ฮือฮาสมใจรัฐบาลกับ 6 มาตรการประชานิยม ที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม นำทีมรัฐมนตรี แถลงโครงการ "6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน" หลังประชุม ครม. วันอังคารที่ 15 ก.ค. ซึ่งมีเนื้อหา ดังนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนในภาวะวิกฤตเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลได้ออกมาตรการ 6 อย่าง ขึ้นทดแทนโครงการคูปองคนจนที่มีปัญหา ดังนี้

ฮือฮาสมใจรัฐบาลกับ 6 มาตรการประชานิยม ที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม   นำทีมรัฐมนตรี แถลงโครงการ "6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน"  หลังประชุม ครม. วันอังคารที่ 15 ก.ค. ซึ่งมีเนื้อหา ดังนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนในภาวะวิกฤตเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลได้ออกมาตรการ 6 อย่าง ขึ้นทดแทนโครงการคูปองคนจนที่มีปัญหา ดังนี้

1)      ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพื่อส่งเสริมการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. นี้

2)      ชะลอปรับราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ในภาคครัวเรือน

3)      ลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือน ภาครัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใช้น้ำประเภทที่อยู่อาศัยที่มีปริมาณการใช้น้ำในช่วง 0-50 ลูกบาศก์เมตร(คิว)/เดือน จะครอบคลุมการใช้น้ำทั้งประเทศประมาณ 3.2 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ใช้น้ำในเขตนครหลวง 1.2 ล้านราย และเขตภูมิภาค 2 ล้านราย  มาตรการนี้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายน้ำประปาเฉลี่ยต่อรายต่อเดือนประมาณ 213 บาท ในเขตนครหลวง และ 176 บาท ในเขตภูมิภาค แต่จะทำให้รัฐบาลต้องเสียรายได้ โดยจะลดการนำส่งรายได้จากการประปานครหลวง (กปน.) 1,530 ล้านบาท และต้องจัดสรรงบประมาณกลางปี"52 ให้แก่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ที่ต้องสูญเสียรายได้จากมาตรการนี้ 2,400 ล้านบาท

          4)      ลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน ภาครัฐจะเข้าช่วยเหลือหากครัวเรือนใดที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 80 หน่วย/เดือน จะใช้ไฟฟรี ส่วนที่ใช้เกิน 80 หน่วย/เดือน แต่ไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน รัฐจะออกค่าไฟให้ครึ่งหนึ่ง   ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 80 หน่วย/เดือน ประมาณ 6.47 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็น       ผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) 0.17 ล้านครัวเรือน และผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 6.30 ล้านครัวเรือน ขณะที่จำนวนผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน มีประมาณ 9.86 ล้านครัวเรือน แบ่งเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าในเขต กฟน. 0.41 ล้านครัวเรือน  และผู้ใช้ไฟฟ้าในเขต กฟภ. 9.45 ล้านครัวเรือน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนครัวเรือนละ 120-200 บาท แต่จะทำให้ กฟน. และ กฟภ. รายได้ลดลง 12,000 ล้านบาท  รัฐจึงเห็นควรให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ลดราคาค่าไฟฟ้าให้ กฟน. และ กฟภ. ลง จากนั้นให้ กฟผ.หักรายได้นำส่งรัฐจากผลการดำเนินงานของปี"51/52 แทน

5)      ลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทางของผู้มีรายได้น้อย ส่วนนี้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จะรับผิดชอบโดยจะจัดรถเมล์ร้อน 800 คัน จากที่มีอยู่ 1,600 คัน ใน 73 เส้นทางให้บริการประชาชน ซึ่งจะสลับ   การให้บริการคันต่อคันระหว่างรถที่ให้บริการฟรีกับรถที่เก็บเงิน ภาครัฐจะจัดสรรงบกลางปี"52 ชดเชยให้ ขสมก.  1,244 ล้านบาท รวมถึงจะใช้ระบบการให้บริการทางสังคมของรัฐวิสาหกิจ (PSO) ในการจัดสรรงบประมาณให้ ขสมก.ด้วย

