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น’ เมื่อเราเริ่มเข้าใจถึงสิ่งหนึ่ง เราก็จะเริ่มเข้าใจอีกสิ่งหนึ่งตามมา ที่จริงแล้ว ทุกปัญหาในชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อทำให้รู้ซึ้งถึงความสำคัญบางสิ่ง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นมาบังเอิญแต่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นต่างหาก นั่นหมายความว่า ปัญหาที่เราแก้ไขด้วยตนเองไม่ได้จะไม่มีวันเกิดขึ้น เราแก้ไขได้ทุกปัญหาและถ้าพยายามอย่างเอาใจใส่ มองโลกในแง่ดี เราก็จะนึกขอบคุณในภายหลังว่า ดีแล้วที่เกิดปัญหานั้นขึ้น เพราะนั่นทำให้ฉัน…’”
“ปัญหาในชีวิตที่เกิดขึ้นเพื่อให้เรารู้ซึ้งถึงสิ่งสำคัญ”
ชีวิตคือกระจกส่องสะท้อนจิตใจ “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตคือกระจกส่องสะท้อนจิตใจของเราเอง” และนี่ก็คือ“กฎแห่งกระจก” ถ้าจิตใจของเรามีแต่ความทุกข์ เงาในกระจกที่สะท้อนออกมาก็คือเหตูการณ์ไม่ดีต่างๆนานาที่ทำให้เป็นทุกข์ ในทางกลับกัน ถ้าจิตใจของเราเปี่ยมไปด้วยความสำนึกรู้คุณเหตุการณ์ดีๆที่จะทำให้เรารู้สึกสำนึกรู้คุณก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ชีวิตคือกระจกส่องสะท้อนจิตใจของเราเอง”หมายความว่า“เหตุการณ์ในปัจจุบันจะเกิดขึ้นตามคลื่นความถี่ของหัวใจ”พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ“สาเหตที่เกิดขึ้นในจิตใจจะกลายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง” เป็นกฎง่ายๆที่เมื่อเข้าใจแล้ว เราจะรู้วิธีควบคุมชีวิตของตัวเอง เราเห็นจิตใจของตนเองได้ด้วยการมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
การแก้ปัญหาชีวิตตั้งแต่รากฐานนั้นจำเป็นต้องแก้ที่ต้นเหตุในจิตใจตัวเอง จะหวังพึ่งคนอื่นหรือรอให้สถานการณ์เปลี่ยนไปโดยที่ไม่เปลี่ยนแปลงจิตใจตัวเองเลยนั้นอะไรๆก็คงไม่เป็นไปอย่างที่คิด
ขอให้ตระหนักให้ดีว่า ต้องทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วค่อยๆเปลี่ยนแปลงจิตใจไปพร้อมๆกับ
ความสบายใจจากการให้อภัย
คำว่า “ให้อภัยไม่ได้” คือสภาพจิตใจที่ติดอยู่กับอดีต และนึกเกลียดใครบางคนอยู่ตลอดเวลา เมื่อใดที่เราเกลียดคนอื่นและ “ไม่ให้อภัย” เราจะรู้สึกไม่สบายใจ
ทุกคนมีสิทธิ์ “ให้อภัย” หรือ “ไม่ให้อภัย”การให้อภัยนั้นไม่ได้หมายถึการยอมรับการกระทำของคนอื่นไม่ได้หมายถึงการมองข้ามความผิดของเขา และไม่ได้หมายความว่าเราต้องอดทนทั้งที่คิดว่าเขาผิด
