ในการเรียนการสอนวิชา สังคมศาสตร์ในชีวิตประจำวัน ซึ่งผมเดินทางไปสอนให้นักศึกษา ม.แม่โจ้-ชุมพร ทุกสัปดาห์ เราได้แบ่งกลุ่มเพื่อเลือกติดตามสถานการณ์เรื่องใหญ่ ๆ ของประเทศ 6 เรื่อง มานำเสนอข่าวความเคลื่อนไหว เหตุการณ์ ความคิดเห็น ฯลฯ และช่วยกันตั้งคำถาม - ให้คำตอบ โดยใช้กระบวนการฟัง คิด พูด แบบสุนทรียสนทนา (Dialogue) เป็นการฝึกหัดให้เกิดความชำนาญ

นักศึกษากลุ่มหนึ่งสนใจติดตาม เหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน เราได้ช่วยกันสะท้อนออกมาดังแสดงในภาพ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาชุมนุมบนท้องถนนโดยมีจุดเริ่มต้นจากการต่อต้านความพยายามแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพื่อปลดล็อคทางการเมืองของพรรคพลังประชาชน ติดตามมาด้วยการขับไล่ รมต.สำนักนายกฯ นายจักรภพ เพ็ญแข และยกระดับการต่อสู้ไปสู่การขับไล่รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี นายสมัคร สุนทรเวช โดยใช้เหตุการณ์กรณีปราสาทพระวิหารและความผิดพลาดในการบริหารประเทศภายใต้ข้อกล่าวหาว่าเป็นนอมินีของอดีตนายกฯ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นเนื้อหาหลักในการอภิปราย นอกจากนั้น เรายังได้เห็นความพยายามสร้างสิ่งที่เรียกว่า การเมืองใหม่ มานำเสนอเป็นทางออกให้กับสังคม

แกนนำพันธมิตรฯ 5 คน + ม็อบที่ระดมมาได้ถึง 100,000 คน + ผู้ชม ASTV ทางบ้านประมาณ 3 ล้านคน เปรียบเสมือนนักสู้ที่อยู่ มุมแดง

อีกฝ่ายหนึ่งซึ่งถือเป็นฝ่ายตรงข้ามโดยตรงของการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้ เริ่มต้นจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มแกนนำ ส.ส. ในพรรคพลังประชาชนประมาณ 20 คน โดยมีโจทย์หลักเพื่อผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ 2550 กลุ่มนี้มีความพยายามจัดตั้งม็อบออกมาปะทะทางความคิดผ่านการชุมนุมประท้วงโดยระดมผู้คนมาได้ประมาณ 50,000 คน เป็นม็อบจัดตั้งที่ถูกเย้ยหยันว่า...กลัวฝน เพราะต้องใช้เงินในการจ้างวานและไม่อดทนกับความยากลำบากถ้าประเมินว่า...ทำแล้วไม่คุ้ม แต่ฐานใหญ่ของฝ่ายนี้ คือ เครือข่ายผู้นิยมทักษิณ

กลุ่มนี้เปรียบเสมือนนักสู้ที่อยู่ มุมน้ำเงิน

เป็นเรื่องปกติของการแสดงออกบนเวทีที่เป็นการชุมนุมทางการเมือง คือ จะต้องอภิปรายโจมตีความผิดพลาดของอีกฝ่ายหนึ่ง ตามมาด้วยการตั้งข้อกล่าวหาโดยเน้นหนักจุดอ่อน (Weakness) และปัญหาอุปสรรค (Threat) ผูกโยงเรื่องราวให้สอดคล้องกัน เป็นเหตุปัจจัยนำไปสู่การสร้างความรู้สึกร่วม ก่อให้เกิดพลังมวลชนเพื่อการขับเคลื่อนให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

ยากนักที่จะหามุมมองในด้านที่เป็น จุดแข็ง (Strength) และโอกาส (Opportunities) ของคู้ต่อสู้บนเวทีการเมือง เป็นเรื่องของผู้ฟัง ผู้ชม ที่จะต้องมีวิจารณญาณในการคิด / วิเคราะห์ด้วยตนเอง

สภาพการณ์แบบนี้เปรียบเสมือน หลุมดำ ที่มีพลังมหาศาล สามารถดูดตัวตน ความคิด จิตใจของผู้ที่เข้าไปอยู่ท่ามกลางการชุมนุม หรือเปิดรับข่าวสารจากทางสื่อโทรทัศน์วันละหลาย ๆ ชั่วโมง

การต่อสู้ ปะทะ หักล้างกันทางการเมือง ไปไกลถึงจุดที่เรียกว่า สายน้ำไม่มีวันหวนกลับ : The river of no return คือเลยจุดของการสมานฉันท์ แม้จะมีข้อเสนอให้ผู้ใหญ่ / ผู้อาวุโส มาเป็นคนกลางในการเจรจาพูดคุย ก็ได้รับการปฏิเสธด้วยความไม่เชื่อถือ ไม่มีใครยอมใคร เป็นความเสื่อมประการหนึ่งของสังคมไทย

แต่ในสังคมไทยซึ่งมีประชากรมากถึง 60 กว่าล้านคน ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มที่เคลื่อนไหวออกมาหักล้างกันทางความคิด 2 กลุ่มนี้เท่านั้น เรายังมีคนตัวเล็กตัวน้อยสถานะต่าง ๆ กันที่ไม่ได้ตกอยู่ในความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น นักเรียน นักศึกษา ชาวบ้าน เกษตรกร ข้าราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ ฯลฯ

กลุ่มคนเหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วไม่ต้องการเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นในสังคมไทย สับสน เบื่อ รู้สึกหนักหนาสาหัสกับสภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ สินค้าแพง-ค่าแรงถูก และต้องการเห็นทางออกของประเทศ

ทั้งหมดนี้เป็นที่มาของคำถามที่ขอฝากทิ้งท้ายไว้ตรงนี้ คือ เราจะช่วยกันอย่างไรที่จะยกระดับความสามารถของสังคมไทยให้หลุดพ้นไปจากสภาวะความขัดแย้งทางการเมืองนี้