6)      ลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 และรถไฟชานเมือง ซึ่งจะให้บริหารฟรีเฉพาะชั้น 3 ที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศเท่านั้น ครอบคลุมผู้ใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 16 ล้านคน มาตรการนี้จะทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) รายได้ลดลง 250 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐจะจัดสรรงบกลางปี"52 ชดเชยให้

6 มาตรการนี้จะช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้ 9.8 ล้านครัวเรือน เฉลี่ยครัวเรือนละ 300-400 บาท  และตลอด 6 เดือน จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ทั้งหมด 4.7 หมื่นล้านบาท

จากมาตรการเหล่านี้ รัฐจึงไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือคนยากจนด้วยโครงการคูปองคนจนอีกต่อไป เพราะปัญหาคูปองคนจนยังคิดไม่ตกว่าคนจนที่ว่าจะต้องมีรายได้เท่าไหร่ และใครคือคนจน

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า ต้องยกเลิกโครงการคูปองคนจน เพราะมีคำถามว่าคนจนคือใครและควรช่วยเหลือเท่าไหร่ อีกทั้งที่ผ่านมาในมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยมักจะรั่วไหลจากการคอร์รัปชั่น ดังนั้น จึงเปลี่ยนมาใช้การช่วยเหลือผ่านมาตรการด้านสาธารณูปโภคแทน สำหรับมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันยืนยันว่ารัฐไม่ได้นำเงินไปอุดหนุน เพียงแต่รายได้จากภาษีสรรพสามิตจะลดลงเท่านั้น แต่จะได้ทดแทนจากรายได้ของภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จากการใช้จ่ายของประชาชน คาดว่าจะทำให้อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประมาณการทั้งปีจะขยายตัวที่ 5.5-6% เพิ่มสูงขึ้น 0.3-0.5% และจะช่วยลดผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูง  มาอยู่ที่ 6-7% เท่านั้น อย่างไรก็ตามจากรายได้ที่รัฐต้องสูญเสียไปและต้องนำงบกลางปี"52 มาชดใช้ อาจมีผลให้     รัฐต้องเพิ่มการขาดดุลงบประมาณปี"52 อีก 3 หมื่นกว่าล้านบาท อาจต้องทำงบขาดดุลเพิ่มในปีหน้าเพราะรัฐจำเป็นต้องชดเชยเงินให้แก่รัฐวิสาหกิจ คาดว่าจะขาดดุลเพิ่มประมาณ 3 หมื่นกว่าล้านบาท

ผมขอยืนยันว่าในช่วงที่ใช้ 6 มาตรการระยะ 6 เดือนนี้ จะไม่มีการยุบสภาอย่างแน่นอน เพราะการยุบสภา    จะทำให้เกิดสุญญากาศทางการบริหารประเทศถึง 3 เดือน ซึ่งจะไม่ดีต่อระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศ รัฐจึงไม่มีแนวคิดยุบสภาเพื่อหวังคะแนนเสียงแน่นอน

 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือด้านน้ำประปา สำหรับพื้นที่ชนบทยังต้องหารือกับอธิบดีกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากการใช้น้ำในพื้นที่ชนบทไม่ได้ซื้อน้ำจากการประปาส่วนภูมิภาค จึงจำเป็นต้องหารือเพื่อช่วยเหลือชาวชนบทเช่นที่ช่วยเหลือคนเมือง