การให้อภัยหมายถึงการปล่อยวางจากการยึดติดอยู่กับอดีตเลิกโทษว่าเป็นความผิดของใคร และเลือกที่จะมีแต่ความสบายใจ การให้อภัยไม่ได้เป็นการทำเพื่อคนอื่น แต่เพื่อตัวคุณเองต่างหาก
ก่อนคุณต้องให้อภัยตัวเอง ในสาขาจิตวิทยาเราเรียกสิ่งนี้ว่าการยอมรับตัวเอง ยอมรับว่าคุณกำลังเจ็บช้ำแล้วให้อภัยตัวเองที่ให้คนอื่นไม่ได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้ว ขอให้คุณมองสิ่งที่เรียกว่าBelief ของตัวเอง Belief คือสิ่งที่คุณเชื่อมั่นโดยไม่มีข้อสงสัย
ตัวอย่างของ Belief ที่ทำให้เราอภัยให้ผู้อื่นได้ยาก ได้แก่
- การให้อภัยทำให้เราเสียประโยชน์
- การที่เรารู้สึกแย่ก็เพราะเขาแท้ๆ เราไม่ผิดร้อยเปอร์เซ็นต์
- การเนผู้เสียหายย่อมสบายกว่าการยอมรับว่าเป็นคนผิด
- เขาต้องได้รับโทษอย่างสาสม
- แค้นนี้ต้องชำระ
- เราให้อภัยไม่ได้ เราต้องปกป้องตัวเอง
แต่ขอให้ลองคิดดูให้ดีว่า Belief เหล่านี้ทำให้คุณมีความสุขหรือไม่
*****************
8 ขั้นตอนสู่การให้อภัย
[ขั้นตอนที่ 1] เขียนรายชื่อ “คนที่ให้อภัยไม่ได้”ลงในกระดาษ เลือกคนที่คุณคิดว่าเหมาะจะลองใช้ “ 8 ขั้นตอนสู่การให้อภัย” ดู
[ขั้นตอนที่2] ระบายความรู้สึกของตัวเองเขียนระบายความรู้สึกที่มีต่อคนคนนั้นควรเขียนความรู้สึกในใจแทนที่จะเขียนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถ้ารู้สึกโกรธจะเขียนคำว่า“ คนบ้า”“ทุเรศ” หรือคำอื่นก็ได้และถ้ารู้สึกเป็นทุกข์เศร้าเสียใจก็ขอให้เขียนลงไปด้วยเขียนระบายความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเขียนอย่างหมดไส้หมดพุงแล้ว ขอให้ฉีกกระดาษเป็นชิ้นๆแล้วทิ้งลงถังขยะไป
[ขั้นตอนที่3] จินตนาการสาเหตุของการกระทำ
1.เขียนการกระทำของคนคนนั้นที่ทำให้คุณ “ให้อภัยไม่ได้”
2.ลองจินตนาการสาเหตุที่ทำให้เขาต้องทำเช่นนั้น แรงจูงใจที่ทำให้คนทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยจำแนกออกเป็นสองสาเหตุใหญ่ๆคือ อยากมีความสุข และ อยากเลี่ยงความทุกข์ ลองจินตนาการว่าเขาอยากได้ความสุขแบบใดหรืออยากเลี่ยงความทุกข์แบบไหนถึงได้ทำเช่นนั้น
3.ขอให้เข้าใจว่าสิ่งนั้นคือการกระทำที่เกิดขึ้นจากความด้อยประสบการณ์ ความไม่รู้หรือความอ่อนแอ เราทุกคนมักทำผิดพลาดอยู่บ่อยๆ เช่น ทำบางอย่างเพื่อให้มีความสุข แต่กลับกลายเป็นความทุกข์ การกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงความทุกข์กลับกลายเป็นเพิ่มความทุกข์ เข้าไปอีก
4.ขอให้พิจารณาการกระทำของคนคนนั้นพูดออกมาว่า “ คุณก็คงอยากมีความสุขคุณก็คงอยากหนีให้พ้นจากความทุกข์เหมือนกันกับฉัน”
