ในโลกทุกวันนี้ที่เทคโนโลยีเจริญรุดหน้ามากขึ้นนั้นทำให้คนในสังคมมีความ “อดทน” ลดน้อยลง
การอยู่ในสถานที่ปฏิบัติที่ข้อวัตรเคร่งครัดนั้น เทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่สามารถเข้าถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โทรศัพท์มือถือ”
การที่เราไม่มีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกเช่นนี้ทำให้เรามี “ความอดทน” มากขึ้น
อดทนที่จะรอ รอเมื่อใครหรือสิ่งใดไม่มา ไม่เป็นไปตามใจ ไม่เป็นไปตามสิ่งที่เราคาดหวังไว้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้จักความ “คาดหวัง” และรู้จักทุกข์ที่เกิดจากสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่หวังไว้หรือ “ความผิดหวัง” นั่นเอง

ความอดทนต่อสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เรามีจิตใจที่เข้มแข็งขึ้น
รู้จักข่มใจตนเองไม่ให้ตกไปอยู่เป็นทาสของความโกรธ
รู้จักการ “ภาวนา” เพราะช่วงเวลาที่สำคัญนี้เป็นโอกาสที่จะได้เรียนรู้ดูจิตดูใจของตนเอง
เราโกรธไหมเมื่อต้องรอ เราอดทนได้นานแค่ไหน ความโกรธนั้นมีขึ้นและดับไปอย่างไร แล้วสติของเราล่ะ มีหรือไม่มี เกิดขึ้นช้าหรือเร็วเมื่อมีความโกรธเข้ามากระทบ แล้วความอดทนของเรานั้นเป็นอย่างไร...?
“ขันติบารมี” เป็นเครื่องอยู่ เครื่องอาศัยที่สำคัญสำหรับชีวิตมนุษย์
ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นไปตามที่เราปรารถนาได้ทุกอย่าง
เราไม่สามารถพบเจอแต่สิ่งที่เรารัก
เราไม่สามารถปฏิบัติไม่พบ เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้สัมผัส กระทบ กับสิ่งที่เราเกลียด
สิ่งเหล่านี้นี่เอง ถ้าเราขาดความอดทนแล้ว มนุษย์ในสังคมก็ต้องจมไปหุบเหวแห่งเปลวไฟที่รุ่มร้อน
รุ่มร้อนด้วยความโกรธ....
โดยไฟที่รุมเร้าเผาเราอยู่นั้นมิใช่ไฟที่ไหน แต่เป็นไฟที่เกิดขึ้นในท่ามกลางระหว่างใจของเราเอง
ความอดทนจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ในสังคมเทคโนโลยี (Information society) อันเทคโนโลยีนั้นมักสวนทางกับความอดทนเสมอ
เทคโนโลยีนั้นสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับมนุษย์ และเทคโนโลยีนั้นก็สร้างขึ้นมาเพื่อทำลายความอดทนและอดกลั้นของมนุษย์ด้วยเช่นกัน
เทคโนโลยีทำให้คนปัจจุบันนั้น “ใจร้อน”
ใจร้อนจนกลายเป็นคน “ใจร้าย”
ทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไปตามสิ่งที่กำหนด คาดหมาย คาดหวัง
เมื่อไม่ต้องก็ต้องทำให้ได้ พยายามให้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในการกำหนดของตนเองโดยไม่ว่างเว้นไว้เลยแม้แต่ “ธรรมชาติ”