พล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในการประชุมครม. ความตั้งใจแรกจะให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันมีผลทันทีและสามารถใช้ได้เลยในวันที่ 16 ก.ค. แต่ตนขอให้ยืดระยะเวลาการใช้ออกไป เนื่องจากต้องเช็กสต๊อกน้ำมันในคลังของผู้ประกอบการและเช็กว่าแต่ละปั๊มเหลือน้ำมันอยู่เท่าไหร่ ซึ่งต้องใช้เวลา 7-9 วัน จากนั้นจะบริหารจัดการโดยใช้งบฯจากกองทุนน้ำมันเพื่อให้มีผลทันทีในวันที่ 25 ก.ค. เมื่อใช้มาตรการนี้ถึง 6 เดือนตามนโยบายรัฐบาล กระทรวงพลังงานต้องเช็กสต๊อกน้ำมันในคลังและปั๊มอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันทุกราย      สบายใจได้ว่าน้ำมันจะไม่ขาดแคลน รวมถึงจะไม่มีการกักตุนน้ำมันไว้ด้วย  จากมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันครั้งนี้จะทำให้ราคาน้ำมันบนบกไปเท่ากับราคาน้ำมันม่วง หรือน้ำมันที่ชาวประมงใช้กัน ซึ่งถือเป็นประโยชน์กับประชาชน ส่วนกรณีหลายฝ่ายกังวลว่า การลดภาษีน้ำมันจะทำให้ประชาชนไม่ประหยัดการใช้น้ำมันและยิ่งจะส่งเสริมให้คนใช้รถฟุ่มเฟือยมากขึ้น ก็ต้องขอความร่วมมือจากผู้ใช้รถและใช้น้ำมันให้ประหยัดกันด้วย เพราะนี่เป็นเพียงมาตรการบรรเทาที่รัฐลดให้เฉพาะภาษีน้ำมัน ไม่ได้ลดราคาให้ต่ำกว่าราคาต้นทุนและประชาชนทุกคนยังต้องชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม  เมื่อเติมน้ำมันทุกครั้ง ดังนั้น โครงสร้างภาษีน้ำมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะนำงบฯ จากส่วนใดมาชดเชยรายได้ที่หายไปจากภาษีสรรพสามิตน้ำมัน น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า จะจัดเก็บจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจากมาตรการนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไป ประชาชนยังจับจ่าย ไม่หยุดชะงักไปจากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง และตลอด 8 เดือนของปีงบประมาณ 51 รัฐสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีมูลค่าเพิ่มสูงกว่าเป้าหมายแล้ว 1 หมื่นล้านบาท ดังนั้น หากต้องเสียรายได้จากภาษีน้ำมันไป 30,000 ล้านบาท   ก็จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จริงเพียง 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

เมื่อถามว่า มาตรการใช้น้ำและไฟฟรี หากเป็นประชาชนที่อาศัยในคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ หรือหอพัก     จะได้ใช้ไฟและน้ำฟรีด้วยหรือไม่ นายสมัคร กล่าวว่า ปกติการใช้น้ำและไฟของกลุ่มคนเหล่านี้จะจ่ายให้กับนิติบุคคลของคอนโดฯ หรืออพาร์ตเมนต์ เรื่องนี้ต้องให้นิติบุคคลไปตกลงกับ กฟน.และ กปน.เอง โดยต้องเฉลี่ยว่าจำนวนห้อง กับค่าน้ำและค่าไฟรวมแล้วจะทำให้แต่ละห้องเหลือจ่ายค่าน้ำและไฟเท่าไหร่ หากไม่ถึงสัดส่วนที่รัฐจะเข้าไปช่วยเหลือก็ไม่ต้องจ่าย แต่หากเกินก็ต้องรับผิดชอบกันไป

ต่อข้อถามว่า การใช้รถไฟฟรีหากเป็นรถไฟพาณิชย์ชั้น 3 จะใช้ฟรีด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จะให้ใช้ฟรีเฉพาะรถไฟขนส่งบุคคล และต้องเป็นชั้น 3 พัดลม ไม่มีแอร์ รวมไปถึงรถไฟชานเมืองที่ไม่มีแอร์ด้วย นอกเหนือจากนี้ใครนั่งก็ต้องจ่ายตามอัตราปกติที่ ร.ฟ.ท.กำหนด  การให้บริการฟรีของ ร.ฟ.ท.ครั้งนี้ได้รับการช่วยเหลือจาก บมจ.บางจาก และบมจ.ปตท. ที่ขายน้ำมันดีเซลราคาลดให้ ร.ฟ.ท.ในราคาลิตรละ 3 บาท

ทุกมาตรการที่กำหนดในครั้งนี้จะเริ่มใช้พร้อมกันทั้งหมดในวันที่ 1 ส.ค. นี้ และจะใช้ไป 6 เดือน ยกเว้นมาตรการลดภาษีน้ำมันที่จะเริ่มในวันที่ 25 ก.ค. นี้เลย ส่วนหลังจาก 6 เดือนเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องของอนาคตยังทำนายไม่ได้

ข่าวสด (คอลัมน์รายงานพิเศษ)  16  กรกฏาคม  2551