“ถ้าคนไม่เข้าวัด ไม่มาทำบุญ คุณจะรับผิดชอบไหม”
ข้อความในหัวเรื่องเป็นคำพูดของ เจ้าคณะอำเภอรูปหนึ่ง ในอำเภอหนึ่ง ของจังหวัดหนึ่ง ในภาคอีสาน ที่เครือข่ายคนหนึ่ง เล่าให้ผมฟังทางโทรศัพท์ เมื่อไม่นานมานี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผลจากช่วงนี้ มีการรณรงค์ “วัด เป็นเขตห้ามดื่ม ห้ามขาย”ตามพระราชบัญญัติ ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมา
การถูกต่อว่าจากคนที่ดื่มเหล้า ว่า “การดื่มเหล้า” เป็นเรื่องของความรับผิดชอบส่วนบุคคล การห้ามโน่น ห้ามนี่ เป็น การจำกัดสิทธิ เสรีภาพ ของคน ถ้าเป็นคำพูดของ คนทั่วไป โดยเฉพาะฆราวาส ผมเองรับฟังได้ และพร้อมจะแลกเปลี่ยนเพื่อหาความจริงร่วมกัน แต่ทุกครั้งที่ผมได้ยิน การต่อว่า จากพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ในทำนองว่า “จะรับผิดชอบไหมถ้าไม่มีคนมาทำบุญ” “จะรับผิดชอบไหมถ้าโบสถ์สร้างไม่เสร็จ” ความรู้สึกแรกคือ “หดหู่” ครับ
เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยมีบอกว่าตัวเองจะเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาแห่งโลก “ศีลห้า” เป็นศีลในลำดับเบื้องต้นในพุทธศาสนาที่ศาสนิกชนพึงถือ แต่ “พระสงฆ์” ซึ่งหมายถึง สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ซึ่งฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วเลื่อมใส สละเรือนออกบวช ถือวัตร ปฏิบัติ ตาม พระธรรมวินัย ที่พระบรมศาสดา สั่งสอนและกำหนดไว้(http://th.wikipedia.org/wiki) และเป็นถึงระดับเจ้าคณะอำเภอ กลับ ยอมให้มีการกระทำผิดศีลเพื่อแลกกับ การที่คนมาทำบุญที่วัด แม้ท่านจะไม่ได้พูดตรงๆ แต่การที่พูดว่าคนไม่มาทำบุญ หมายถึงคนไม่เอา “เงิน” มาทำบุญใช่หรือไม่
เขียนอย่างนี้ ไม่รู้จะถูกกล่าวหาว่า เป็นพวกมารศาสนา พวกจ้องทำลายศาสนา หรือไม่ หรือ เป็นการเขียนที่รุนแรง เกินเลย ลบหลู่สถาบัน(ศาสนา) จนต้อง “ลบ” เรื่องนี้ทิ้ง ออกจาก gotoknow ก็น้อมรับเพื่อการเรียนรู้ ไปสู่ “ความรู้” ร่วมกันครับ
นายมาดี / 29 ก.ค. 51
สวัสดีครับ
เรื่องจริงสะท้อนปัญหาที่หมักหมม...เราควรต้องยอมรับ
เดี๋ยวนี้นักบวชเองก็หลากหลาย บางองค์ก็เพียงห่มผ้าเหลืองเท่านั้นเอง ไม่ใช้พระสุปฏิปันโน ที่แท้จริง...พบเห็นเยอะมากขึ้น
เราพิจารณาไปตามความจริงครับ...ดี ชั่ว อยู่ที่การกระทำ สิทธิที่เราจะบอกความจริง สิทธิที่เราจะเคารพนับถือ ทุกอย่างอยู่ภายใต้ข้อมูล การตัดสินใจ และความจริงครับ
ให้กำลังใจครับ