มองจากมุมของ นศ. ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงไม่ได้สอนดีเสมอไป นศ. ควรรู้ว่ามหาวิทยาลัยแบบไหนเหมาะกับตนเอง นักศึกษาระดับปานกลางอาจไม่เหมาะที่จะเข้าไปอยู่ในมหาวิทยาลัยวิจัยที่อาจารย์ยุ่งอยู่กับการวิจัยจนไม่มีเวลาเอาใจใส่การสอน สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับ นศ. ปริญญาตรีโดยทั่วไปคือ Academic intimacy หรือความใกล้ชิดทางวิชาการ กับอาจารย์ที่มีทั้งความเป็นครูและความเป็นนักวิชาการ
มองกลับเข้ามาที่อุดมศึกษาไทย เรายังไม่มีองค์กรที่เอาใจใส่ส่งเสริมการพัฒนาการสอนอย่างที่ สรอ. มี ได้แก่
▒ The Carnegie Foundation for the Advancement of Teaching http://www.carnegiefoundation.org/
▒ The Reinvention Center, U of Miami http://www.reinventioncenter.miami.edu/
▒ The Washington Center for Improving the Quality of Undergraduate Education http://www.evergreen.edu/washcenter/home.asp
ผมจึงมองว่า อุดมศึกษาไทยมีความท้าทายที่จะปฏิวัติ/ปฏิรูป การเรียนการสอนระดับปริญญาตรี รออยู่ โดยที่จะต้องมีวิธีการที่หลากหลาย เหมาะต่อ นศ. ต่างกลุ่มต่างบริบท และเพิ่มคุณค่าของการศึกษาระดับปริญญาตรี ที่ไม่ใช้แค่เรียนเพื่อเอากระดาษหรือใบปริญญา
หนังสืออ้างอิง : . Lynn O’Shaugnessy. The College Solution. A Guide for Everyone Looking for the Right School at the Right Price. FT Press, New Jersey, 2008, pp. 118 – 120. http://www.thecollegesolution.com/
วิจารณ์ พานิช
๑๖ ก.ค. ๕๑
สงสารประเทศไทย หากท่านผู้รู้ทั้งหลายร่วมมือในเรื่องการศึกษามากกว่านี้ ก็จะทำให้การให้บริการทางด้านการศึกษาแก่ประชาชนเป็นไปในทางเดียวกัน เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สอดคล้องกับความต้องการแรงงานของภาคอุตสาหกรรม
ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรในการแก้ไขค่านิยมในเรื่องเรียนเพื่อใบปริญญามากกว่าการนำความรู้ที่ได้เรียนมาปรับใช้ในการประกอบอาชีพการงานรวมไปถึงการพัฒนาองค์ความรู้ในวิชาที่ได้เรียนมา
อย่างไรก็ขอให้กำลังใจท่านผู้รู้ทุกท่านที่ทำงานเพื่อส่วมรวม
ด้วยจิตคารวะ
ตอนที่เกิดมหาวิทยาลัยใหม่ๆของรัฐ2มหาวิทยาลัย คือ ม.ราชภัฏ และ ม.ราชมงคล นั้น -กลุ่มมหาวิทยาลัยเก่าๆ ไม่ค่อยพอใจมาก เพราะกลุ่มพวกผม ไปทำให้ค่าเกณฑ์ต่างๆของเขาที่สูงอยู่แล้ว เช่น วุฒิ ป.เอก, รศ., ศ.,งานวิจัย ฯลฯ ลดลง มีบางท่านในที่นั้นถึงกลับกล่าวว่า กลุ่มพวกผมเป็นมหาวิทยาลัยชั้นสอง...กลุ่มพวกผม(ผมอยู่ม.ราชมงคล)ก็ตระหนักดีนะครับว่า มาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา ที่ได้ยกวิทยะฐานะ ก็เพราะ พรบ.ปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่เพราะกลุ่มพวกผมเก่ง มีงานวิจัยที่มี impact factor อะไรทำนองนั้น รศ.ยังแทบจะไม่มีเลย ฯลฯ ...แรกๆ พวกกลุ่มผมก็คิดหาวิธีพัฒนาให้ไต่อันดับขึ้นมาจะเท่าเทียมหรือใกล้เคียงให้ได้ เพื่อหนีคำว่า มหาวิทยาลัยชั้นสอง..แต่ต่อมา พวกกลุ่มผมก็หันมาพัฒนาจุดแข็งของตนเอง (ทำSWOT)ก็จึงมุ่งเป็น..การผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ..อยากเรียนให้ทราบว่า ลูกศิษย์ที่เราผลิตออกไป เรียนไม่ค่อยเก่ง พูดไม่ค่อยฉะฉาน คล่องแคล่ว แต่เราเรียนปฏิบัติกันดีมาก เราอยู่กันแบบอบอุ่นมาก เรียน Lab.กันในท้องไร่ท้องนา วันคืนสู่เหย้า เราเป็นบ้านนอกๆแต่คิดถึงกันมาก ทำนองนี้เป็นต้น...ดังนั้น ถ้านักศึกษาไม่ติดว่า ม.เกิดใหม่ดูไม่หรู ผมอยากให้นักศึกษาที่กลางๆ ถึงอ่อน ทั้งเศรษฐกิจและผลการเรียน (บริบทต่างๆ ของนักศึกษา)มาเรียนกับเรา น่าจะ เก่ง-ดี-มีสุข กว่านะครับ....จุดที่พวกเรายังต้องพัฒนานักศึกษามาก ก็คือ การสร้างภาวะผู้นำให้แก่นักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาจากชนบท.. ผมขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ ศ.ดร.วิจารณ์ พานิช และท่านอาจารย์ ขจิต ฝอยทอง มากเลยครับ ที่ช่วยชี้แนะ สังคมอุดมศึกษาอย่างชัดเจนที่สุด เป็นที่ตรงใจและประทับใจในมุมมองของครูอุดมศึกษาระดับล่างมากๆครับ...เคารพท่านทั้งสองด้วยความศรัทธาและจริงใจครับ