มีอยู่วันหนึ่งที่ไปตามอ่านบันทึก แล้วฉันได้พบกับข้อความในบันทึกของอาจารย์ธวัชชัยที่ทำให้ฉันกระจ่างชัดขึ้นในเป้าหมายความคาดหวัง ที่ทำให้ G2K ถือกำเนิดขึ้นมา
อาจารย์ธวัชชัยได้เขียนบันทึกบอกไว้ว่า “ที่จริงแล้วเจตจำนงในการดำเนินงาน GotoKnow คือต้องการส่งเสริมการค้นหาผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ได้โดยง่าย โดยเมื่อค้นหาด้วย Google คำใดก็ตามควรปรากฏบันทึกใน GotoKnow ซึ่งแสดงถึงผู้เขียนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือ "คุณกิจ" ในเรื่องนั้น นั่นคือเราพยายามใช้งานด้านดีของอินเทอร์เน็ต แต่อย่างไรก็ตามก็คงต้องพยายามปรับปรุงระบบเพื่อหลีกเลี่ยงด้านลบของอินเทอร์เน็ตด้วย”
หากเปรียบเทียบชีวิต G2K เหมือนชีวิตของคนๆหนึ่ง คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการกำเนิดมาของคนหนึ่งคนนั้นมาจากการมีพ่อและแม่ และเมื่อออกมาลืมตาดูโลกแล้วจะอยู่ต่ออย่างมีชีวิตที่มีวิวัฒน์ได้ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญ G2K จึงเสมือนบุตรที่อาจารย์ 2 ท่านได้ให้กำเนิดมา และเป็นผู้หนุนส่งให้มีชีวิตที่วิวัฒน์ขึ้น โดยได้ให้ความกรุณาแบ่งปันให้ผู้อื่นเข้ามาช่วยกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดู ฉันจึงได้เห็นว่า G2K มีชีวิตที่วิวัฒน์ขึ้นเรื่อยๆ

ฉันได้ไปตามอ่านบทความของคุณเรือรบนายทหารเรือหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งมีน้องชายเป็นหมอจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย บันทึกนี้อยู่ที่เว็บของวงน้ำชาค่ะ บทความของเขาที่ว่าเป็นบทบันทึกประสบการณ์ 10 วันที่ได้ใช้ชีวิตเรียนรู้โลกภายในตน เขาเล่าว่า มีวันหนึ่งเขามีโอกาสไปร่วมเป็นกระบวนกรในหลักสูตร “โรงเรียนพ่อแม่” โดยผู้คนที่เขาพบปะวันนั้นเป็นพ่อแม่หลากหลายอาชีพที่สนใจพาตัวเองมาเข้าอบรม
คุณเรือรบเขาเล่าถึงประโยคหนึ่งที่กล่าวในวันนั้นว่า เมื่อมันถูกกล่าวออกมาพ่อแม่ที่มาในวันนั้นก็ได้สะท้อนคิด และมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น เมื่อได้มาพบปะกันใหม่แม้ชั่วข้ามคืน
คำพูดนี้จึงมีความน่าสนใจสำหรับคนเป็นพ่อแม่ อ่านแล้วฉันจึงหยิบคำดังกล่าวมาฝากคนเป็นพ่อแม่ทั้งหลายที่ผ่านมาแวะเยี่ยมกรายเพื่ออ่านบันทึกของฉันค่ะ ขอร้องให้รับของฝากนี้ติดตัวกลับไปกับท่านด้วยนะค่ะ ฉันว่ามันช่วยให้ท่านมีโอกาสได้ “คุย” กับตัวเองเกี่ยวกับความเป็นพ่อแม่ค่ะ รับ“คำ” เอาไปแล้ว “คุย” กับตัวเองนะค่ะเพื่อว่าเมื่อคำตอบของท่านออกมา ท่านจะได้ค้นพบอะไรในตัวเอง ท่านจะได้เรียนรู้และรู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น อย่างพ่อแม่ในกลุ่มที่คุณเรือรบเอ่ยถึง

ถ้าลองผูกโยงการค้นหาผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆอย่างที่อาจารย์ธวัชชัยกล่าวไว้ มันก็เกิดมีคำถามขึ้นว่า หากจะให้ฉันบอกว่า ใครคือผู้เชี่ยวชาญในสาขา “ชีวิตวิวัฒน์หมุนเวียน” เมื่อชี้ตัวไปแล้ว จะมีใครไหมที่กล้ารับว่า ใช่แล้วฉันเอง ผมเอง แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ใครๆจะเชื่อฉันไหมว่าผู้ที่ฉันรับรองมีความเชี่ยวชาญสาขานี้นะค่ะ แล้วท่านคิดว่าใครกันที่จะเป็นผู้ให้การรับรองกับความเชี่ยวชาญสาขานี้ได้กันละนี่
ในบันทึกก่อนหน้า ฉันได้บันทึกเอาไว้เกี่ยวกับปัญญาที่ผู้รู้ 2 ท่านกรุณาถ่ายทอดไว้ให้ ในเรื่องการสอบไล่ให้คะแนนแก่ชีวิตและการละ การทิ้งความอยาก เป็นการบันทึกเอาไว้เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้สิ่งที่ควรฝึกใคร่ครวญและไตร่ตรองการครองตน ในเรื่องของการครองตน ฉันมีประเด็นแนะนำการฝึกใคร่ครวญ ไตร่ตรอง เพื่อให้ชีวิตของท่านที่เป็นพ่อแม่มีความวิวัฒน์ขึ้น ดังนี้ค่ะ
เมื่อท่านได้ยินคำถาม ให้ท่านฝึกสังเกตตัวเอง ถามตัวเองว่าท่านรู้สึกอย่างไรในขณะนั้นๆ รับรู้ว่าตัวท่านมีอาการทางกายภาพ ทางอารมณ์อย่างไรในขณะนั้นๆ ด้วยว่าอาการนั้นๆ คือสัญญาณที่ตัวท่านกำลังส่งถึงตัวท่านเอง ท่านจะรับรู้ได้มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าท่านรู้จักที่จะรับสัญญาณนั้นหรือเปล่านะค่ะ แล้วก็ต่อๆไปให้ท่านตั้งคำถามกับตัวเองบ้างเวลาที่ท่านรู้สึกตัวขึ้นมาว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่นะค่ะ

