วัดเปลี่ยนไป

๕. การบิณฑบาต

มีสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการบิณฑบาตมากมาย ซึ่งผู้เขียนคิดว่าสามารถเขียนเป็นหนังสือเล่มย่อมๆ ได้เลย แต่เพื่อมิให้เกิดความเยิ่นเย่อและมากเรื่อง จะขอกล่าวในส่วนที่เกี่ยวกับเด็กวัด อาหารชุดที่ขายให้ญาติโยมใส่บาตรตอนเช้า และการให้พรของพระภิกษุ-สามเณรในเวลาบิณฑบาตเท่านั้น

เรื่องเด็กวัด สมัยผู้เขียนเด็กๆ จะคุ้นเคยกับเสียงเรียกว่า ใส่บาตร ! ... ตักบาตร ! ...หรือ พระมาแล้ว ! ... ซึ่งเด็กวัดตะโกนเรียนอยู่หน้าบ้านในเวลาเช้า เมื่อผู้เขียนแรกบวชก็ยังคงมีอยู่ เพิ่งมา ๔-๕ ปีหลังนี้เองที่รู้สึกว่าเสียงเหล่านี้ก็กำลังเลือนหายไปจากสังคมไทยเช่นเดียวกัน ด้วยว่าพระภิกษุ-สามเณรยุคนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ลูกโยมหรือเด็กวัดคอยเดินหิ้วปิ่นโตและสะพายย่ามคอยเดินตามหลัง... อีกอย่างหนึ่งวัดปัจจุบันนี้ ไม่ค่อยมีเด็กวัดมีแต่ คนแก่(อยู่)วัด หรือมีแต่ เฒ่าโยม มิใช่ลูกโยมเหมือนกับสมัยก่อน

สาเหตุที่เด็กวัดหายไปจากสังคมวัดนั้นมีหลายประการด้วยกัน เช่น การคุมกำเนิดทำให้ปัจจุบันมีประชากรเด็กน้อยลง (ฟังว่า โรงเรียนระดับประถมบางแห่งก็มีปัญหาเรื่องเด็กนักเรียนน้อยลง บางโรงเรียนก็ต้องยุบไปรวมเข้ากับโรงเรียนอื่น) ผู้ปกครองของเด็กในปัจจุบันก็ไม่นิยมให้ลูกอยู่วัด เด็กนักเรียนปัจจุบันก็ไม่ชอบอยู่วัด แต่นิยมที่จะเช่าบ้านเช่าหอพักหรือไปเช้ากลับเย็นเพราะการเดินทางสะดวกกว่าสมัยก่อนมาก อีกประการหนึ่งก็คือ ค่านิยมในวัดไม่สามารถเชื่อมกับค่านิยมของเด็กสมัยนี้ได้

ผู้เขียนมีความเห็นว่า ผลกระทบจากการไม่มีเด็กวัดในปัจจุบัน นอกจากจะทำให้การบิณฑบาตเปลี่ยนไป กล่าวคือ พระภิกษุ-สามเณรจะต้องพึ่งตัวเองทั้งหมดเวลาบิณฑบาตแล้ว ยังเป็นสาเหตุทำให้ความเป็นไปในวัดเปลี่ยนไปหลายอย่าง เช่น ปิ่นโตมีความจำเป็นน้อยลง โดยมีถุงพลาสติกเข้ามาแทนที่ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาใหม่ นั่นคือ ปัญหาขยะภายในวัด

เมื่อไม่มีเด็กวัดคอยกินข้าวก้นบาตร ทำให้มีอาหารเหลือมาก จึงมี "คนมักได้" บางกลุ่มคอยอาศัยใบบุญของวัดเรื่องนี้ คนจำพวกนี้อาจแบ่งเป็นสองพวก คือ พวกอาศัยอยู่ในวัดประจำกลายเป็น คนแก่(อยุ่)วัด หรือ เฒ่าวัด และพวกที่ขนกลับไปบ้านเพื่อแบ่งกันกิน (ฟังว่า บางคนก็นำไปขาย) กลายเป็นผลประโยชน์ต่างตอบแทนกับพระภิกษุ-สามเณรที่คนมักได้เหล่านี้เกี่ยวข้องอยู่ ผู้เขียนคิดว่าบรรดาคนมักได้เหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ "วัดเปลี่ยนไป" เช่นเดียวกัน

