ถ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีแล้ว จะเป็นพระหรือฆราวาส ก็ดีทั้งนั้น

      มาเล่านิทานของดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยากันต่อครับ ครั้งนี้เสนอเรื่อง "เป็นพระหรือฆราวาสดีกว่ากัน"

เป็นพระหรือฆราวาสดีกว่ากัน

      กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่กรุงพาราณสี มีกษัตริย์พระองค์หนึ่ง พระองค์ต้องการจะรู้ว่า "การเป็นพระหรือฆราวาส สิ่งไหนจะดีกว่ากัน?

      ดังนั้นพระสงฆ์รูปใดที่เข้ามาในประเทศของพระองค์ พระองค์ก็จะนิมนต์พระสงฆ์รูปนั้นมาซักถามคำถามนี้

  • พระบางรูปก็ตอบว่าเป็นพระดีแน่
  • บางรูปก็ตอบว่าฆราวาสดีกว่า

       กษัตริย์ก็ให้พระแต่ละรูปพิสูจน์ เมื่อพิสูจน์ไม่ได้ พระองค์ก็ให้พระสึกและแต่งงาน มีชีวิตอยู่อย่างฆราวาส

       วันหนึ่งมีพระหนุ่มรูปหนึ่ง เข้ามาที่กรุงพาราณสีนั้น กษัตริย์ก็ได้ถามคำถามเช่นเดียวกัน พระตอบว่า "ถ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้ดีแล้ว จะเป็นพระหรือฆราวาส ก็ดีทั้งนั้น"

      จากนั้นพระหนุ่มก็ได้ทำการพิสูจน์ โดยการพากษัตริย์กรุงพาราณสี ไปยังประเทศใหญ่อีกประเทศหนึ่ง ซึ่งพอทั้งสองเข้าไปในเมืองหลวง ก็เห็นผู้คนมากมายกำลังชุมนุมกันอยู่ ทั้งสองก็เดินเข้าไปดู ปรากฏว่าพระธิดาของพระเจ้าแผ่นดินในประเทศนั้น "กำลังทำพิธีเลือกคู่"

       พระธิดาเสด็จผ่านชายหนุ่มทั้งหลาย แต่ก็ยังไม่พอพระทัย ทุกคนต่างรู้สึกเสียใจ แต่แล้วในนาทีสุดท้าย ก็มีพระหนุ่มรูปงามอีกรูปหนึ่งเดินเข้ามาดูก่ชุมนุมของประชาชน เมื่อพระธิดาเห็นเข้าก็หลงรักทันที และเสี่ยงพวงมาลัยไปให้พระหนุ่มรูปนั้น

       "เออ ! ไม่ใช่นะ อาตมาเป็นพระ ไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ " แล้วพระหนุ่มก็เดินหันหลังกลับไป
      
       พระบิดาของพระธิดา พระองค์ทรงเสด็จตามไป และตรัสว่า "สมบัติจะเป็นของท่านครึ่งหนึ่ง หากท่านเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับพระธิดาของเรา และอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือจะเป็นของท่านเมื่อเราสวรรคตแล้ว"

        "อาตมาไม่สนใจเลย" พระหนุ่มตอบแล้ว ก็เดินหลีกเข้าป่าไป

         พระธิดาวิ่งตามพระหนุ่มนั้นเข้าไปในป่าด้วยความหลงรัก แต่ก็ไม่ทัน พระหนุ่มหลบหายไปแล้ว

        ระหว่างนั้นพระรูปเดิมกับกษัตริย์กรุงพาราณสีก็ตามพระธิดาไป เพื่อเฝ้าติดตามเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด พอมองเห็นพระธิดาทรงโศกาด้วยความเสียใจ จึงเข้าไปปลอบและบอกว่าจะพากลับเข้าไปส่งในเมือง แต่ทว่าขณะนั้นเป็นเวลาค่ำแล้ว จึงพากันไปนั่งพักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และตั้งใจว่าจะพักค้างคืนอยู่ที่นั่น

        บนต้นไม้มีครอบครัวนก พ่อ แม่ และลูกนก 3 ตัว อาศัยอยู่อย่างมีความสุข พ่อนกกล่าวขึ้นก่อนว่า "วันนี้เราโชคดีมาก มีแขกเข้ามาอาศัยในบ้านเรา แต่เดี๋ยวสักครู่ แขกของเราจะต้องหนาวแน่เลย"

        จากนั้นพ่อนกก็บินไป ค่อยๆ คาบไม้มากองเป็นกองฟืน แล้วก็บินไปคาบไม้ที่ติดไฟมาเป็นเชื้อไฟ ติดกองฟืนเป็นกองไฟ ในที่สุดก็มีความอบอุ่นให้แก่แขกตลอดคืน

         หลังจากนั้นพ่อนกก็พูดต่อไปว่า "แขกของเราจะต้องหิวแน่ๆ เลย ข้าจะสละเนื้อหนังของข้าให้เขารับประทาน" กล่าวจบพ่อนกก็บินเข้ากองไฟ สละชีวิตตัวเองให้เป็นอาหารของแขก

         พอแม่นกเห็นดังนั้น ก็คิดว่า แขกมีตั้ง 3 คน แต่มีอาหารแค่นกตัวเดียวคงไม่พอ จึงบอกความคิดนั้นแก่ลูกๆ ทั้ง 3 ตัว แล้วก็บินตามพ่อนกเข้าไปในกองไฟ

         ลูกนกทั้งสามเห็นดังนั้นก็ปรึกษากัน "เราจะต้องเสียสละชีวิตให้แขกของเรา" แล้วก็กระโดดตามเข้าไปในกองไฟทั้ง 3 ตัว 

         พระกับกษัตริย์ได้ฟังและก็มองดูด้วยความตกตะลึง นิ่งไปครู่หนึ่ง..ในที่สุดพระก็พูดกับกษัตริย์ว่า "นี่แหละคือข้อพิสูจน์"

  • ถ้าเป็นพระก็ต้องสละโลกจริงๆ ไม่สนใจรูปร่างหน้าตาของพระธิดาที่สวยที่สุดในโลก และไม่สนใจทรัพย์สมบัติทั้งมวล
  • หากจะเป็นฆราวาส ก็ควรจะเป็นแบบครอบครัวของนกที่อาศัยจากอยู่บนต้นไม้นี้ พยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้มีความสุข ทำหน้าที่พลเมืองดีของสังคม แม้จะต้องเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่ชีวิตก็ยังสละได้

        นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า "การเป็นพระหรือฆราวาสไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่ว่า จะต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เช่นนี้จึงจะเป็นบุคคลที่วิเศษที่สุดบนโลกใบนี้"

 

beeman by Apinya

มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์  
神奇的蜂爷
  
(shen2  qi2  de1  feng1  ye2)