ถอดกระบวนการม็อบนักศึกษา มัสยิดกลางปัตตานี

ถอดกระบวนการม็อบนักศึกษา มัสยิดกลางปัตตานี

Category:

Books

Genre:

Parenting & Families

Author:

ปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์, รอมฎอน ปันจอร์

อัลลอฮูอักบัร ๆๆเสียงตะโกนดังกึกก้องไปทั่วบริเวณมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี สลับกับเสียงการปราศรัยทั้งภาษาไทยและมลายู ในเนื้อหาของความไม่เป็นธรรมและการทำร้ายผู้บริสุทธ์โดยเฉพาะที่เป็นชาวมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
                บางช่วงจังหวะที่เสียงก้องจากในรั้วมัสยิดปรับเปลี่ยนเป็นเสียงเพลงที่กล่าวถึงภารกิจและหน้าที่ของเยาวชนลูกหลานมาลายู ซึ่งแม้จะเชื่องช้า แต่ทว่าพร้อมเพรียงและปลุกเร้าอารมณ์ของผู้ได้ยิน
กลุ่มผู้ชุมนุมนำโดยเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชนจำนวนกว่า 6 พันคน ต่างกระจายตัวนั่งชุมนุมอยู่ใต้ร่มไม้ เต้นท์ผ้าใบ และร่มเงาของมัสยิด เพื่อหลบแสงแดดที่ร้อนแรงไม่แพ้บรรยากาศการปราศัยบนเวที
                พวกเขาเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ ทางกลุ่มเครือข่ายใช้วิธีสื่อสารกันทางอีเมล์เพื่อนัดแนะการชุมนุม แต่ในอนาคตอาจจะได้เปิดเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ข่าวความเคลื่อนไหวให้บรรดาเครือข่ายได้รับรู้ด้วย
                อย่างไรก็ดีตาม การชุมนุมที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีในช่วง 1-2 วันแรกที่ผ่านมา กลับแทบไม่มีการสื่อสารใดๆ ออกมาจากกลุ่มผุ้ชุมนุม นอกจากข้อเรียกร้อง 10 ประการและแถลงการณ์จุดยืน 2-3 ฉบับ
                ส่วนช่องทางการสื่อสารโดยโทรศัพท์มือถือถูกตัดสัญญาณจนทำให้พื้นที่ทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ถูกตัดขาดจากสังคมภายนอก กว่าจะได้สื่อสารพูดคุยกัน กระบวนการเจรจาระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและฝ่ายรัฐก็ปาเข้าไปวันที่ 3 ของการชุมนุม (2 มิ.ย.) โดยมี แวดือราแม มะมิงจิประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี และนิรามาน สุไลมานกรรมมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและสอบสวนสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เป็นตัวกลางประสานการเจรจา

                วงสนทนาเริ่มต้นขึ้นในช่วงบ่ายแก่ๆ ที่ร้อนระอุ บริเวณหน้าประตูทางเข้ามัสยิด ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการเป็นที่เปิดเผยแก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ชุมนุมหรือสื่อมวลชนในฐานะที่จะต้องรับช่วงสื่อสารต่อสังคม โดยวงเจรจาครั้งนี้ประกอบด้วยฝ่ายรัฐได้แก่ นายวินัย คุรุวรรณพัฒน์รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี, “พ.อ.ทักษภณ ศิริรักษ์ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจที่ 23, “นางโซรยา จามจุรีผู้ประสานงานกลุ่มเพื่อนครอบครัวผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ นายอับดุลอาซิซ ตาเดอินทร์ที่ปรึกษาสมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย
                ส่วนฝ่ายกลุ่มผู้ชุมนุม ได้แก่ นายตูแวดานียา ตูแวแมแงประธานเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน, “นายมูฮำหมัดอาลาดี เด็งนิและนายบาซิ นาแวรองประธานเครือข่ายฯ
                อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในวงเจรจาจะประกอบด้วยบุคคลระดับสูงของจังหวัดทั้งฝ่ายปกครองจังหวัดและฝ่ายทหาร แต่ในประเด็นข้อเรียกร้องทั้ง 10 ประการ บางข้อก็ยังอยู่เหนืออำนาจการตัดสินใจ เนื่องจากเป็นประเด็นในระดับนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นการถอนทหารออกจากพื้นที่หรือประกาศยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งตัวแทนฝ่ายทางการตอบรับว่า จะนำไปเสนอต่อผู้บังคับบัญชาต่อไป
                อย่างไรก็ดี การเจรจาครั้งนี้ก็มีข้อสรุปว่า จะไม่ดำเนินการใดใด ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามหรือดำเนินคดีกับ

