หมอกุเกิดที่จังหวัดจันทบุรี แต่ย้ายมาลงหลักปักฐานที่ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง
บิดาของท่านเป็นซินแสมาจากเมืองจีน เดินทางเข้ามาตั้งรกรากในเมืองไทยและใช้ความรู้ด้านสมุนไพรและการรักษาโรคที่ติดตัวมารักษาคนเจ็บไข้ได้ป่วยโดยไม่คิดมูลค่า คุณดำรงศักดิ์นั้นมีความภูมิใจที่บิดาของท่านได้รับความเคารพยกย่องจากผู้คนในความใจบุญและความสามารถในการรักษาโรค ทว่าซินแสบิดาของท่านได้เสียชีวิตลงตั้งแต่ท่านมีอายุได้เพียงสามขวบเท่านั้น ซึ่งอายุยังน้อยเกินไปไม่ทันที่ที่จะได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จากบิดา
แต่ความภูมิใจ ความประทับใจได้เป็นแรงบันดาลใจให้ท่านตั้งปณิธานว่าจะเป็นหมอรักษาคนตามบิดา ท่านจึงหมั่นหาศึกษาความรู้ด้านสมุนไพรเรื่อยมาและเมื่อเป็นหนุ่มก็ออกติดตามหาลูกศิษย์ของบิดาเพื่อขอความรู้และตำรับยาสมุนไพรมาใช้ โดยเรียนรู้ไป สังเกตไป ทดลองไปและจดบันทึกไว้
การที่ท่านย้ายมาอยู่ที่อำเภอวังจันทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่า มีงูพิษร้ายแรงชุกชุม ทำให้ท่านมีโอกาสใช้สมุนไพรช่วยเหลือคนเป็นจำนวนมาก จนคนเริ่มเรียกติดปากว่า “หมอกุ” ท่านมีความเชี่ยวชาญในการรักษาพิษงู มีผู้รอดชีวิตจากพิษงูด้วยการรักษาของท่านราว ๔๐๐ ราย ท่านค้นคว้า ทดลอง จนพบสมุนไพรที่รักษาพิษงูได้ผลดีถึง ๒๐ ชนิด จากสมุนไพร ๒๐๐ ชนิดที่ท่านศึกษาได้รับความรู้มาจากบบรรพบุรุษ ครูบาอาจารย์หมอพื้นบ้านท่านอื่นๆอีกมากมาย เป็นที่ยอมรับของกระทรวงสาธารณสุข และ สถาบันการแพทย์แผนไทย
กว่าจะมาถึงวันนี้ “หมอกุ” ได้ตกผลึกทางปัญญาในการเป็นหมอสมุนไพร ผนวกกับการที่ได้รับการอบรมด้านการแพทย์พื้นบ้านจากโรงพยาบาลวังจันทร์ จึงเกิดแนวคิดในการรวมตัวกับหมอพื้นบ้านในพื้นที่เพื่อช่วยชาวบ้านและให้ผู้คนในพื้นที่พึ่งพาตนเองได้ จัดตั้งโรงพยาบาลชาวบ้านในนาม “ศูนย์สมุนไพรและการแพทย์พื้นบ้านระดับอำเภอวังจันทร์” และต่อมายังเปิดบ้านในพื้นที่ร้อยกว่าไร่เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสมุนไพรและเกษตรอินทรีย์ โดยรวบรวมพืชสมุนไพรไว้กว่า ๖๐๐ ชนิดทีเดียว ท่านตั้งชื่อบ้านว่า “บ้านสมุนไพรไท” หมายถึง การใช้สมุนไพรแล้วสามารถทำให้ชีวิตมีอิสระ พึ่งตนเองได้
จะเห็นว่า “หมอกุ” เป็นคนที่ไม่หยุดนิ่ง และมีความคิดที่จะสร้างประโยชน์ให้สังคมมาโดยตลอด ท่านได้ฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตเป็นระยะเวลาไม่น้อย
