"เอาสติ ตามดูจิตตัวเอง ว่ากำลังคิดอะไร"

เมื่อคืน ผมดูรายการตาสว่างของ ดู๋ สัญญา คุณากร..เป็นการสัมภาษณ์ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ (
เกิด 23 ตุลาคม 2497 ที่ เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี)....ช่วงแรกเป็นการสัมภาษณ์ "การทดลองชีวิต" ภาค ๑ ศึกษาภาวะจิตใจของตัวเองที่เป็นประสบการณ์จริง...แล้วนำมาเขียนเป็นหนังสือ " เดินทางสู่อิสระภาพ" (หนังสือหนา 504 หน้า ซึ่งหลายท่านได้เคยอ่านแล้ว)

ช่วงแรก (ของรายการ)...... เป็นการบอกกล่าวถึงการเดินทางด้วยเท้าและเรื่องราวระหว่างทางที่ได้พบเจอ ตั้งแต่เริ่มออกเดินทางจากเชียงใหม่ จนถึงเกาะสมุย ซึ่งเป็นบ้านเกิด (ใช้เวลา 66 วัน ระยะทาง ๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร) บนเส้นทางที่ก้าวเดิน ได้สอดแทรกความคิดในเชิงปรัชญาชีวิต มิตรภาพที่ได้พบเจอ

วัตถุประสงค์ของการเดินทางด้วยเท้าคือ ต้องการให้การเดินทางเป็นไปอย่างช้าๆ เพื่อเก็บรายละเอียดระหว่างทางให้มากที่สุด (ในขณะที่การเดินทางด้วยความเร็วของยานพาหนะไม่สามารถทำได้) ภายใต้เงื่อนไขของการเดินทางคือ

  1. ไม่ถือเงินติดตัว เพราะการมีเงินทำให้ค่าและอำนาจของเงิน บดบัง ปกปิดคุณค่าและอำนาจของมนุษยธรรม ที่มีอยู่ในตัวเองและเพื่อนมนุษย์ที่ผ่านพบ
  2. ไม่เดินไปหาคนรู้จัก ทั้งนี้ก็เพราะการรู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว ทำให้สูญเสียโอกาสในการสร้างมิตรภาพใหม่
  3. ไม่มีการวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ไม่ว่าจะเดินทางถึงที่ไหนเมือไหร่ เนื่องจากต้องการเข้าไปสู่ความไม่แน่นอน และความไม่แน่นอนนี่แหละคือบทเรียนอันประเสริฐที่ปรารถนาจะเรียนรู้
  4. ไม่เรียกร้องโอดครวญให้เพื่อนมนุษย์เห็นใจสงสาร เพราะการทำเช่นนั้น อาจจะเป็นการบีบคั้นให้เพื่อนมนุษย์ต้องให้ความช่วยเหลือ โดยที่เขาอาจจะไม่มีความสุขกับการช่วยเหลือ
  5. ไม่ทำในสิ่งที่พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการกระทำที่เกิดจากอำนาจของความโลภ ความโกรธ และความหลง ที่มีอยู่ภายในจิตใจของตนเอง
    ....นั่นเป็นภาคแรก
    .....เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 2548

ภาค ๒ ท่านไปอินเดีย...แต่ไม่ใช้เงื่อนไขเดิม...เดินทางโดยเครื่องบิน...พกเงินติดตัว....จุดประสงค์ครั้งนี้เพื่อไปขอบคุณแผ่นดินอินเดียที่ท่านเคยไปอยู่ 11 ปี และไปกราบเท้าครูคนแรกและคนเดียว (ที่อินเดีย) ซึ่งยังคงมีชีวิตอยู่....ครั้งนี้ไปใช้ชีวิตที่อินเดีย 8 เดือน (ระหว่างเดือนเมษายน-ธันวาคม 2550)

เรื่องเล่าตอนแรก จับเอาตอนที่ท่านเดินทางถึงอินเดีย...และจับแท๊กซี่ (ไม่มีแอร์) เข้าเมือง ระหว่างทางที่รถติดไฟแดง....ได้พบเด็กขอทานยื่นมือเข้ามาแตะที่ตัวท่าน...ถ้าเป็นเมื่อก่อนท่านจะต้องรู้สึกไม่ดีกับเด็กขอทานพวกนี้ (ที่บังอาจมาแตะตัวท่าน) แต่ตอนนี้ท่านเปลี่ยนไป (Change) ท่านหันไปยิ้มกับเด็กขอทานพวกนั้นพร้อมกับสบตาเด็กๆ ด้วย..แต่เด็กพวกนั้นไม่กล้าสบตาท่าน แล้วจากนั้นก็ค่อยๆ ถอนมือออกจากตัวท่าน...จากนั้นรถแท๊กซี่ก็วิ่งต่อไป

เรื่องเล่าตอนที่สอง จับภาพตอนที่ท่านไปนั่งอยู่นอกเมือง เห็นเด็กขอทานเที่ยวขอทานนักท่องเที่ยว (...ตราบใดที่ยังมีคนขอทาน แสดงว่ายังมีคนที่มีความสุขกับการให้...) ภาพตอนไปขอทานอาจจะดูน่าสงสาร แต่เมื่อนักท่องเที่ยวผ่านไป เด็กเหล่านี้ก็มาเล่นกันอย่างมีความสุข...ท่านบอกว่า "เด็กขอทาน" กำลังทำหน้าที่ของ "คนขอทาน"....ช่วงหนึ่งท่านได้ยกมือไหว้ขอทาน...ที่ทำให้ท่านได้เข้าใจชีวิตดียิ่งขึ้น..