นักศึกษาและชาวบ้านที่ร่วมผู้ชุมนุม ภายหลังจากสลายการชุมนุมแล้ว ทั้งนี้ ให้ยึดหลักการที่ว่า การแสดงความคิดเห็นในลักษณะการชุมนุมที่ไร้ความรุนแรงครั้งนี้ ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรม
                ข้อสรุปอีกประการ คือ การจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงในหลายๆ กรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมมองว่าชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีการสังหารและยังเป็นปมว่ามีการข่มขืนชาวบ้านที่บ้านบาสาลาแป อ.ยะหา จ.ยะลา โดยทางการรับไปว่า จะให้ความเป็นธรรมอย่างถึงที่สุด หากมีหลักฐานและข้อเท็จจริงกระจ่างชัด
                อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเจรจาในวันนั้น จะยังไม่สามารถสลายการชุมนุมได้ เนื่องจากแกนนำนักศึกษาระบุว่า ต้องหารือกับคณะกรรมการของกลุ่มผู้ชุมนุมก่อน ทว่าความตึงเครียดที่ต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา 3 วันแรกของการชุมนุมก็เริ่มคลี่คลาย
                กระทั่งเข้าสู่วันที่ 4 ของการชุมนุม (3 มิ.ย.) ทางกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาฯ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 7 ระบุถึงสาเหตุที่ยังไม่สามารถยุติการชุมนุมได้ เนื่องจากได้มีการหารือกันแล้วสรุปว่า ภาครัฐยังไม่สามารถตอบรับประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงประกาศจะจัดการชุมนุมไปจนกว่าได้รับการตอบสนองตามข้อเรียกร้องดังกล่าว
                นอกจากนั้น ในช่วงเช้าของวันเดียวกันนั่นเอง ทางกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาฯ ยังได้จัดขบวนรณรงค์ มีป้ายผ้าชี้แจงว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นหนึ่งในโครงการศึกษาและร่วมกันแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ และเตรียมที่จะออกเดินเท้าไปตามถนนสายยะรัง มุ่งหน้าสู่ย่านตลาดสด บริเวณหน้าศูนย์การค้าไดอาน่า สาขาปัตตานี ทั้งนี้ ก็เพื่อจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับรู้ถึงความเป็นมาในการชุมนุม
                แต่เมื่อเคลื่อนที่ไปถึงบริเวณสามแยกธนาคารกรุงไทย ติดสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ ห่างจากมัสยิดกลางปัตตานีไม่ถึง 500 เมตร ขบวนผู้ชุมนุมก็ถูกเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจปราบจราจลซึ่งตั้งด่านปิดทางเข้า-ออกมาตั้งแต่วันแรกของการชุมนุม สกัดกั้นไม่ให้ไปต่อ
                เวลาผ่านไปกว่า 3 ชั่วโมง จวนเจียนจะเที่ยงวัน ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนจัดจนผู้ชุมนุมที่เป็นหญิงสาวบางคนออกอาการจะเป็นลม ทางเจ้าหน้าที่ก็ยังไม่สามารถเปิดทางให้ขบวนผู้ชุมนุมผ่านไปได้ โดยให้เหตุผลว่า เกรงความไม่ปลอดภัยจากปัญหาบุคคลที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ ทั้งยังยืนยันให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางกลับเข้ามัสยิด
                กระทั่งทางแกนนำเครือข่ายนักศึกษาฯ ได้นำผู้ชุมนุมบางส่วนประมาณ 500 คนเดินออกจากมัสยิดมาสมทบกับขบวนที่ถูกสกัดไว้ และได้เข้าไปเจรจาต่อรองกับทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐอีกครั้ง จนได้ผลสรุปว่า ทางเครือข่ายนักศึกษาฯ ยินดีที่จะลดระยะทางเดินขบวนลงเหลือเพียงประมาณ 1 กิโลเมตร และจะเลี้ยวกลับที่บริเวณสี่แยกไฟแดงก่อนถึงตลาดสด โดยแลกกับเงื่อนไขการเดินรณรงค์โดยไม่ใช้เครื่องเสียง
                ขบวนแถวยาวเหยียดและรัดกุม สมาชิกส่วนใหญ่ปิดบังหน้าตาจึงเคลื่อนขบวนไปพร้อมกับการประกาศคำ อัลลอฮูอักบัรดังก้อง ในขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็ดูแลความสงบเรียบร้อยไปจนจบกระบวนความเพราะการเฝ้าระวังเหตุรุนแรงจากมือที่สามเป็นข้อกังวลและรับความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่โดยตรง
                การเผชิญหน้าในครั้งนี้นี่เอง ทำให้จำต้องเริ่มต้นการเจรจาเป็นรอบที่สอง ฝ่ายภาครัฐก็รับปากจะทำบันทึกข้อตกลงในเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงกรณีชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเบื้องต้นมีองค์ประกอบจากฝ่ายรัฐ นักศึกษา และภาคประชาสังคมถึง 49 คน โดยมีเงื่อนไขว่าจะเป็นการแต่งตั้งภายใต้คำสั่งของผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4
                ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องทั้งหมด 21 กรณี โดย 1 ในนั้น คือ กรณีการสังหารชาวบ้านที่บ้านบาสาลาแป โดยแลกกับเงื่อนไขที่กลุ่มผุ้ชุมนุมจะยอมสลายตัวไปในทันทีที่การดำเนินการดังกล่าวเป็นรูปธรรม
                ขณะที่การเจรจาของทั้งสองฝ่าย ทำท่าจะจบลงหากมีการลงนามประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตามข้อตกลง ในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ก็ได้มีกลุ่มประชาชนในเขตเทศบาลเมืองปัตตานีกว่า 2 ร้อยคน ใช้ชื่อว่ากลุ่มพลังมวลชนปัตตานีได้รวมตัวกันที่หน้าลานพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 บริเวณฝั่งตรงข้ามศาลากลางจังหวัดปัตตานี เรียกร้องให้ผู้ชุมนุมที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีสลายตัว เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนและไม่สามารถทำมาหากินได้

