นานมาแล้ว ณ วันเวลาที่ได้มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเจริญด้านวัตถุแห่งเมืองหลวง เป็นช่วงที่ได้สัมผัสกับประสบการณ์แห่งเมืองที่ดึงดูดคนจากภาคต่างๆในประเทศนี้ รวมถึงคนจากส่วนอื่นๆของโลกเข้ามา
ในเช้าวันหนึ่งผมมีนัดกับเพื่อนที่พระประแดงก็ขึ้นรถเมล์แถวห้างอินทราประตูน้ำเพราะจากที่นั่นขึ้นรถต่อเดียวก็ถึงบ้านเพื่อน
ถึงพระประแดงผมก็ลงจากรถเดินเข้าซอยมุ่งหน้าไปยังบ้านเพื่อน ในซอยไกลออกไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินออกมาเธอสวมกางเกงยีนส์ สวมสื้อยืดแขนสั้น เมื่อเราเดินเข้ามาใกล้พอเห็นหน้าตาชัด "สวยจัง" ผมนึกในใจเพียงแค่นั้น เมื่อเดินเข้าจนจะสวนทางกัน
"อัสสะลามุอะลัยกุมฯ บังเฮง บังเฮงใช่มั้ย?" หญิงสาวคนดั่งกล่าวเรียกเสียงดังอย่างดีใจ
"วะอาลัยกุมสสะลาม" จำได้ว่าผมตอบรับสลามและมองหน้าหญิงสาวคนนั้นอย่างงงๆ
"เออ คุณรู้จักผมด้วยหรือครับ" ผมถาม
"หนูชื่อ.....ไง" เธอบอกชื่อของเธอ
ชื่อของเธอทำให้ผมตกใจยิ่งกว่า
จำได้ซิ ทำไมผมจะจำไม่ได้ และแล้วภาพวันเก่าๆ ณ ยุวมุสลิมยะลา(ย.ม.ย.)ก็ฉายฉานขึ้นอีกครั้ง เธอเป็นนักเรียนโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลาที่ได้เข้ามาร่วมกิจกรรมกับกลุ่มยุวมุสลิมยะลา เราพบเธอในชุดฮิญาบคลุมมิดชิด เห็นเพียงดวงตาทั้งสอง เธอพูดเก่งมากและบรรยายเรื่องศาสนาได้อย่างน่าฟัง จนพวกเราผู้ชายยังยอมรับในความสามารถนี้ของเธอ สัปดาห์ละครั้งที่เราจะพบกันในช่วงประชุมประจำสัปดาห์
(หมายเหตุ ในช่วงนั้นเป็นช่วงแรกเริ่มทำกิจกรรมกลุ่มของนักเรียนนักศึกษาจากโรงเรียนต่างๆส่วนใหญ่จะไม่มีพื้นฐาทางศาสนา เพราะเป็นนักเรียนสายสามัญ จะมีเพียงบางคนเท่านั้นที่เรียนศาสนา รวมถึงเธอคนนั้น ในช่วงนั้นเราจึงยังคงประชุมร่วมกันระหว่างชายหญิง อีกอย่างช่วงนั้นนักเรียนที่เป็นเช่นกลุ่ม ย.ม.ย.ก็ยังมีไม่มากเหมือนปัจจุบันนี้)
เธอคนนั้นมีลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งก็คือมีความกระตื้อรือร้น และทำงานกิจกรรมอิสลามเข้มแข็งไม่แพ้ชายอกสามศอก หลังจากเธอเรียนจบมัธยมปลายและจบชั้นซานาวีย์ทราบเพียงว่าเธอได้กลับบ้านที่กรุงเทพและไม่ได้พบกันอีกเลย จนกระทั่งวันนั้น
"ซุบฮานัลลอฮฺนี่.....เกิดอะไรขึ้น ทำไม่???"
