ตอนที่เกิดมหาวิทยาลัยใหม่ๆของรัฐ2มหาวิทยาลัย คือ ม.ราชภัฏ และ ม.ราชมงคล นั้น -กลุ่มมหาวิทยาลัยเก่าๆ ไม่ค่อยพอใจมาก เพราะกลุ่มพวกผม ไปทำให้ค่าเกณฑ์ต่างๆของเขาที่สูงอยู่แล้ว เช่น วุฒิ ป.เอก, รศ., ศ.,งานวิจัย ฯลฯ ลดลง มีบางท่านในที่นั้นถึงกลับกล่าวว่า กลุ่มพวกผมเป็นมหาวิทยาลัยชั้นสอง...กลุ่มพวกผม(ผมอยู่ม.ราชมงคล)ก็ตระหนักดีนะครับว่า มาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา ที่ได้ยกวิทยะฐานะ ก็เพราะ พรบ.ปฏิรูปการศึกษา ไม่ใช่เพราะกลุ่มพวกผมเก่ง มีงานวิจัยที่มี impact factor อะไรทำนองนั้น รศ.ยังแทบจะไม่มีเลย ฯลฯ ...แรกๆ พวกกลุ่มผมก็คิดหาวิธีพัฒนาให้ไต่อันดับขึ้นมาจะเท่าเทียมหรือใกล้เคียงให้ได้ เพื่อหนีคำว่า มหาวิทยาลัยชั้นสอง..แต่ต่อมา พวกกลุ่มผมก็หันมาพัฒนาจุดแข็งของตนเอง (ทำSWOT)ก็จึงมุ่งเป็น..การผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ..อยากเรียนให้ทราบว่า ลูกศิษย์ที่เราผลิตออกไป เรียนไม่ค่อยเก่ง พูดไม่ค่อยฉะฉาน คล่องแคล่ว แต่เราเรียนปฏิบัติกันดีมาก เราอยู่กันแบบอบอุ่นมาก เรียน Lab.กันในท้องไร่ท้องนา วันคืนสู่เหย้า เราเป็นบ้านนอกๆแต่คิดถึงกันมาก ทำนองนี้เป็นต้น...ดังนั้น ถ้านักศึกษาไม่ติดว่า ม.เกิดใหม่ดูไม่หรู ผมอยากให้นักศึกษาที่กลางๆ ถึงอ่อน ทั้งเศรษฐกิจและผลการเรียน (บริบทต่างๆ ของนักศึกษา)มาเรียนกับเรา น่าจะ เก่ง-ดี-มีสุข กว่านะครับ....จุดที่พวกเรายังต้องพัฒนานักศึกษามาก ก็คือ การสร้างภาวะผู้นำให้แก่นักศึกษา โดยเฉพาะนักศึกษาจากชนบท.. ผมขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ ศ.ดร.วิจารณ์ พานิช และท่านอาจารย์ ขจิต ฝอยทอง มากเลยครับ ที่ช่วยชี้แนะ สังคมอุดมศึกษาอย่างชัดเจนที่สุด เป็นที่ตรงใจและประทับใจในมุมมองของครูอุดมศึกษาระดับล่างมากๆครับ...เคารพท่านทั้งสองด้วยความศรัทธาและจริงใจครับ