เสียงเรียก หมอๆ ตั้งแต่เช้า ผมเหลือบมองดูนาฬิกา หกโมงครึ่งเอง ใจนึกอยากจะนอนคุดคู้ใต้ผ้าห่มอุ่นๆให้นานหน่อย พลิกตัวกลับมาอีกด้าน เสียงเรียก หมอๆ อีกครั้ง ผมดีดตัวออกจากที่นอนออกไปเปิดประตู เห็นละเซโหม่ (ละเซโหม่ เป็นคำเรียกผู้หญิงกะเหรี่ยงที่มีลูกคนแรกชื่อว่า "ละเซ")
 "วิซาจู หมอ ยา โพ โชเก"
    เสียงเรียก หมอๆ ตั้งแต่เช้า ผมเหลือบมองดูนาฬิกา หกโมงครึ่งเอง ใจนึกอยากจะนอนคุดคู้ใต้ผ้าห่มอุ่นๆให้นานหน่อย พลิกตัวกลับมาอีกด้าน เสียงเรียก หมอๆ อีกครั้ง ผมดีดตัวออกจากที่นอนออกไปเปิดประตู เห็นละเซโหม่ (ละเซโหม่ เป็นคำเรียกผู้หญิงกะเหรี่ยงที่มีลูกคนแรกชื่อว่า "ละเซ") แบกลูกมัดติดหลังด้วยผ้าห่มสีตุ่นๆที่ทอเอง ทำหน้าละห้อย

"วิซา จู หมอ ยา โพ โชเก" (ขอโทษ หมอ ลูกเราไม่สบาย ) ผมมองเห็นเด็กน้อยหน้าซีดแนบอยู่ข้างหลังของแม่ ส่วนแม่ก็หอบ หายใจเร็วเพราะแบกลูก เดินมาอย่างรีบเร่งจากหมู่บ้านคุ้งน้ำ ริมฝั่งสาละวิน ผมรีบเดินจ้ำอ้าวไปที่สถานีอนามัย เปิดประตูอนามัยอย่างรวดเร็ว

"บา มะตา หล่อ"
(เป็นอะไร ล่ะ) ผมถาม
"โลโก่ กะเหนาะระ มือหน่า มีเตอะเนบา ดอหน่า" (ไข้ ตัวร้อน หนาวสั่น เมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืน) ละเซโหม่ ตอบ

     ผมคว้าปรอทวัดไข้มาวัดไข้เด็กทันที หยิบเข็มเจาะเลือดกับสไลด์ ทำการเจาะเลือดเด็กไว้ก่อน   เสียงเด็กร้องจ้าเมื่อถูกเข็มเจาะที่ปลายนิ้ว แม่รีบปลอบลูกให้หยุดร้อง อุ้มลูกมาดูดนมแม่ ผมหยิบปรอทที่วัดไข้เด็กมาดู ไข้สูง 39 องศา รีบเอาผ้าไปชุบน้ำเพื่อให้แม่ช่วยเช็ดตัวลดไข้เด็ก เอายาลดไข้ให้เด็กกิน เลือดที่เจาะไว้ก็ยังไม่แห้ง เพราะยังเช้าอยู่ไม่มีแสงแดด แต่ด้วยที่ทำงานในพื้นที่ชายแดนอย่างนี้แปดปีกว่า ผมนึกในใจ "ไข้มาลาเรีย แน่นอน" เลือดที่เจาะไว้แห้งแล้วต้องย้อมน้ำยาอีกครั้งเพื่อทำให้เกิดการติดสี สามารถตรวจหาเชื้อมาลาเรียได้ง่ายขึ้น ย้อมน้ำยาไว้ประมาณ 5 นาที ล้างน้ำยาออกด้วยน้ำสะอาด รอให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง จึงจะตรวจได้ ระหว่างที่รอสไลด์ แห้ง ผมมองละเซโหม่ ที่เช็ดตัวให้ลูก ไม่ว่าจะเป็นแม่ของคนชาติไหน เผ่าพันธุ์ไหน ความรักที่มีต่อลูกช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน

     ผมหยิบสไลด์ที่แห้งแล้วมาตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ ขยายวงกล้อง เลื่อนสไลด์เพื่อดูเชื้อมาลาเรีย นั่นไงล่ะ ว่าแล้วเชียว เจ้าเชื้อมาลาเรีย     วงเด่นเป็นรูปคล้ายแหวน กระจายเต็มวงกล้องไปหมด เชื้อ พีเอฟ เสียด้วยสิ

   "บา ปะโจ่ จึ๊" (เป็นมาลาเรีย) ผมบอกกับละเซโหม่ จากนั้นรีบจัดยารักษามาลาเรีย แนะนำการกินยา และนัดวันตรวจซ้ำ
    "ตะบรึ๊ โดมะ หมอ" (ขอบคุณมาก หมอ)

ชีวิตผู้คนชาวกะเหรี่ยงริมฝั่งสาละวิน กับการเป็นไข้มาลาเรีย ดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ กับทางเลือกที่ต้องดำรงชีวิต เลี้ยงชีพ เลี้ยงครอบครัว ทำให้การดูแลตัวเองด้านสุขภาพเป็นเรื่องที่ไม่ใส่ใจนัก น้ำสาละวินไหลเอื่อยๆ สักพักก็วนมาเป็นเกลียวหมุนลงไปใต้น้ำ แม่น้ำเมยที่ไหลมาบรรจบไหลแรง เซาะหาดทรายเป็นร่องน้ำกว้าง ริมฝั่งแม่น้ำชายวัยกลางคนกำลังสาละวน ดึงตาข่ายที่ดักปลาไว้ ริมหาดทรายผู้เฒ่าชาวกะเหรี่ยงกำลังใช้มีดขุดหาจิ้งหรีด อย่าง ขะมักเขม้น อีกด้านนึงมือก่า ก็กำลังปลูกยาสูบ บนหาดเป็นแถวยาว เรือพายลำเล็กๆกำลังพายเข้ามาหาฝั่งอย่างรวดเร็ว พอถึงฝั่งรีบหามคนขึ้นมาจากเรือ ทหารกะเหรี่ยงจากฝั่งพม่า หามเพื่อนมาที่สถานีอนามัย

"หมอช่วยหน่อย"
"เป็นอะไรล่ะ"
"หนาวสั่น อาเจียน ตัวร้อนมาห้าวัน แล้ว ไม่รู้จะทำไงดี เลยพากันข้ามฝั่งมาหาหมอนี่แหละ"


  "มาลาเรียอีกแล้ว"
ผมนึกในใจ ผมนั่งตรวจหาเชื้อมาลาเรีย พลางคิดไป แม่น้ำสาละวินอาจจะกั้นพรมแดนระหว่างประเทศก็ตาม แต่การกำหนดอาณาเขต  กำหนดเขตแดน โดยรัฐ พึ่งจะทำทีหลัง จึงมิอาจแยกผู้คนแถวนี้ให้ไปมาหาสู่กันได้ คนไข้ที่นี่ก็เช่นกัน บ่อยครั้งที่จะมาจากฝั่งพม่า มาขอรับบริการที่นี่เสมอ

      ขณะที่ผมกำลังนั่งคุยกับมือก่าข้างสถานีอนามัย ทหารกะเหรี่ยงเดินมาหาขอให้ข้ามไปดูเมียที่เจ็บท้องคลอดลูกที่ฝั่งโน้น ผมรีบขึ้นไปเอาอุปกรณ์ชุดทำคลอดฉุกเฉินตามไปทันที