เมื่อมนุษย์มีความอดทนต่ำ ความเร่าร้อนกระวนกระวายสูง สังคมนี้จึงมีปัญหา
ปัญหาอันเกิดจากความที่ขาดความอดทนเมื่อมีสิ่งมากระทบ
เมื่อความอดทนไม่มี สติก็ไม่มา
เมื่อนั้นปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ การทำร้ายกัน การฆ่ากัน การเบียดเบียนกันโดยขาดความยั้งคิด “ขาดความอดทน” นั้นจึงเป็นภัยรายวันของสังคม
คนทุกวันนี้ใจเร่าร้อน ร้อนเพราะไฟโทสะ
ความอดทนนั้นเปรียบเสมือนน้ำที่สามารถนำมาดับเสียได้ซึ่งไฟโทสะนั้น
เมื่อเทคโนโลยีเดินสวนทางกับความอดทน เราทั้งหลายต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีมาเพื่อสร้างความอดทนมิใช่ตกเป็นทาสของความสะดวกสบายอยู่ร่ำไป
เทคโนโลยีแห่งความรู้ (Knowledge Technology) เป็นสิ่งที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกกว่าในสมัยก่อน
หากเราทั้งหลายใช้ความรู้ที่ระเบิดเถิดเทิงตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างไม่มีขีดจำกัดนี้ เราทั้งหลายจะสามารถเป็นคนที่เดินก้าวหน้า วิ่งแซงเทคโนโลยีได้
เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เราทั้งหลายทำไมจึงต้องตกเป็นทาสและเดินตามเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างเดียวเล่า
“สติ” นั้นเองจะสามารถทำให้เราเดินก้าวผ่านจนแซงหน้าเทคโนโลยีได้
ความอดทนนั้นเองจะทำให้เรามี “สติ”
เมื่อเรามีสติเราจะไม่ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี
เทคโนโลยีทั้งหลายจะกลายเป็นเพื่อนเรา เป็น “กัลยาณมิตร” แห่งเรา
เทคโนโลยีทั้งหลายจะกลายเป็นกองหนุน กองเสบียง ที่ทำให้ชีวิตนี้เดินได้ อยู่ได้อย่างมีความสุข โดยไม่ตกเป็นทาสของใครหรือแม้แต่ “ทาสของสังคม”

“ขันติบารมี” เป็นบารมีหนึ่งที่มนุษย์ทุกท่านพึงสร้างให้เกิด ให้มีไว้ในตัวในตน
ขันติบารมีนี้จะเกิดขึ้นได้หากเราเจริญซึ่ง “เมตตา”
มีเมตตาต่อคน สัตว์ ธรรมชาติ หรือไม่เว้นแม้แต่เทคโนโลยี
การเมตตานั้นบุคคลพึงจักมีแด่สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
ยิ้มให้เขาบ้าง เมตตาทะนุถนอมเขา เอาใจใส่ ดูแล ปกป้อง คุ้มครอง รักษา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้คือคุณสมบัติแห่งความเมตตาที่มนุษย์นี้ควรมอบให้แก่สรรพสิ่งรอบข้างในทุกลมหายใจ
อนึ่ง... ครั้นเมื่อสิ่งทั้งหลาย คนทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ธรรมชาติทั้งหลาย เทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่เป็นไปได้ตามใจ ดั่งใจ สูญเสีย เสียหาย เราต้องเข้าใจและมีเมตตา “เมตตาต่อความไม่เที่ยง” ของสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น
สิ่งทั้งหลายมีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วย่อมมีเสื่อมไปเป็นธรรมดา
"ขันติบารมี" นี้เอง จักทำให้มนุษย์ในยุคเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหลายเข้าใจและเข้าถึงความเป็นจริงและเป็นไปแห่ง “สัจธรรม”

มองอีกแง่มุม...
โทรศัพท์มือถือก็เป็นภัยคุกคามความเป็นส่วนตัวและความสงบสุขของเราเช่นกัน
ในหนึ่งวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ ถึงกลางดึก เราจะถูกรบกวนด้วยเสียงโทรศัพท์และเรื่องราวที่ถ่ายทอด หลายๆครั้งหลายๆเรื่องราว
บางครั้งบางคราในขณะที่เรากำลังนอนหลับอย่างมีความสุขบนที่นอนอันอ่อนนุ่มก็มิวายที่จะถูกเบียดเบียนด้วยเจ้าไฮเทคโนโลยีชิ้นนี้
บางทีกำลังรับประทานอาหาร หรือ กำลังปฏิบัติภารกิจส่วนตัวในห้องน้ำ ก็ต้องรีบๆมารับสาย
ถ้าหากถามว่า "เช่นนั้นแล้วก็ไม่ต้องมีสิ" ก็ทำไม่ได้ เพราะสังคมได้ร่วมกันสร้างเจ้าสิ่งนี้ขึ้นมา สร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับมนุษย์
เพียงแต่เศษส่วนเกินและสิ่งที่แอบแฝงมากับประโยชน์นั้นต่างหากที่เป็นภัยคุกคามความสุขจึงคล้ายกับสร้างขึ้นมาเพื่อเบียดเบียนตัวเอง
ฉะนั้นแล้วต้องใช้ขันติบารมีดั่งท่านพระอาจารย์ สุญญตา ได้กล่าวไว้ มาเป็น มรรค เพื่อนำไปดับสมุทัย อันเป็นสาเหตุให้เกิดทุกข์ เพื่อ ให้เกิดนิโรธ เป็นแน่แท้