ครูวิลาศ มณีวัต ผู้มีปัญญาคนหนึ่ง ได้ถ่ายทอดวิชาผ่านอักขระในหนังสือ “ขอให้มีความสุขง่ายๆ ชีวิตสบายๆ สายลม แสงแดด” ตอน “การสอบไล่ให้คะแนนกับชีวิต”
อักขระบันทึกว่าคะแนนชีวิตมิใช่จำนวนปฏิทินถึงวันเดือนปีที่นับอายุ ด้วยว่าชีวิตนั้นมีการเวียนว่าย ชีวิตมีความงอกงามเจริญเติบโตขึ้น คะแนนชีวิตนั้นนับที่ชีวิตที่ได้เติบโตงอกงามวิวัฒน์สูงขึ้นไปกี่มากน้อย คนที่เกิดมามีคะแนนชีวิตที่สูง คือ ผู้ที่ได้ขัดเกลาชีวิตของตนให้ผ่องใสขึ้นทำให้ชีวิตของตนมีการวิวัฒน์หมุนเวียน
อ่านมันแล้วตรงใจและเตือนใจดีจัง ถ้านำมาใช้เป็นหางเสือนำทาง เพื่อนำชีวิตให้มันหมุนเวียนสูงขึ้นทีละขั้น จนถึงสถานีปลายทางอันเบิกบานสุขสงบของทุกๆชีวิต การบรรลุสัจธรรมก็ไม่ใช่เรื่องยาก
สิ่งที่ควรตริตรอง ใคร่ครวญและเรียนรู้ คือ การขัดเกลาชีวิตให้ผ่องใสขึ้นเพื่อทำให้ชีวิตมีวิวัฒน์หมุนเวียนทำได้อย่างไรบ้าง

พระคุณท่านสุญญตา ได้กรุณาสอนสั่ง ผ่านอนุทินของท่านลำดับ 14694 ว่า
ขึ้นชื่อว่าความอยากนั้น "อยากดีก็ยุ่ง อยากไม่ดีก็ยิ่งยุ่ง"
มีอะไร ทำอะไร ได้อะไร ก็มี ก็ทำ ก็ได้ไปเถิด
ครั้นไม่มี ไม่ทำ ไม่ได้อะไร ก็ไม่มี ไม่ทำ และไม่ได้ไปเถิด
แต่ถ้าต้องทำ ต้องมี ต้องได้ เพราะเหตุด้วยประโยชน์ส่วนรวม ก็จงทำ จงมี และจงได้ ไปตามที่ควรจะมี ควรจะทำ ควรจะได้ ทำไป มีอะไร ได้ไป โดยให้ไร้ซึ่งความอยากเสีย
ทำอย่างไร้ความอยากโดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม คือ การเสียสละ การทำเพื่อให้ มีอะไรทำก็ทำไป มีไป ได้ไป เสียสละไป ทำ มี ได้อย่างนี้ไซร้ละสลัดทิ้งเสียได้ซึ่ง "ความอยาก"

สำหรับการทำงานทุกวัน ฉันเห็นคนหลายคนมุ่งทำงานให้เกิดผลที่ดีที่สุดขององค์กร ลืมตัวลืมตนทำจนไม่ได้คิดว่ากายตัวเองจะป่วย ทำจนเกิดปัญหาความไม่สบายของใจและของอารมณ์ทั้งส่วนของตนและของคนอื่น ทำจนมันเกิดการกระทบกระทั่งความรู้สึกต่อกัน อย่างนี้กระมังที่เกิดขึ้นมาตามคำสอนพระคุณท่านสุญญตาได้กล่าว “อยากดีก็ยุ่ง อยากไม่ดีก็ยุ่ง”
การทำอย่างนี้มันเป็นวิธีขัดเกลาชีวิตให้ผ่องใสขึ้นใช่หรือไม่หนอ ให้กลับไปอ่านคำสั่งสอนของท่านอีกครั้ง แล้วจะพบว่าคำท่านซ่อนความหมายที่ลึกไว้ที่คำ “ความอยาก” นี้ค่ะ