แล้วเธอก็เล่าเรื่องราวของเธอหลังจากกลับมาอยู่บ้านที่ กทมฯ ในเวลานั้น (20 กว่าปีก่อน) การแต่งชุดฮิญาบปิดมิดชิดเห็นเพียงดวงตาทั้งสองเป็นเรื่องที่ไม่เฉพาะสังคมทั่วไปรับไม่ได้เท่านั้น สังคมมุสลิมเองในเวลานั้นโดยเฉพาะสังคม กทมฯ ก็ยิ่งแล้วใหญ่ รวมถึงเรื่องงานอาชีพที่ต้องไปเป็นลูกจ้างเขาก็ปฏิเสธไม่ยอมรับหญิงสาวที่แต่งชุดฮิญาบ อีกทั้งคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน และชุมชนมุสลิม เธอบอกว่า เธอพยายามอยู่พักหนึ่ง อย่างโดดเดี่ยว... สุดท้ายเธอก็แพ้พ่าย และแล้วเธอคนนั้น ก็เป็นหญิงสาวคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผมในขณะนั้น เป็นอีกคนหนึ่งอย่างที่เธอเคยเป็นก่อนที่เธอจะไปเรียนที่ยะลา
ผมพยายามถอดบทเรียนจากกรณีของเธอคนนั้น และพบว่า ในการทำงานอิสลามนั้น
- เราไม่อาจจะรู้ได้ว่าเราต้องเผชิญกับอะไรบ้าง?ดังนั้นเราต้องมุ่งมั่นในการตัรบียะฮฺตัวเราเองอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทีละขั้น ที่ละก้าว เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าเราพร้อมแล้วก็ให้นึกถึงท่านรอซูล(ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ขนาดท่านยังยังต้องผ่านกระบวนการต่างๆ 13 ปีที่มักกะฮฺ และ 10 ปีที่มาดีนะฮฺ เราเองคงไม่อาจจะไปเร็วกว่าท่านรอซูล (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) จงอ่านอัลกุรอาน หะดิษ และปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านรอซูล (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)
- อย่าเป็นเช่นแกะที่หลงฝูงและอยู่อย่างโดดเดี่ยว ไม่มีแกะตัวใดที่หลงออกไปจากฝูงจะปลอดภัยจากหมาป่า เสือ หรือสิงโต ดังนั้นเราต้องรวมกลุ่ม (เป็นญามาอะฮฺ) เราจะมีเพื่อนที่คอยให้กำลังใจ ช่วยเหลือ และให้คำแนะนำปรึกษา จงเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ จงขอบคุณพวกเขาในคำตักเตือนอันห่วงใย จงช่วยเหลือกันในความดี จงรักกัน และเป็นพี่น้องกันในครอบครัวอิสลาม
- ทำให้บ้านเป็นที่กลับอันอบอุ่น จงอย่ามองข้ามความสำคัญของบ้านและสมาชิกในบ้านของเรา แต่อย่าลืมว่า กว่าเราเองจะเปลี่ยนแปลง อยากลำบากแค่ใหน ต้องเจออะไรบ้าง และนานแค่ใหนกว่าเราจะเข้าใจ ดังนั้น จงเข้าใจพวกเขา และค่อยๆทำความเข้าใจกับพวกเขา หากวันนี้พวกเขายังไม่พร้อม ไม่เป็นไร ยังมีเวลา เริ่มใหม่วันพรุ่งนี้ หาวิธีการต่างๆนานา ด้วยวิทยปัญญา และขอดุอา(ขอพร)จากพระผู้ทรงยิ่งในความกรุณาปรานี ผู้ทรงยิ่งในความเมตตาเสมอ ขอพระองค์ทรงชี้นำเราและพวกเขาสู่แนวทางอันเที่ยงตรงและอบอุ่นยิ่งนั้นของพระองค์
- อย่าปลีกตัวออกจากชุมชน สังคม จงเข้าไปร่วมกับพวกเขา และเช่นเดียวกับคนที่บ้าน จงอย่าใจร้อน หากวันนี้คนดีถอยหนี หรือยอมแพ้ เราจะหวังจากใคร??? เพราะตัวเราเองยังไม่หวังในตัวเรา วันนี้ทำไม่สำเร็จ เริ่มใหม่พรุ่งนี้ วิธีการนี้พวกเขาไม่รับ ใช้วิธีใหม่ อย่าเพิ่งท้อ นบีนุฮฺทำงานของท่านตั้ง 950 ปีเลย เราเพิ่งเริ่มเอง มิใช่หรือ?
- ความสำเร็จคือการที่เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุดตามกำลังความสามารถ ความรู้สติปัญญาที่อัลลอฮฺประทานให้เรา หลังจากที่เราได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้วก็จงมอบหมายต่อพระองค์เถิด หวังว่าเราจะได้อ่านความหมายของอายะฮฺ 286ของซูเราะฮฺอัลบาเกาะเราะฮฺกันแล้ว
หวังใจว่าเรื่องราวของ "เธอคนนั้น" จะยังประโยชน์สำหรับคนทำงานผู้เปิดใจพิจารณาเรื่องราวดังกล่าว หวังใจว่าพระองค์จะทรงนำเธอคนนั้นกลับมายังทางนั้นของพระองค์ และร่วมเดินไปบนทางนั้นสู่ความโปรดปรานอันมิขาดสายของพระองค์ อามีน
อัสลามมุอะลัยกุม วะเราะมาตุลลอฮฺ วะบะรอกาตุฮฺ
ในใจของอ.ในขณะนั้น คงห่อเหี่ยวไม่แตกต่างจาก kn เท่าไหร่ ที่เห็นพี่น้องยามเด็กที่เติบโตมาด้วยกัน เรียนเก่งศาสนา เรียนศาสนาเป็นอย่างดี เจอกันอีกทีก็ไหลไปกับกระแสธาราแห่งสังคม.....แถมยังบอกว่ารู้ตัวตนว่าทนกระแสไม่ไหว
บางทีเห็นแล้วน้ำตาจะไหล นั่นเพราะเราผิดหวัง .....