[ขั้นตอนที่4]เขียนสิ่งที่ควรขอบคุณ เขียนสิ่งที่ควรขอบคุณคนคนนั้นออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ขอให้เขียนลงไป แม้ต้องใช้เวลาสักหน่อย เขียนให้มากเข้าไว้
[ขั้นตอนที่5]ขอพลังจากการพูด
1 .ปฏิญาณว่า “ฉันจะให้อภัยคุณเพื่อความเป็นอิสระความสบายใจ และความสุขของตัวเอง”
2.กล่าวคำขอบคุณซ้ำๆว่า“คุณ (ชื่อ) ขอบคุณครับ/ค่ะ” ไม่จำเป็นต้องรู้สึกจากใจจริง แม้ในจิตใจจะยังรู้สึกไม่ให้อภัย แต่ก็ขอให้เริ่มจากคำพูด ( การกระทำภายนอก) ก่อน ใช้เวลาในขั้นตอนนี้ 10 นาทีเป็นอย่างน้อย เราจพูดได้ประมาณ 400-500 ครั้ง และหากเป็นไปได้ ขอให้พูดต่อเนื่องนาน 30 นาที เพื่อจะได้รู้สึกอยากพูดขอบคุรคนคนนั้นจากความรู้สึกที่แท้จริงแล้วจึงค่อยพูดกับเจ้าตัว
[ขั้นตอนที่6]เขียนสิ่งที่อยากขอโทษ เขียนสิ่งที่อยากขอโทษคนคนนั้นให้มากที่สุด
[ขั้นตอนที่7] เขียนสิ่งที่ได้เรียนรู้ ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากการรู้จักคนคนนั้น คุณอาจได้เรียนรู้หรือรับรู้สิ่งใหม่ๆจากการคิดเรื่องที่ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรกับเขา ควรทำตัวอย่างไรจึงจะทำให้ทั้งคุณและเขามีความสุข
[ขั้นตอนที่8]ประกาศว่าฉันให้อภัยแล้ว
หากทำครบทั้ง 8 ขั้นตอนแล้ว แต่ยังรู้สึก “ให้อภัยไม่ได้” ก็ไม่เป็นไรให้ทำตามขั้นตอนที่ 2 ถึง ขั้นตอนที่ 5 เป็นประจำ พร้อมนึกถึงหน้าของคนคนนั้น แล้วพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า (ชื่อคนๆนั้น) ขอบคุณครับ/ค่ะ ทำอย่างน้อยวันละ 5 นาที แล้ววันหนึ่งความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น
-----------------------------------------------------
จากหนังสือดังกล่าว ที่ปรึกษาโยชิโนริ โนงุจิ ไม่เพียงแต่สะท้อนสภาพของชีวตในรูปแบบของกฎแห่งกระจก และการหลุดพ้นจากปัญหาด้วยการให้อภัยเท่านั้น แม้แต่คนที่ไม่สามารถให้อภัยได้ กระนั้นคุณโยชิโนริ โนงุจิอาศัยหลักของจิตวิทยาใหเกิดการกระทำซ้ำๆ เสมือนให้เราสะกดจิตตนเองให้รู้จักปล่อยวาง จากการกล่าวคำว่าขอบคุณซ้ำไปซ้ำมาทุกวัน
-----------------------------------------------------
นำพาความสุขสู่ชีวิตของคุณ
หากท่านที่ทำตามขั้นตอนทั้งหมดแล้วอยากกล่าวคำขอบคุณ หรือ คำขอโทษ ขึ้นมาจริงๆ ขอให้ลองพูดกับคนคนนั้น ก่อนที่ความรู้สึกเช่นนั้นจะหายไป
ขอให้ตั้งเป้าหมายแค่การ “บอกให้เขารู้” ส่วนผลที่ตามมาเขาจะยอมรับฟังหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขอให้แค่บอกก็พอแล้ว