ท่านเตือนไว้ว่า การขัดเกลาชีวิตให้ผ่องใสขึ้น ให้ละ สลัดทิ้งเสีย ซึ่งเจ้า “ความอยาก”แม้ว่าการทำงานนั้นดำเนินไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ความอยากที่ให้ละ คือ ความอยากส่วนตน วิธีละวางสลัดทิ้งมันให้ได้ ให้ทำอย่างนี้ค่ะ “ให้ทำเพื่อให้ มีอะไรก็ทำไป มีไป ได้ไป เพื่อให้” ค่ะ
เรียนรู้แล้วนึกถึง น้องสิงห์ป่าสักอีกแล้ว ความเห็นของน้องที่เคยกล่าวว่า “มีให้ ก็มีรับ” นำมาคล้องจองรวมกันตรงนี้ ฉันว่า ฉันได้ความเข้าใจคำใหม่ไว้ใช้เตือนตน รวมความแล้วได้ความเข้าใจอย่างนี้
“ถ้าอยากจะได้อะไรกับตัว ก็ให้ทำเพื่อให้สิ่งนั้นกับคนอื่น แล้วตัวเองก็จะได้รับสิ่งที่ให้ไปนั้นด้วย”
“ถ้าจะทำประโยชน์อะไรให้ส่วนรวม ให้วางความอยากของเราไว้แล้วลงมือทำเพื่อให้ส่วนรวมได้รับ มีอะไรก็ทำไป ทำไปเพื่อให้ แล้วเราก็จะได้ชีวิตที่วิวัฒน์สูงขึ้นกลับมาให้กับตัวเอง” อันเป็นการเพิ่มคะแนนชีวิตที่ดีให้กับตัวเรา ไม่จำเป็นที่ใครจะต้องรู้ ตัวเรารู้อยู่แก่ใจก็พอ

ขอเอามาฝากบุคคลหลายคนที่ได้มุ่งทำงานให้องค์กรได้ผลงาน หากท่านนั้นเกิดได้พบเรื่องลบกับตัวท่าน ขอท่านไตร่ตรองและใคร่ครวญดูว่า ที่ท่านทำไป ท่านทำเพื่อให้ โดยแขวนความอยากไว้แล้วหรือยัง ถ้าท่านพบว่าท่านยังคงถือหรือกำความอยากไว้ ขอท่านจงวางหรือละมันซะเถอะ เพื่อท่านจะได้รับคืนภาวะด้านบวกต่อตัวท่านกลับมาในขณะที่ท่านทำงานให้องค์กร
นี้คือ การก้าวย่างเดินนอกพื้นที่ไข่แดงอีกรูปแบบหนึ่ง ด้วยการละวางความอยากหรือแขวนไว้ เป็นสิ่งที่ต้องฝืนตัวตนเดิม การแขวนความอยากก่อนลงมือทำก็เพื่อการจะได้ลิ้มรสเรียนรู้ว่าความเบิกบานที่แท้ นั้นเป็นอย่างไร
ฝึกกันนะค่ะ เพื่อที่จะได้มีชีวิตวิวัฒน์หมุนเวียนสูงขึ้นไปๆ และได้พบกับสัจธรรมสูงสุดของชีวิตที่เป็นความพอดี พอเพียงของตัวท่านเอง ฝึกกันเพื่อช่วยให้โลกแห่งนี้ มีความรื่นรมย์และให้ความสุข ฝึกกันเพื่อร่วมสร้างสังคมที่ตัวตนได้อาศัยอยู่เป็นสังคมที่มีสุขภาวะอย่างพอดี พอเพียงสำหรับทุกคน

หมายเหตุ รูปถ่ายงามๆ น่ารักที่นำมาประกอบ ได้จากเว็บไซด์ต่างๆค่ะ ขอขอบคุณผู้เป็นเจ้าของไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
สวัสดีค่ะ อาจารย์
สวัสดีค่ะ อาจารย์
สวัสดีค่ะพี่หมอเจ๊
อ่านแล้วได้ประโยชน์และอิ่มใจ...เรื่องง่าย ๆ ที่มองผ่านประสบการณ์ของผู้ใคร่ครวญ ครุ่นคิด มีคุณค่ามหาศาล..บันทึกนี้ของพี่หมอเจ๊ จึงเป็นรูปธรรมของประโยคที่ว่า...