“...ครั้งแรกที่ดินยังดีอยู่ ยังงามอยู่ เราก็หลงไปกับกระแสที่ผลิตอะไรให้เกิดความร่ำรวย ก็ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่นอ้อย มันสำปะหลัง พอปลูกๆไปแล้วดินไม่ค่อยดีก็ซื้อยามาฆ่าวัชพืช ซื้อปุ๋ยมาใส่ดิน ก็เกิดปัญหา คือนานๆเข้าดินก็เสียหมด แล้วยังเจอปัญหาเรื่องนายทุน ทุนนิยม เรา(เกษตรกร)พากันต่อสู้เรียกร้องเรื่องราคาอ้อย ราคามัน เดินขบวนเรียกร้องกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเขาก็ไม่เชื่อเรา เขาเชื่อโรงงานมากกว่า
ปี ๒๕๒๘ เราเจอปัญหาทุน ปัญหาหนี้สิน จากไม่เคยเป็นหนี้เลย ก็ต้องไปกู้ ธกส.ทุกระบบ พี่น้องทุกคนต้องกู้หมด ตอนนี้อยู่รวมกัน ๒๐ กว่าคน เช้ามาแก้ไขปัญหาด้วยกัน จนในที่สุด ผมบอกไม่กู้เงินแล้ว ยอมแพ้ทุกอย่าง ของ(ปลูกส่ง)เข้าโรงงานไม่เอาแล้ว บอกครอบครัวว่า ณ วันนี้เราจะไม่ปลูกของเข้าโรงงานแล้วแม้แต่ชนิดเดียว
หลังการเปลี่ยนแปลงก็มาทำไร่นาสวนผสม ทำเพื่อกิน เพื่ออยู่ อยากกินอะไรก็ปลูกอันนั้น ขายได้เงินมาก็พัฒนาหล่อเลี้ยงครอบครัว เป็นหนี้อยู่ ๔ ล้านพอ พักไว้ก่อน ก็ขายสิบล้อเพื่อใช้หนี้ ช่วยกันใช้หนี้จนหมด และมาอยู่แบบการพึ่งพาตัวเอง โดยการปลูกผัก ทำสวนผลไม้ ทำนาข้าว ปลูกสมุนไพร เพื่อกินใช้เองและขายด้วย....”
“หมอกุ”และครอบครัวใหญ่ร่วม ๒๐ ชีวิตของท่านร่วมกันต่อสู้เพื่อปากท้อง ใช้หนี้ และสร้างตัวอย่างมีความอดทน และ มีแผนกลยุทธ์ในการหาเงิน จากผืนดิน ๑๗๐ ไร่ที่มีอยู่ โดยแบ่งทำนา ๒๐ ไร่ ปลูกผักหมุนเวียน ๒๐ ไร่ ไม้ผลกับสมุนไพร ๑๐๐ กว่าไร่ แหล่งน้ำ ๑๐ ไร่ ท่านเล่าต่อว่า
“การปลูกผักผลไม้ เราก็นำไปขายตามตลาดนัด แล้วยังวางแผนในการปลูกผัก โดยจับจุดได้ว่า เดือนเมษายน คนส่วนใหญ่จะไปเที่ยว เราจะอยู่ ไม่เที่ยว ทำงานตอนเดือนเมษายนช่วงวันสงกรานต์ตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ เป็นต้นมา จนสามารถปลดหนี้ได้ ในเดือนเมษายนนี่มีกำลังเท่าไหร่ก็ทุ่มให้หมด เตรียมการวางแผน ปลูก ไปขาย คนไปเที่ยวกลับมาไม่มีของกิน ก็ต้องกินของเราที่เข้าตลาดขาย นี่คือการวางแผนที่ได้ผลมากๆ ปีหนึ่งๆได้ถึงสามสี่แสนบาท พอขายได้เงินมาใครจะไปเที่ยวก็ไป....
แต่พอทำไปทำมาก็ได้ความรู้เรื่องของสารพิษตกค้าง กินไม่ได้ กินแล้วป่วยและตายได้ ไม่ใช่ช่วยคน ทำให้ต้องตระหนักว่าการรักษาผู้ป่วยของเราไปแก้ปัญหาเหมือนแก้ที่ปลายเหตุ คือ คนป่วยแล้วไปรักษา มันไม่ใช่แล้ว ถ้าเราผลิตอาหารที่ไม่มีพิษให้เขากิน กินเพื่อสุขภาพ จะป้องกันโรคได้ระดับหนึ่งแล้ว และโลกปัจจุบันเขาคิดสนใจกันมากเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเรากินอาหารดี และปลูกสมุนไพรเพิ่มขึ้นมา(เพื่อใช้ในการเกษตร) มีการพัฒนาเรื่องสูตร ลองผิด ลองถูก แล้วมาเจออาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร และ คุณอำนาจ หมายยอดกลาง ที่วังน้ำเขียว ได้ความรู้เรื่องการทำน้ำหมัก ...