ขอกลับมาที่ของฝากกันเลยนะค่ะตอนนี้ คำนั้นกล่าวอย่างนี้ค่ะ“คุณพ่อคุณแม่ในที่นี่สงสัยมั้ยครับว่า วิธีการเลี้ยงลูกที่ผ่านมานั้นเราคงต้องล้มกระดาน เราล้มเหลวอย่างมากในการเป็นพ่อ แม่ การศึกษาที่โรงเรียนให้ลูกก็ล้มเหลว การสื่อสารในบ้านก็ล้มเหลว เด็กๆไม่ได้เติบโตตามวัย พวกเขาแคระแกร็นทางปัญญา พวกที่เรียนเก่งก็อาจไม่มีความสุข เป็นคนก้าวร้าวรุนแรง ต้องเล่นเกมแข่งขันเพื่อเป็นที่หนึ่งตลอดชีวิต พวกที่เรียนไม่เก่งก็ขาดความเชื่อมั่น เก็บกด ต่อต้านสังคม ชอบอยู่คนเดียว หันไปเอาดีทาง ติดเกม ติดทีวี ติดอบายมุขต่างๆ เด็กเหล่านี้ก็แคระแกร็นทางปัญญาอารมณ์เช่นกัน นั่นเป็นเพราะอะไร เรายอมรับได้ไหม ว่าที่ผ่านมาเราล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”
อ่านกันแล้วไตร่ตรอง และคุยกับตัวเองดูนะค่ะ ว่าเราได้รับรู้สัญญาณอะไรขึ้นมาใหม่บ้างที่ตัวตนภายในของเราส่งข่าวบอกมาเกี่ยวกับฝีมือการเลี้ยงลูกของเรา เกี่ยวกับตัวเรา ที่ทำให้เรารู้จักตัวเราดีขึ้น ในการเรียนรู้นี้ ขอท่านเก็บเกี่ยวเรียนรู้ความรู้สึกสดๆในระหว่างมีอารมณ์ มีความรู้สึกในขณะนั้นๆนะค่ะ
ผมให้กำลังใจลูกในการเรียน ให้เกียรติในตัวเขาเสมอ ลูกสาวตอนอยู่ ม.ปลาย เกรด ม.๕ ตกกว่า ม.๔ มาก นั่งน้ำตาเล็ดในรถ ผมถามว่าร้องไห้ทำไม เขาบอกว่าเกรดตก ผมถาม ว่าพ่อว่าลูกสักคำหรือยัง พ่อรู้เพราะพ่อก็เรียน ม.ศ.๕ มาก่อนว่ามันยากกว่า ม.๔ อยู่แล้ว สำคัญที่ลูกอ่านหนังสือเต็มที่หรือยัง แป๊บเดียวพอถึงบ้านมันก็อารมณ์ดีเหมือนเดิม
ไอ้เจ้าลูกชาย กลับจากเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกาอยากต่อ ม.๖ ไม่อยากซ้ำชั้น ม.๕ เพราะไม่ทันเพื่อน ไปดูหลักเกณฑ์แล้วสามารถผ่านไปเรียน ม.๖ ได้ แต่ทางโรงเรียนไม่รู้ว่ามีระเบียบกระทรวงศึกษาให้ผ่านได้ ไปต่อสู้จนได้มา แต่วิชาฟิสิกส์ไม่แน่น พอเรียนวิศวะ ก็มีปัญหา มีหนังสือแจ้งว่าบุตรของท่านอยู่ในภาวะวิกฤต ผมหัวเราะ ให้กำลังใจเขา ถามเขาว่าสู้ไหวไหม เขาบอกว่าไหว อยู่ปี ๔ ก็มีหนังสือมาอีก ถามว่าไหวไหม เขาบอกว่าไหว เขาก็ไปห่วิธี ลงทะเบียนเรียนวิชาง่ายๆก่อน แก้ปัญหาไปเรื่อยจนกระทั่งจบด้วยวิชาถ่ายรูปและว่ายน้ำ อิอิ
พ่อแม่ต้องช่วยประคับประคอง พ่อแม่ต้องมี EQ ด้วย ต้องเข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่น ต้องเข้าในสังคม ต้อง ฯลฯ เหนื่อยเหมือนกันนะเป็นพ่อเป็นแม่เนี่ย วัยรุ่นทั้งหลายที่เกิดผ่านมาอ่านที่นี่ คิดจะมีเพศสัมพันธ์กัน คิดหรือยังว่าพร้อมที่จะเป็นพ่อแม่ที่ดีหรือเปล่า แต่ถ้าคิดมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่ยังเรียนหนังสืออยู่ ก็บอกได้เลยว่าเธอยังไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อคนแม่คนหรอก เพราะตัวเธอเองก็ยังเอาตัวไม่รอดเลย...อิอิ