ในวันและคืนที่ห้า...
ช่วงเวลาบ่ายถึงเย็น (ประมาณ 4-6 โมงเย็น) มีอาการปวด “ร้าว” บริเวณหลังเท้าขวาค่อนข้างมากโดยเฉพาะเวลาเดิน เนื่องมาจากตอนทำงานตลอดทั้งวันนั่งขัดสมาธิแบบธรรมดาโดยไม่ได้ยกเท้าขวาขึ้นมาทับเท้าซ้าย ทำให้รู้สึกร้าวไปทั่วหลังเท้า
ตอนนี้อาการทุเลาลงหายเกือบสนิท เนื่องมาจากสาเหตุสองประการ คือ วันนี้ไม่ได้นั่งมากเหมือนเมื่อวาน เดินไปเดินมาค่อนข้างเยอะ และสองคือ วันนี้มีแพทย์แผนไทยจำนวน ๕ ท่านเดินทางมาโดยมาบริการนวดรักษาโรคเพื่อสร้างบารมี วันนี้ก็เลยได้ทั้งนวดเท้าและหลังที่เมื่อยมาหลายวัน
แต่สิ่งที่น่าสนใจมากเป็นพิเศษคือเรื่องเวลาการหลับของเมื่อคืน
เมื่อคืนนี้ใช้เวลานอนหลับมากกว่าเดิมเกือบสองชั่วโมง ซึ่งเมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบดูกับคืนก่อน ๆ แล้ว เมื่อคืนเราไม่ได้เตรียมตัวและ “เตรียมใจ” ให้ดี
เมื่อคืนนี้เหนื่อยมาก ล้าจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน ยังไม่ถึงเวลาพักดีก็ต้องหยุดไปนั่ง กะว่าพักสักหน่อยคงจะมีแรงกลับมาทำงานได้ต่อ
ไอ้เจ้าความคิดนี้เอง ทำให้เราไม่เตรียมพร้อมทั้งตัว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ใจ"
เมื่อได้ที่ปุ๊บร่างกายนั้นก็เหมือนกับถูกถอดปลั๊ก ฟิวส์ขาดไปดื้อด้วยความเหนื่อยล้า
แต่เจ้าจิตใจที่เราตั้งใจไว้ว่า เดี๋ยวจะต้องลุกขึ้นมาทำงานต่อ ทำให้จิตเราไม่ยอมที่จะหยุดตามร่างกายไปด้วย
“จิตเรานั้นซื่อสัตย์นะ” เราบอกว่าเดี๋ยวจะลุกขึ้นมา เขาก็บอกเรา เตือนเรา ปลุกเราอยู่ตลอด
แทนที่จิตจะได้พักไปด้วยนั้น ก็ต้องคอยเฝ้ารักษาสัญญาที่มีต่อกันนั้นไว้
ความห่วง ความกังวลใจ จึงเกิดขึ้นกับจิตและใจในทุกเสี้ยววินาที
ด้วยเหตุนี้เองทำให้เสียเรื่องไปทั้งสองฝ่าย
คือฝ่ายงานก็ไม่ได้ทำ ครั้นจะพักก็ไม่ได้พักให้เต็มที่ “ค้าง ๆ คา ๆ” จะเอาทางไหนก็ไม่เอาให้ดีไปสักทาง
การพักแบบนี้ไม่มีผลดีทั้งกับกายและใจเลย
การพักนั้นเป็นเวลาที่สำคัญ โดยสิ่งที่สำคัญนั้นเราต้องเตรียมตัวและเตรียมใจของเราให้ดี
ตัวหรือร่างกายนั้นต้องจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับอัตภาพ และเหมาะสมกับการขัดกิเลส ไม่ใช่สบายเกินแล้วนอนเพลินตื่นเอาจนตะวันสายโด่ง
ปิดไฟที่แยงตาเสีย จัดอากาศให้ถ่ายเทได้สะดวก ถ้าเย็นเกินก็หาผ้ามาคลุมหน้าอก ถ้ามียุง เหลือบ ลิ้น ไร ก็หาสถานที่ให้ปลอดภัยสำหรับสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น
จากนั้นเราต้องเตรียมใจให้ดี
การเตรียมใจก่อนที่จะพักนั้น “เราต้องตัดทุกอย่างให้ได้...”