หากอีกฝ่ายไม่รับฟังนั่นหมายความว่าคนคนนั้นเจ็บปวดใจมาก ให้ถือเป็นความอ่อนแอของฝ่ายนั้น ถึงแม้เข้าจะปฏิเสธ แต่จิตใจของเค้าอาจจะรับฟังและรู้สึกอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้ บอกกับตัวเองว่า ทำดีแล้วที่เลือกการให้อภัย
“ ทุกปัญหาในชีวิตเกิดขึ้นเพื่อให้เรารู้ซึ้งถึงความสำคัญของบางสิ่ง เราแก้ไขได้ทุกปัญหา และการพยายามแก้ไขปัญหานั้น จะทำให้เราได้รับรู้ถึงสิ่งสำคัญ”
ถ้าจิตใจของเรามีแต่ความทุกข์ เงาในกระจกที่สะท้อนออกมาก็คือ เหตุการณ์ไม่ดีต่างๆ นานา ที่ทำให้เราเป็นทุกข์
ในทางกลับกัน ถ้าจิตใจของเราเปี่ยมไปด้วยความรู้สำนึกรู้คุณ เหตุการณ์ดีๆ ที่จะทำให้เรารู้สึกสำนึกรู้คุณก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ ชีวิตคือกระจกส่องสะท้อนจิตใจของเราเอง ”
******************************************
ที่มา หนังสือ กฏแห่งกระจก: กฏมหัศจรรย์ที่จะช่วยแก้ไขทุกปัญหาชีวิตของคุณ /โยชิโนริ โนงุจิ เขียน พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ. อัมรินทร์ HOW TO.2551
สวัสดีค่ะ
อ่านแล้วชอบค่ะ น่าจะนำไปปฏิบัติได้ไม่ยาก
ขอบคุณค่ะที่แบ่งปันเรื่องดี ๆ
(^__^)
ขอบคุณน่ะครับ สำหรับสิ่งดี ๆ ขอให้สิ่งดี ๆ สะท้องกลับไปหาดังเช่นกฎของกระจก..
ขอบคุณค่ะ
1. ความรู้สึกที่ได้จากเรื่องนี้
- อ่านดูแล้วรู้สึกน่าลองทำตามดูบ้าง อาจจะทำให้จิตใจของเราดีขึ้นมา สิ่งใดที่เป็นทุกข์จะได้ไม่เก็บมาคิดให้จิตใจเศร้าหมองหรือเป็นกังวล
2. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องที่อ่าน
- คิดดีทำดีมองโลกในแง่ดี
- การรู้จักให้อภัยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
- ทำจิตใจให้เป็นสุขเพื่อชีวิตเราจะได้ไม่เป็นทุกข์
สวัสดีคะอาจารย์
จากที่ได้อ่านทำให้เรารู้สึกว่าการที่เราจะให้อภัยใครคนหนึ่งมันเป็นเรื่องที่ง่ายท่าไม่คิดมากจนเกินไปบางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องที่ใหญ่โตถ้าเราให้อภัยคนนั้นเราก็จะไม่มีเรื่องที่ต้องเครียดหรือปวดหัว
ในการเขียนความรู้สึกว่าเราโกรธหรือไม่ชอบใครลงในกระดาษมันได้ผลมากๆเราได้ระบายความในใจออกไปทำให้เราไม่รู้สึกว่าเราเก็บไว้คนเดียว
1. ความรู้สึกที่ได้จากเรื่องนี้
- ได้ลองอ่านเรื่อง กฏแห่งกระจก นี้แล้วทำให้คิดได้ในเรื่องการให้อภัยและแง่มุมในการตั้งแง่กับสิ่งที่กระทำและผลลัพธ์ย้อนกับที่เป็นความรู้สึกของตัวของเราเอง ถ้าใครที่คิดว่าการให้อภัยมันเป็นสิ่งที่ยากอยากให้ลองอ่านหนังสือเล่มนี้มากเผื่อที่จะได้คำตอบกับสิ่งที่คุณกำลังตามหาอยู่และจะได้คำตอบอันวิเศษจริงๆสำหรับหนังสือเล่มนี้
2. ข้อคิดที่ได้จากเรื่องที่อ่าน