                ทางผู้ชุมนุมกลุ่มพลังมวลชนปัตตานียังได้ประกาศอีกว่า ผู้ชุมนุมที่มัสยิดกลางส่วนใหญ่ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่มาสร้างความเดือดร้อนในกับคนในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ทำให้ไม่สามารถสัญจรผ่านเส้นทางบริเวณโดยรอบมัสยิดได้
               อย่างไรก็ตาม ด้วยการอำนวยการของเจ้าหน้าที่จึงไม่ทำให้การชุมนุมของคนสองกลุ่มต้องเผชิญหน้ากันแต่อย่างใด
                ที่เหลือคือการปรับแก้เนื้อหารายละเอียดในบันทึกข้อตกลงการเจรจาและเนื้อหาในร่างคำประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าว ซึ่งเรียกได้ว่าใช้เวลากันข้ามคืน เพราะท้ายสุดของวันทางกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการให้ตัดเงื่อนไขที่ระบุว่าหลังจากการสลายแล้วจะไม่มีการจัดชุมนุมอีกในอนาคตออกไป
                ท่ามกลางความไม่แน่นอนว่า สถานการณ์จะเป็นไปในทิศทางใด รุ่งเช้าของวันที่ 4 มิ.ย. ทางกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาและประชาชน ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 8 ประกาศสลายการชุมนุมอย่างเป็นทางการ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้มีการลงนามตามบันทึกข้อตกลงแต่อย่างใด
                พวกเขาให้เหตุผลว่า เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ไม่ต้องการสร้างความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน และเพื่อยืนยันว่าการดำเนินการต่างๆ ครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ในแนวทางสันติวิธี โดยยึดหลักสันติประชาธรรม
                ในขณะที่ ตูแวดานียา ตูแวแมแง แกนนำนักศึกษาฯ ระบุด้วยว่า การชุมนุมมาตลอดเวลาหลายวันได้ส่งผลให้สะท้อนปัญหาของชาวบ้านต่อสังคมได้แล้ว
                ส่วนในเรื่องขั้นตอนแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้น ทางกลุ่มฯ ระบุว่า จะติดตามผล หากไม่เป็นไปตามข้อตกลง ก็จะเคลื่อนไหวและร่วมกันชุมนุมครั้งใหญ่อีกครั้ง
                อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเดินขบวนหลายพันคนเพื่อเดินเท้าไปขึ้นรถที่รอจอดรออยู่ห่างออกไป 2 กิโลเมตร แกนนำของพวกเขาจึงได้รับการประสานงานจาก คนกลางในการเจรจาเพื่อลงนามในบันทึกข้อเจรจาที่ตัดประเด็นที่ระบุว่าจะไม่ชุมนุมอีกในอนาคตออกไป
                พวกเขาแต่ละคนต่างแบกกระเป๋าสัมภาระกันคนละใบ เดินจับมือกันเป็นแถวยาวเหยียดร่วมกิโลเมตร มีกลุ่มผู้ชายจำนวนหนึ่งทำหน้าที่ดูแลขบวนป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาปะปน โดยขบวนได้เคลื่อนตัวไปช้าๆ
                ขณะที่โฆษกประจำรถขยายเสียง ก็ได้ประชาสัมพันธ์อธิบายเหตุผลของการมารวมตัวกันที่มัสยิดปัตตานีและกล่าวขออภัยในความไม่สะดวก ให้ประชาชนที่ออกมายืนดูตามสองข้างทางเป็นจำนวนมากรับทราบ
                นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้มุสลิมในพื้นที่ตระหนักถึงความเป็นเชื้อชาติมาลายูและประเพณีวัฒนธรรมอันเป็นของท้องถิ่นของจังหวัดชายแดนใต้ อย่างไรก็ตามพวกเขายืนยันว่า ทางกลุ่มผู้ชุมนุมไม่มีวาระซ่อนเร้นแต่ประการใด