ตัดเหมือนคนที่กำลังจะตาย จะต้องไม่ยึดเหนี่ยวเกี่ยวรั้งสิ่งใดไว้ในหัวใจ
เตรียมให้พร้อมแล้วตัดให้หมด
เตรียมสถานที่ทุกอย่างให้ดี ดูให้เหมาะ เพื่อตัดและวางภาระเกี่ยวกับร่างกายนี้ที่จิตใจยังพะวงอยู่
จากนั้นตัดภาระ ความวิตกกังวลใจทั้งหลาย โดยเฉพาะเรื่อง “ความคิด”
เวลานี้เป็นเวลาพัก ไม่ใช่เวลาคิด
พักก็คือพัก คิดก็คือคิด
การพักคือการตัดทุกสิ่งทุกอย่างออกไป ปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ไม่ให้มีติดค้างอยู่ในหัวใจ เพื่อที่จะพักได้อย่างเต็มใจและเต็มตา
สิ่งที่สำคัญที่พลาดไปเมื่อคืนคือไม่ได้อยู่กับลมหายใจเวลาที่จะหลับ
ไม่ได้ทำจิตใจให้ว่างก่อนที่จะตกเข้าในพะวัง ทำให้จิตนั้นห่วงและพะวง
เมื่อจิตใจก็พาให้ร่างกายตื่น ประสาททั้งหลายแทนที่จะได้พักก็ต้องติดแหงกและติดหงักอยู่กับจิตที่พะวง
การดูลมหายใจก่อนที่จะพักนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ
การมีสมาธิก่อนที่จิตจะตกพะวังนั้นทำให้หลับได้อย่างสนิท
เมื่อหลับสนิท หน่วยซ่อมบำรุงของร่างกายก็สามารถปฏิบัติการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทรุดโทรมจากการใช้งานมาในระหว่างวันได้อย่างเต็มที่
ไม่มีสิ่งใดที่จะรักษาเยียวยาร่างกายของเราได้เท่ากับร่างกายของเราเอง
ช่วงเวลาที่ร่างกายจะรักษาตนเองได้ คือช่วงเวลาที่เรานั้น “หลับสนิท”
การทำสมาธินั้นจึงต้องอยู่ในทุกอิริยาบถ คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน
การนอนจักต้องปล่อยวางภาระทั้งหลายเสีย แล้วอยู่กับลมหายใจให้ได้ก่อนที่จิตจะตกไปสู่พะวัง
เมื่อปล่อยวางภาระได้แล้ว จิตมีสมาธิก่อนจิตหลุดสู่พะวังแล้ว ร่างกายนั้นก็จะได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่
การพักผ่อนอย่างเต็มที่จริง ๆ นั้นใช้เวลาไม่นาน
ที่เราต้องนอนนานแล้วไม่รู้สึกอิ่มก็เพราะว่าเราไม่ได้นอนจริง
ถ้าจิตใจเรายังห่วงอยู่ มีพะวงอยู่ อย่างนั้นเรียกว่า "เรานอนสักแต่ว่าได้นอน"
นอนไปอย่างนั้น แต่จิตและใจยังพะวงอยู่ในพะวังแห่งภาระของสังคม
แทนที่ร่างกายจะได้พัก จิตนั้นก็เฝ้าครุ่นคิดหนักอยู่กับภาระทั้งหลาย
คราวนี้เจ้าร่างกายก็ต้องการเวลาที่จะพักให้มากหลาย มากเท่า ยิ่งกว่าเดิม
ก่อนที่จะนอนหรือจะพักนั้นจึงต้องเตรียมตัวและเตรียมใจให้ดีที่สุด เปรียบเสมือนหนึ่งกับคนที่กำลังจะตาย
คนที่จะตายเขายังให้เตรียมตัวให้พร้อมก่อนตายเลย แล้วเวลาเราจะนอนพัก เราทำไมไม่เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมเล่า...?
เตรียมตัว จัดสิ่งแวดล้อมให้พร้อม เหมาะสม เรียบร้อย ปลอดภัย
หยุดพัก วางภาระไว้สักนิด ห้านาทีก่อนที่จะปิดตาลง
ชีวิตนี้จะยืนยงเพื่อสร้างความดีได้อีกนาน...

นมัสการค่ะ