เรื่องเล่าต่อจากตอนที่สอง ท่านจะกลับเข้าไปสถานีรถโดยสารในเมือง..ได้เรียกแท๊กซี่..ท่านตั้งกติกาว่า ไปอินเดียเที่ยวนี้ใครขออะไรก็จะให้ ระหว่างที่ตกลงเรื่องค่าโดยสารกัน แท๊กซี่เรียก 50 รูปี ซึ่งถือว่ามาก ท่านคิดว่าครั้งนี้ ให้แท๊กซี่ "ฟัน" หน่อย ก็ขึ้นไปนั่ง..แล้วแท๊กซี่ก็พาไปส่ง..ใกล้นิดเดียว

พอท่านหยิบธนบัตร 20 ๒ ใบ และ 10 ๑ ใบ แท๊กซี่ก็บอกว่าไม่ใช่ เข้าใจผิด (ก่อนหน้านี้คุยภาษาอินเดีย แต่ตอนนี้คุยเป็นภาษาอังกฤษ)....ท่านก็คิดว่าแท๊กซี่คงจะบอกว่า "ไม่ใช่ 50 รูปี แต่เป็น 100 รูปี" ท่านก็จะหยิบเงินเพิ่มให้..

แต่แท๊กซี่อธิบายว่า "ความจริง เข้าใจผิด ไม่ใช่ 50 แต่เป็น 15 รูปี เท่านั้น" ท่านก็เข้าใจจิตใจของตัวเองขึ้นมาทันทีเลยว่า "แม้เราจะฝึกจิตมานานแล้ว แต่เราก็ยังฝึกจิตไม่ดี ที่ไปคิดอคติกับคนขับแท๊กซี่คนนี้"

ท่านจึงยัดเยียดเงิน 50 รูปี ใส่มือแท๊กซี่ ไหว้ครั้งหนึ่ง แล้วก็ลงจากรถไป...โดยไม่หันกลับไปมอง

เรื่องเล่าตอนที่สาม ท่านได้ไปที่สังเวชนียสถาน ท่านไปมาหลายครั้งแล้ว...แต่ครั้งนี้ท่านรู้สึกว่า ได้เข้าใจคำสอนของ "สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า" อย่างแท้จริง มันเป็นสิ่งที่ต้องประสบกับตนเอง ไม่สามารถอธิบายได้..

เรื่องเล่าตอนที่สี่ จับภาพตอนที่ท่านขึ้นไปที่ต้นแม่น้ำ "คงคา" บนเทือกเขาหิมาลัย..ช่วง ๓ วันที่อยู่ที่นั่น ท่านมีความสุขมาก..ช่วงนั้นท่านเป็นไข้ แต่ท่านก็มีความสุขลึกๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้...ที่ได้เข้าใจภาวะจิตใจของตัวเอง ระหว่างอยู่ต้นแม่น้ำคงคา..."สรูติ ได้ยินได้ฟังจากต้นกำเนิดจริงๆ จากธรรมชาติ รู้สึกว่ามีเสียงไพเราะของต้นน้ำแม่คงคา"

กลับมาที่เมืองไทย : ชีวิตที่อยู่บนโลกนี้มันสั้นนัก..คนไทยควรจะมองเห็นคุณค่าของเพื่อนรอบข้าง และจงมองเห็นแต่สิ่งที่ดีๆ ของกันและกัน...

พอได้ฟังเรื่องนี้แล้ว...ผมก็อดกลับมาเฝ้ามองจิตตัวเอง..รู้สึกว่า "เรายังฝึกจิตไปไม่ถึงไหน" จะต้องฝึกให้หนักยิ่งขึ้น...ในช่วงสัปดาห์หนึ่งที่ผ่านมา จิตสับสนมาก มันถูกบีบคั้นจากคนใกล้ชิด....ช่วงนี้เลยอยาก "พักจิต" อยู่คนเดียว..และ "เอาสติ ตามดูจิต ว่ากำลังคิดอะไร" ..อิอิ

(หมายเหตุ ครั้งนี้ได้เห็น "ตัวตน" ของท่าน ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ ผ่านจอทีวี และได้มองเห็นภาวะจิตที่ได้พัฒนาไปในขั้นสูง..)

beeman by Apinya

มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์
神奇的蜂爷

(shen2 qi2 de1 feng1 ye2)