แต่เมื่อผิดหวังกับสิ่งรอบข้าง ก็ต้องหวังในตัวเองด้วยว่าเราจะผ่านพ้นไปด้วยดีไหม เราจะพาใครๆมากับเราด้วยไหม
สู้กับความยากลำบาก ดีกว่าลำบากไม่เป็น เมื่อมุสลิมบางกลุ่มอยู่ในสังคมที่สบาย เมื่อต้องเผชิญปัญหาก็แก้ไขด้วยอิสลามไม่ได้ เพราะเคยสบายจนเคยชิน...ง่อยกินกันไปเลย ^^"
สบายบ้างลำบากบ้าง คละกันไป จะได้รู้จักนำอิสลามมาแก้ไขปัญหาเป็น....
- สบายเพราะถูกทดสอบ
- ยากลำบากก็เพราะถูกทดสอบ
แต่จะสะกิดใจกันบ้างไหมเนี่ย เพราะยังพบเห็นร่ำไป มุสลิมอวดครวญ ทำไมชีวิตมันแบบนั้นแบบนี้ - -"
(แบบนี้เรียกว่าไม่สำนึก) >_<"
คนบางคน ดูเรียบร้อย สุภาพ เป็นมุสลิมที่ดี... อาจจะเพราะสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเธอต่างหาก ที่ห่อหุ้มเธอ ปกป้องเธอจากการกระทำที่ไม่ดี ปกป้องเธอจากสิ่งเลวร้าย ปิดโอกาสเธอรับรู้ถึงโลกญาฮีลียะฮ์
แต่หากเธอดีจริง ไม่ว่าวันนึง เธอต้องหลงไปอยู่ในสังคมใดก็ตาม เธอยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ไม่เปลี่ยนแปลง
แต่ก็นะ.. เพราะอิสลามรู้จักความเป้นมนุษย์ ทำให้อิสลามแนะนำให้อยู่ในหมู่คนดี มีอีหม่าน ^_^
เรื่องที่เล่าเป็นเรื่องเก่า เรื่องนาน แต่ก็อย่าคิดว่าปัจจุบันไม่เกิดขึ้น
น.ศ. มอย.ที่อยู่ข้างๆเรา เห็นปิดหน้า ผ้าคลุมใหญ่โต บางทีถ้าไปเจอข้างนอก อ.ไม่รู้หรอกว่า เธอคนนั้นเป็น น.ศ มอย.
บางคนไม่ใช่เฉพาะชุดเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง คบกับผู้ชาย ไปๆมาๆ กับผู้ชาย ก็มี
ผมก็พยายามคิดว่า เขาคงนิกะฮฺกันแล้วถึงกล้าทำอย่างนั้น (คิดในแง่ดี)
"แต่ก็นะ.. เพราะอิสลามรู้จักความเป้นมนุษย์ ทำให้อิสลามแนะนำให้อยู่ในหมู่คนดี มีอีหม่าน ^_
ขอพระองค์ทรงให้เราได้อยู่ท่ามกลางเหล่าศรัทธาชนที่สนับสนุนซึ่งกันและกันในความดี และช่วยเหลือกันในความศรัทธา
ชุกร็อนครับ
พอ kn คิดมุมกลับ
- ด้วยเพราะเราอยู่จนชินในสภาพแบบนี้ เลยรู้สึกว่าธรรมดาไปเสียแล้วกับสิ่งที่พบเจอเกิดขึ้น เลยรู้ทางหนีทีไล่ได้ เหมือนหัวใจจะแข็งกระด้างไปด้วย กร้านสังคมโลกไปซะงั้น
- แต่ผู้ที่มาใหม่ มาเยือนเมืองแห่งนี้กลับต้องพบความลำบาก ความวุ่นวาย กันพอสมควร
ถ้ามองแบบคนหัวใจแข็งกระด้าง อาจจะบอกว่าทำไมล่ะ แค่นี้เองทำไมแก้ปัญหาไม่ได้ ทำไมต้องทำเป็นวุ่นวายยุ่งยากจัง.....
พอยืนคนละจุดแล้วลืมใจเราใจเรา การใส่ใจการให้ความช่วยเหลือก็จะจางไป คนหนึ่งจะจมน้ำ คนหนึ่งที่ว่ายน้ำเป็นกลับเฉย เพราะคิดว่า เดี๋ยวก็ว่ายเป็นเองแหละ....
เกี่ยวกับเนื้อหานิดหน่อย
แต่เป็นการมองอีกมุมหนึ่งของสังคมน่ะค่ะ......