มีการวางแผนการปลูก(พืชในที่ของตน)ว่าจะใช้ปุ๋ยหมักและสมุนไพรไล่แมลง...”
จากการที่ท่านมีความรู้เรื่องสมุนไพรกว้างขวาง และสมุนไพรที่ท่านปลูกก็มีหลากหลาย(กว่า ๖๐๐ ชนิด) ท่านจึงตั้งโจทย์ว่า
“...จะเอาธรรมชาติมาสู่ธรรมชาติได้อย่างไร แมลงนั้นชอบ ไม่ชอบอะไร ก็ตั้งไว้ ๕ รส รสเปรี้ยว หวาน ฝาด ขม หอมระเหย ลองจนพบว่า กลิ่นหอมระเหยแมลงจะเมา รสเปรี้ยวแมลงปีกแข็งจะแสบร้อน รสฝาดช่วยรักษาโรคราในพืช รสขมช่วยต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ผมมีการปรับใช้....”
นี่จึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ที่ท่านทั้งทำไว้ใช้เอง และผลิตขาย มีหลากหลายสูตรมาก ไม่ใช่มีแค่สูตรสะเดา-ตะไคร้หอม ที่เราได้ยินกันคุ้นหู
หมอกุบอกว่า อีกจุดเด่นในการใช้ความรู้ด้านสมุนไพรของท่าน คือ “เลียนแบบป่า” โดยการปลูกพืชทุกอย่างผสมผสานกัน เวลาเข้าไปในพื้นที่ของท่านจะเห็นว่า มีนาข้าว มีตะไคร้หอมเป็นกอๆปลูกแซมข้าวอยู่ มีพืชสมุนไพรปลูกอยู่ใต้ต้นไม้ต่างๆหลากหลายไปหมด
หมอกุสังเกตว่าสมุนไพรอะไรที่แมลงไม่ชอบ และมันจะออกดอก ผลิใบส่งกลิ่นตอนไหนเพื่อล่อให้แมลงหลงผิดไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นอะไร เวลาแมลงจะเข้ามากินพืชที่ปลูกไว้ มันก็จะสับสน หลงกลิ่นหาพืชหลักที่ปลูกไม่เจอ
ทั้งการปลูกพืชหลากหลายสลับกันไป “เลียนแบบป่า” และ “การเปลี่ยนกลิ่นพืชด้วยสมุนไพร” เพื่อให้แมลงสับสน เป็นวิธีการที่ใช้ได้ผลจริงที่ครอบครัวท่านทำเกษตรอินทรีย์ ไม่เกิดปัญหาที่เกษตรกรแนวสารเคมีส่วนใหญ่กังขา คือ “...หากฉันไม่ใช้เคมี ไม่ใช้ยา มาใช้สมุนไพร แปลงข้างๆที่เขายังใช้เคมีอยู่ แมลงไม่ไปกินพืชของเขา มันก็พากันมากินของฉันน่ะซี...” นี่คือความคิด ความเชื่อว่า ต้องสารเคมีเท่านั้นจึงจะแรงพอที่จะฆ่าและไล่แมลงได้
“ทำอย่างนี้ก็แก้ปัญหาความยากจน ปัญหาทางจิตใจ ...ปลดหนี้ได้ แก้ปัญหาการเจ็บป่วยด้วยการทำของไม่มีพิษ ไม่ต้องรอให้ป่วย แต่กินป้องกันก่อน ถ้าทำแนวป้องกันนี้ได้มากๆ คนไทยก็เลิกป่วย ผมก็แนะนำให้คนกินสมุนไพร กินใบไม้สีเขียวมากๆเพื่อป้องกันโรค สิ่งแวดล้อมไม่ถูกทำลาย แมลงที่ดีมีมากกว่าแมลงที่กินพืช เราสามารถป้องกันแมลงได้...