 

เรื่องอาหารชุด ในสังคมเมืองปัจจุบัน จะเป็นสงขลา กรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ก็ตาม เวลาเช้าตรู่จะมีผู้ขายอาหารเป็นชุดไว้บริการนักบุญที่คอยทำบุญใส่บาตรตอนเช้า สถานที่ขายอาหารชุดเหล่านี้เปรียบเสมือนจุดนัดพบระหว่างนักบุญกับนักบิณฯ (พระภิกษุ-สามเณร) นักบิณฯ บางรูปอาศัยความสะดวกก็เลยยืนคอยอยู่ที่หน้าร้าน มิหนำซ้ำ ! บางแห่งเจ้าของร้านก็บริการนักบิณฯ ด้วยการจัดหาเก้าอี้มาให้ท่านนั่งคอยอีกด้วย (ฟังว่า บางที่มีการตกลงระหว่างนักบิณฯ กับเจ้าของร้าน โดยการนำอาหารที่บิณฑบาตได้มาขายให้นักบุญซื้อใส่บาตรอีกครั้ง) การจัดอาหารชุดไว้ขายลักษณะนี้ ผู้เขียนคิดว่าเป็นพัฒนาการทางสังคมอย่างหนึ่ง

ค่านิยมเรื่องอาหารชุดใส่บาตรทำนองนี้ ค่อยๆ ขยายตัวออกไปสู่สังคมนอกเมือง กลายเป็นว่าการทำบุญใส่บาตรตอนเช้าเป็นการลงทุนหรือเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งของบรรดานักบุญ จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งบ่งชี้ว่าการบิณฑบาตในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากยุคอดีต ซึ่งผู้เขียนยังจำได้ว่า สมัยที่เป็นนาคอยู่วัดท่าแซเพื่อเตรียมบวช เมื่อหิ้วปิ่นโตสะพายย่ามตามหลังพระบิณฑบาต บางบ้านก็นำเพียงข้าวมาใส่บาตร ส่วนกับข้าวนั้น เจ้าของบ้านอนุญาตให้เข้าครัวไปตักเอาเองในหม้อแกง บางคนก็ตะโกนบอกมาจากหน้าบ้านว่าให้ตักไปเยอะๆ หรือบางท้องถิ่นในวันที่ยังไม่มีกับข้าวใส่บาตรก็ใช้เกลือโรยไว้บนข้าวสุก (ด้วยหวังว่า เกิดชาติหนึ่งชาติใดจะได้ไม่ต้องกินข้าวเปล่า อย่างน้อยก็จะได้กินข้าวกับเกลือ) นั่นคือ การทำบุญตักบาตรตอนเช้าในสมัยก่อนเป็นเพียงการแบ่งกันกิน

อนึ่งในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักบิณฯ และมีประสบการณ์ตรงเรื่องนี้ พบว่านักบิณฯ โดยมากไม่ค่อยพอใจกับอาหารชุดเหล่านี้ เพราะจะเป็นอาหารเดิมๆ รสชาดเดิมๆ... ที่เชียงใหม่ ย่านสี่แยกกาดพยอม (กาด คือ ตลาด) บรรดานักบิณฯ บ่นกันมากเรื่องอาหารชุดเหล่านี้บูด เพราะเจ้าของร้านมักง่ายนำอาหารชุดเหล่านี้ซึ่งขายไม่หมดใส่ตู้เย็นไว้ รุ่งเช้าก็นำไปนึ่งแล้วนำกลับมาขายใหม่... ส่วนที่สงขลาผู้เขียนไม่เคยเจอและไม่เคยได้ยินเรื่องอาหารบูด (ข่าวล่าสุด เมื่อเช้ามีพระบ่นให้ฟังว่า เจออาหารบูดแล้ว แถวถนนนางงาม) แต่ก็เบื่อกับอาหารเดิมๆ รสชาดเดิมๆ เช่นเดียวกับนักบิณฯ อื่นๆ