                  สำหรับรถยนต์ที่จะนำพากลุ่มผู้ชุมนุมกลับ ส่วนใหญ่เป็นรถกระบะซึ่งมีป้ายทะเบียนของจังหวัดต่างๆ ใน 3-4 จังหวัดภาคใต้ จำนวนกว่า 50 คัน มีการแบ่งสายขนส่งในพื้นที่อำเภอต่างๆ แยกชาย-หญิงอย่างเป็นระบบ ส่วนผู้ที่ยังรอรถ ต่างพากันแยกย้ายเข้าไปหลบแดดร้อนภายในมัสยิดแบรอจะรัง และมัสยิดบ้านดือราแฮ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับจุดจอดรถ
                อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการยุติการชุมนุมที่ใช้เวลากว่า 5 วันครั้งนี้แล้ว แต่ทางแกนนำนักศึกษาฯ ยังได้เปิดเผยว่าว่า จะมีการชุมนุมกันอีกครั้งในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อติดตามประเด็นข้อเรียกร้องต่างๆ ที่ได้เสนอไปและเพื่อร่วมหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ให้ได้รับความเป็นธรรมต่อไป

ที่มา : สำนักข่าวชาวบ้าน
http://www.thaipeoplepress.com/autopagev3/show_page.php?group_id=1&auto_id=43&topic_id=367&topic_no=99&page=1&gaction=on