ถ้าคุณอยากให้ดินดี คุณอย่าไปฆ่าพระแม่ธรณี อย่าใส่สารเคมี ถ้าอยากให้ต้นไม้งามคุณก็อย่าไปฆ่าหญ้า เพราะหญ้าเป็นอินทรียวัตถุที่มีประโยชน์ต่อต้นไม้ ในนาข้าเราก็จะเอาหญ้าหมักเข้าไปหมกรากเป็นปุ๋ยหญ้า ถ้าอยากให้ต้นไม้งาม ก็เก็บต้นไม้ไปปกคลุมแม่ธรณีที่โคนต้นไม้ อย่าฆ่าแมลง
ให้ใช้เทคนิคเปลี่ยนกลิ่นต้นพืช ใช้สมุนไพรที่มี ๕ รส เปลี่ยนกลิ่นไปมา และ สร้างระบบนิเวศน์ให้แมลงอยู่ แมลงดีจะอยู่ ตัวไม่ดีจะถูกกิน ตัวไหนจะกินต้นพืช ก็เอากลิ่นเหม็นไปพ่นใส่ต้นพืช เปลี่ยนกลิ่นต้นพืชนั้น เช่นใช้ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดไปพ่นใส่ เปลี่ยนกลิ่นพืชทุกอาทิตย์
ครอบครัวเราก็ปลูกผักหมุนเวียนขายด้วย ผักที่ปลูก ๒๐ ไร่ หมุนเวียนปีหนึ่งได้เป็นล้าน ปลูกป่าด้วยเพื่อตัดไม้มาทำบ้าน และปลูกสมุนไพรเป็นทั้งแหล่งอาหารและยา ทำอย่างนี้ ค้นพบสองเรื่องคือ คนไม่ป่วย และไม่เป็นหนี้ อยู่แบบวิถีไทย พึ่งพากันได้ ได้เอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บป่วย
จากเศรษฐกิจในครอบครัวที่ย่ำแย่ ตอนนี้สู่ความมั่งคั่งแบบเศรษฐกิจพอเพียง ไม่มีจน ความสามัคคีในครอบครัวนั้นสำคัญ ฐานครอบครัวต้องแน่นก่อน จึงจะส่งเสริมสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ได้ และคิดในอนาคตว่าเราจะอยู่กันอย่างไร ไม่ต้องหลงเทคโนโลยีอะไรไปมากมาย....”
ท่านเปิด “บ้านสมุนไพรไท” ให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับทุกคนที่สนใจ ใฝ่ใจเรียนรู้ โดยท่านมิได้คิดเงินทองแต่อย่างใด เปิดกว้างทั้งการไปเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะ การอบรม การไปเรียนรู้แบบกินนอนกับท่าน เพื่อได้เรียนรู้จากการลงมือทำไปพร้อมๆกับสมาชิกในครอบครัวของท่าน นับเป็นปราชญ์แห่งแผ่นดินอีกท่าน ที่คนในสังคมควรได้รู้จัก ยกย่อง เรียนรู้วิชา และ นำตัวอย่างในการดำเนินชีวิตไปปรับใช้ให้ชีวิต “เป็นไท” ได้อย่างแท้จริง
มาเยี่ยม คุณนายดอกเตอร์
เป็นการถอยหลังกลับไปสู่ภูมิปัญญาเดิมที่สง่างามยิ่งเลยละนี่ ขอชื่นชมครับผม
ค่ะอาจารย์ยูมิ
umi จะเรียกว่าถอยหลัง ให้คนอื่นบ้าวิ่งตามกระแสทุน หรืออกมาอยู่คนละลู่ คนละกระแสก็ได้นะคะ
สิ่งที่นำมาเล่าแม้เกิดขึ้นหลายปีมาแล้ว แต่ก็ยังทันสมัยอยู่เลยใช่มั้ยคะ ขณะนี้หมอกุและครอบครัวก็ยังคงดำรงชีวิตอยู่เช่นที่เล่า รวมทั้งไม่เหน็ดเหนื่อยในการแบ่งปันความรู้ค่ะ
ชื่นชม"หมอกุ"มากๆเลยค่ะ
ขอบคุณ "คุณนายด๊อกเตอร์"มากๆเลยค่ะ ที่นำเรื่องดีๆมาเล่าให้ฟัง
สวัสดีค่ะคุณ
sarah ยินดีค่ะที่มาร่วมชื่นชมคนดีของแผ่นดินด้วยกัน
ได้ไปแวะเยี่ยมคุณที่บล็อกเช่นกัน หวังว่าคงได้พบกันอีกเรื่อยๆนะคะ ขอบคุณที่แวะมาค่ะ
อ่านแล้วน่าปลื้มใจจริงค่ะ
ร่วมกันชื่นชมผู้ที่ทำสิ่งสร้างความปลื้มใจเช่นนี้กันเยอะๆดีค่ะ ทำให้คนทำดีมีกำลังใจนะคะ ขอบคุณคุณพี่
Sasinand ค่ะ
สวัสดีครับพี่นุช
ถ้ามีโอกาสได้พบหมอกุ จะปรึกษาเรื่องสมุนไพรแก้พิษงู "ตัวนี้" ครับ