- การให้อภัยกับเรื่องต่างๆ
- การมองโลกในแง่ดีบ้างกับเรื่องบางเรื่อง
- ได้วิธี การให้อภัย ได้อย่างถึงแก่น
- การที่มีปัญหาสามารถแก้ไขได้จากต้นเหตุ
ตอบ
รู้จักการให้อภัยโดยใช้วิธีง่ายจากตัวเราเองและแก้ไขปัญหาได้ง่ายถ้าลองดูจากสาเหตุที่เกิด
ตอบ - ได้การให้อภัย
- การแก้ไขปัญหา
- วิธีการแก้ไขปัญหาและการให้อภัย
และข้อคิดเกี่ยวกับการให้อภัยโดยมาจากตัวเราได้
ได้เรียนรู้การให้อภัยโดยมีวิธีที่ละเอียดอ่อนและเน้นแก้ไขปัญหาต่างๆจากตัวเองและต้นเหตุและได้รู้ประโยชน์ของสิ่งที่เรากระทำอยู่ได้
ได้ข้อคิด
.. เกี่ยวกับวิธีการระบายความโกรธ เกลียด โดยใช้วิธีอย่างละเอี่ยดอ่อนและเริ่มต้นที่ตัวเราด้วย
.. ได้ความรู้เกหี่ยวกับการให้อภัยว่ามันไม่ใช่เรื่องยากและเรื่องง่ายเลยที่เดียวอยู่กับตัวสาเหตุหรือตัวเราด้วยว่าเราจะมองในเรื่องนั้นในแง่มุมไหนถ้ามองในแง่มุมที่ดีก็ทำให้มันดีขึ้นแต่ถ้ามองในแง่มุมที่ไม่ดีหรือด้านลบผลลัพธืที่ได้ก็คงแย่ลง
ความรู้สึกจริงๆที่ได้อ่านบทความนี้
- รู้สึกการให้อภัยเป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีมันทำไม่ได้จริงๆ แต่เมื่อได้อ่านบทความนี้มีความรู้สึกว่าอยากลองทำตามดู เพราะคิดว่า คำว่าขอโทษ กับ ขอบคุณ เป็นสิ่งที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันลงตัวได้ดี และอาจจะทำให้หมดทุกข์ก็ได้ แถมยังได้บุญอีกด้วย ทุกข์เกิดจากตัวเรา จะหมดทุกข์ได้ก็ตัวเราเองนั่นแหละ
ข้อคิดที่ได้
- ได้รู้จักการให้อภัย และวิธีแก้ปัญหาให้กับตัวเอง
- ได้หมดความทุกข์ที่เกิดจากตัวเราสร้างมันขึ้นมาเอง
- อาจจะได้เจอแต่เหตุการณ์ดีๆ และเมื่อมีปัญหาก็สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเราเอง
1. ความรู้สึกที่ได้จากเรื่องนี้
หลังจากได้อ่านแล้วรู้สึกว่า เป็นความจริงที่คนเราควรที่จะมีการให้อภัยกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วทำได้ยาก เพราะถ้าเรารู้สึกเกลียดใครจริงๆ คงไม่คิดที่จะเสียเวลาที่จะพูดคำว่าขอบคุณหรือขอโทษกับคนๆนั้น
2.ข้อคิดที่ได้จากเรื่องที่อ่าน
-คนเราควรมีการให้อภัยซึ่งกันและกัน
-ได้รู้จักวิธีในการแก้ปัญหาและการให้อภัย
ข้อคิดที่ได้และความรู้สึกที่ได้อ่านบทความนี้ คือ
ได้รู้จักการให้อภัยกัน ได้รู้วิธีการแก้ปัญหา จะนำไปปฏิบัติตามเพราะเท่าที่อ่านดู เหมือนไม่ยากนัก และยังสามารถทำให้เรามองโลกในแง่ดีอีกด้วย บทความนี้เป็นกระจกสะท้อนตัวเองที่ดีเลย
ความรู้สึกที่ได้จากบทความนี้
1.ไม่อยากจะเชื่อเท่าไรว่าจะทำได้จริง แต่จะลองไปทำตามดู