 

เรื่องการให้พร ตั้งแต่ผู้เขียนยังเป็นเด็กจนมีอายุครบบวชและแม้แรกบวชก็ยังไม่ค่อยได้เห็นพระภิกษุ-สามเณรให้พรหลังจากนักบุญใส่บาตร เพิ่งมาเข้าใจก็ตอนไปเที่ยวภาคเหนือ (พ.ศ. ๒๕๒๙) จึงรู้ว่าเป็นธรรมเนียมเฉพาะถิ่น วิธีการก็คือหลังจากนักบุญใส่บาตรแล้วก็จะพนมมือและพระภิกษุ-สามเณรหลายรูปก็จะยืนเป็นแถวแล้วก็จะให้พรหรืออนุดมทนาเป็นภาษาบาลีด้วยบทสัพพีติโยฯ หรืออาจมีบทอื่นเพิ่มเติมอีกด้วยตามแบบ แต่ถ้ามาดูปัจจุบันนี้ ปักษ์ใต้บ้านเราก็มีพระภิกษุ-สามเณรให้พรเช่นเดียวกัน

ผู้เขียนสันนิษฐานว่า พระภิกษุ-สามเณรบ้านเราน่าจะเลียนแบบมาจากพระภิกษุ-สามเณรในภาคอื่นซึ่งมาอยู่แถวบ้านเรา แต่วิธีการให้พรของพระภิกษบ้านเราก็แตกต่างไปจากที่อื่น คือมิได้ยืนเป็นแถวเพื่อรอให้พรพร้อมๆ กัน เป็นแต่เพียงว่ารูปใดสมัครใจจะให้พรเท่านั่น บางรูปก็ให้เป็นภาษาบาลี บางรูปก็ให้เป็นภาษาไทย บางรูปก็ผสมกันทั้งไทยและบาลี บางรูปก็ให้พรเสียยาวเฟื้อยจนรูปที่รอแถวเพื่อรับบิณฑบาตอยู่เบื้องหลังรู้สึกตะขิตตะขวงใจก็มี

ตามความเห็นของผู้เขียน ญาติโยมนักบุญผู้ใส่บาตรตอนเช้าจะรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจเป็นพิเศษ เมื่อพระภิกษุ-สามเณรให้พร และวันต่อมาก็มักจะรอใส่บาตรรูปเดิมที่เคยให้พร... พระภิกษุ-สามเณรรูปอื่นเห็นเช่นนั้นก็เลยเอาเยี่ยงอย่าง จนกระทั้งทุกวันนี้ ผู้เขียนสังเกตว่ารูปที่ให้พรกำลังจะมากกว่ารูปที่ไม่ให้พร กลายเป็นค่านิยมใหม่ขึ้นมา (ฟังว่า เมื่อหลายเดือนก่อน การประชุมพระสังฆาธิการอำเภอเมืองสงขลา ก็เคยนำเรื่องนี้มาถกเถียงกัน แต่ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าจะเอาอย่างไร) ส่วนผู้เขียนก็คงรักษาธรรมเนียมเดิมของปักษ์ใต้บ้านเราด้วยการไม่ให้พรเป็นปรกติ (เพียงแต่ให้พรในใจเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น)

จะเห็นได้ว่า การให้พรของพระภิกษุ-สามเณรในเวลาบิณฑบาตก็อาจสะท้อนถึงความนิยมของบรรดาญาติโยมนักบุญได้เช่นเดียวกัน นั่นคือ พระภิกษุ-สามเณรพยายามสนองตอบญาติโยมนักบุญให้เกิดความพอใจนั่นเอง แหละนี้ก็อาจเป็นตัวอย่างที่บ่งชี้ได้เช่นเดียวกันถึงสาเหตุที่ทำให้ "วัดเปลี่ยนไป" และเรื่องนี้นักบุญทั้งหลายมีความเห็นอย่างไร ?

เมื่อกลับจากบิณฑบาตก็ต้องทำภัตรกิจหรือการฉันข้าว ซึ่งจะนำเสนอในหัวข้อต่อไป...

(มีต่อ)