“ถ้าอยากจะได้อะไรกับตัว ก็ให้ทำเพื่อให้สิ่งนั้นกับคนอื่น แล้วตัวเองก็จะได้รับสิ่งที่ให้ไปนั้นด้วย”
ทุกวันนี้เราไม่อาจปฏิเสธว่า เราทำสิ่งใดก็มักอยากทำให้ดีที่สุด ... ซึ่งมองให้ชัดเจนอีกทีก็คือการติด...ความอยาก ดังที่ท่านสุญญตาได้กรุณาให้สติไว้
ขออนุญาตเล่าถึง...หลายคนที่ได้พบเห็นซึ่งใช้ชีวิตตามความอยาก ตามแต่กิเลสพัดพาไป ... เสียดายที่หลายคนเป็นผู้มีการศึกษาสูง สถานภาพทางสังคมเป็นที่ยอมรับ แต่หมกมุ่นอยู่กับความสุขส่วนตัว ไม่เคยมอง ใส่ใจที่จะให้..แก่ผู้อื่นหรือสังคมโลก....จึงน่าเสียดายที่เขาเพียงใช้บุญเก่าที่เคยสะสมมา....
ชีวิตในภพนี้ก็ไม่ได้...วิวัฒน์...ขึ้นเลย
คนไม่มีรากจะพยายามทำงานและดำเนินชีวิตโดยใคร่ครวญ ครุ่นคิด และลดละ ความอยาก ให้น้อยที่สุดค่ะ เพราะอยากให้ชีวิตตัวเอง...วิวัฒน์ขึ้น
ขอบคุณข้อคิดดี ๆ ค่ะ...^_^...
อนุญาต ด้วยถือเป็นเกียรติอย่างสูงเลยค่ะ
นี่ค่ะ หลักฐานยืนยัน
อิอิ
สวัสดีครับคุณหมอคนสวย
ตอนนี้ผมอาการดีขึ้นมากแล้วครับ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ
ผมว่า เราต้องเป็นคนทำงานครับ แต่ต้องไม่เป็นคนที่ถูกงานใช้ให้ทำครับ
ขอบคุณครับ
ก็ไอ้เพราะความอยากนี่แหละจึงวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด อยากได้โน่น อยากได้นี่ อยากให้ชาวบ้านได้รับความเป็นธรรม อยากให้งานมันเนี๊ยบ อยากให้สำนักงานดูดี อยากให้อัยการเป็นคนที่ชาวบ้านเคารพศรัทธาด้วยความจริงใจ อยาก....จนทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ สมัยหนุ่มๆก็ไม่เป็นไร ว่าความวันละ ๕-๖ เรื่องสบาย ไม่ต้องเปิดสำนวนก็จำได้ว่าแต่ละเรื่องมันเป็นยังไง เป็นอัยการจังหวัดได้ปีเดียว ความดันโลหิตสูงมาเยี่ยม พอปีที่สองเจ้าเบาหวานก็มาหา เลยหันกลับมาดูแลตัวเองจนควบคุมทั้งสองอย่างไม่ให้ออกมาอ้อร้อ อิอิ
แล้ววันหนึ่งชีวิตมันก็สอนความพอดีให้กับเรา ให้รู้จักปล่อยวาง ให้รู้จักความสงบทางจิตใจ รู้ว่าสิ่งที่เราทำมาตลอดในการเป็นผู้ให้นั้นมันถูกทาง รู้จักวิธีทำงานไม่ให้เครียด ชีวิตเป็นสุขมากขึ้น
อ่านบทความพี่หมอเจ๊แล้ว สบายใจครับ
“ถ้าอยากจะได้อะไรกับตัว ก็ให้ทำเพื่อให้สิ่งนั้นกับคนอื่น แล้วตัวเองก็จะได้รับสิ่งที่ให้ไปนั้นด้วย”
“ถ้าจะทำประโยชน์อะไรให้ส่วนรวม ให้วางความอยากของเราไว้แล้วลงมือทำเพื่อให้ส่วนรวมได้รับ มีอะไรก็ทำไป ทำไปเพื่อให้ แล้วเราก็จะได้ชีวิตที่วิวัฒน์สูงขึ้นกลับมาให้กับตัวเอง” อันเป็นการเพิ่มคะแนนชีวิตที่ดีให้กับตัวเรา ไม่จำเป็นที่ใครจะต้องรู้ ตัวเรารู้อยู่แก่ใจก็พอ