2.ได้รู้ว่าเราทำอะไร ก็ได้อย่างนั้น
3.จะสุขจะทุกข์ก็อยู่ที่ตัวเอง
ข้อคิดที่ได้จากบทความนี้
1.ได้รู้จักการให้อภัยคน
2.ได้รู้วิธีแก้ปัญหา
ความรู้สึกที่ได้จากบทความนี้
1.มันอาจจะอยากไปนิดสำหรับการให้อภัยใครสักคนที่เราเกลียด แต่จะลองทำดูเพื่อที่เราจะได้หมดทุกข์
ข้อคิดที่ได้รับ
1.รู้จักการให้อภัยกัน
2.จะได้เป็นคนมองโลกในแง่ดี
3.รู้จักฝึกสมาธิและยับยั้งใจตัวเองเวลาโมโห
ความรู้สึกที่ได้รับ
- รู้สึกว่าอ่านเราทำให้เราเป็นคนรู้จักเหตุและผลในตัวเราเอง รู้จักวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ การให้อภัยกันเป็นสิ่งที่ดี และผมเชื่อว่าหลายๆ คนต้องทำได้ แล้วคุณจะพบกับความสุขที่แท้จริง
ข้อคิดที่ได้รับ
-รู้จักการให้อภัยกัน รู้จักการใช้เหตุและผลเป็นรากฐานในการดำเนินชิวิตอย่างมีความสุข รู้จักวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ
ความรู้สึกและข้อคิดที่ได้รับจากการอ่านบทความนี้
1.ทุกคนมีความผิดพลาดในชีวิต แม้แต่ตัวเราเองและตัวเราเองไม่ใช่หรือที่ต้องการการให้อภัยจากใครสักคนที่เรากระทำผิดต่อเขา เพราะฉะนั้นก่อนที่เราจะให้ใครให้อภัยเรา เราต้องลองที่จะให้อภัยเขาก่อน การให้อภัยเป็นสิ่งดี เมื่อมีการให้อภัยปัญหาก็จะจบลงได้ง่ายขึ้น
2.ได้รู้จักวิธีการแก้ปัญหา รู้จักการให้อภัยกันเข้าใจซึ่งกันและกัน
ความรู้สึกและข้อคิดทีได้จากบทความนี้
1.การรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ช่วยให้มนุษย์มองโลกในแง่ดี ไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้นบนโลก
2.เมื่อเรารู้จักให้อภัยแก่ผู้อื่น ผู้อื่นก็ย่อให้อภัยแก่เราเช่นกัน
3.ผู้ให้อภัยคือผู้ชนะ (ชนะใจตนเอง)
4.การให้อภัยถือเป็นการยกระดับจิตวิญญาณของมนุษย์ให้สูงขึ้น
ตรวจรอบที่ 1
ความรู้สึกที่ได้จากบทความนี้ ดิฉันได้อ่านบทความเรื่องกฏแห่งกระจกนี้แล้ว ทำให้ดิฉันคิดได้ว่าการที่เราให้อภัยใครสักคนทีเคยทำผิดกับเราอย่างร้ายแรง สิ่งที่เขากระทำและผลลัพธ์ย้อนกลับกลายเป็นความรู้สึกของตัวเราเอง และจากการที่อ่านรู้สึกว่าการให้อภัยมันเป็นสิ่งที่ดีและก็เป็นเรื่องง่ายแต่บางทีทำก็ทำไม่ได้แต่ก็จะลองพยายามทำดูเพื่อความสุขของตัวเราเองและหลุดพ้นจากความทุกข์ซะที
ข้อคิดที่ได้รับจากการอ่านเรื่องนี้
-ได้รู้จักการใช้เหตุผลเป็นรากฐานของการดำเนินชีวิต
-ได้รู้จักการให้อภัยกันเพราะมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
-ได้รู้จักการแก้ปัญหาต่างๆเพื่อให้เราใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างมีความสุข