      นั่งเรือพายด้วยใจตุ้มๆต่อมๆ พอไปถึงผมตรวจดูอาการแล้วจึงรู้ว่าที่ คลอดไม่ได้เพราะเชิงกรานแคบ แม่เบ่งจนหมดแรง ผมจัดการเปิดเส้นเติมน้ำเกลือไว้ บอกทหารกะหรี่ยงที่เป็นสามี  พาผมกลับข้ามมาที่ฝั่งไทย ประสานกับทหารพรานที่ฝั่งไทยขอพาคนไข้ฝั่งโน้นส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลในเมือง ติดต่อเรือยนต์ที่จะไปส่งได้แล้ว สามีคนไข้ก็ถามผมว่าผมไปส่งคนไข้ด้วยหรือเปล่า เขาไม่กล้าไปสองคนกับเมียกลัวถูกตำรวจจับเป็นคนต่างด้าว ผมเลยรับปากว่าจะไปส่ง

เขียนใบส่งตัวเสร็จ เสียงเครื่องยนต์ของเรือดังกระหึ่มทั่วคุ้งน้ำแล่นออกจากฝั่ง มุ่งหน้าไปจุดม่งหมายท่าเรือบ้านแม่สามแลบทันที ใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆพอเรือถึงฝั่งรีบพาคนไข้ขึ้นรถไปส่งโรงพยาบาล สีหน้าคนไข้บ่งบอกอาการปวดอย่างชัดเจน ใจผมอยากหลับตาแล้วถึงโรงพยาบาลเดี๋ยวนั้นเลย แต่ความเป็นจริงรถก็วิ่งไปตามถนนไปเรื่อยๆ บางครั้งรถกระแทกกับหลุมบ่อบนถนน เสียงดังตึง คนไข้ทำหน้าเหยเก ร้องครวญคราง ปวดเหลือเกิน

    ถึงโรงพยาบาลเจ้าหน้าที่เอาเปลรถเข็นมารับ ผมจัดการเรื่องใบส่งตัว คนไข้ถูกนำเข้าไป ในห้องคลอด ผมนั่งรอกับสามีคนไข้ที่กระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง ไม่นานนัก เสียงเด็กร้องไห้จ้า ผมถอนหายใจโล่งอก นึกว่าจะไม่ทันเสียแล้ว ผมบอกสามีคนไข้ไปดูหน้าลูกและเมียที่พยาบาลพามานอนที่เตียงคนไข้ ทั้งคู่กำลังชื่นชมชีวิตใหม่ที่เกิดมาลืมตาดูโลก แต่จะบังเอิญหรือฟ้าลิขิตที่ต้องข้ามฝั่งมาเกิดที่แผ่นดินไทย ผมบอกคนไข้และสามีว่าจะกลับไปที่อนามัยก่อนแล้วจะมารับ ทั้งคู่ขอบคุณผมแต่ก็ไม่ลืมย้ำว่าให้มารับด้วยตอนที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เพราะกลับไปไม่ถูก ผมรับปาก แล้วรีบเดินทางกลับสถานีอนามัยเส้นทางสายเดิม รีบลงเรือ กลัวกลับไม่ทันเวลาที่เขา กำหนดไว้ ถ้าเกินหกโมงเย็นเรือลำไหนวิ่งในน้ำสาละวิน ยิงได้ทันที ทั้งทหารพม่าและทหารไทย

     ชีวิตหมออนามัยชายแดนก็เป็นเช่นนี้ เวลาและการเดินทางเป็นเครื่องกำหนดในการทำงาน ไม่ค่อยจะมีโอกาสที่จะแวะชมโน่น ชมนี่ เพราะถ้าช้าไปไม่ทัน นั่นหมายถึงการเดินทางต้องเลื่อนไปเป็นวันรุ่งขึ้นแทน ผมกลับมาถึงสถานีอนามัยประมาณ ห้าโมงเย็น เข้าบ้านพัก หุงข้าว เปิดปลากระป๋องที่มีผู้หญิงสามคนยืนยิ้มบนฉลาก เชิญชวนให้ลิ้มลอง หั่นพริกขี้หนู ซอยหอมแดง บีบมะนาว ลงไป คลุกให้เข้ากัน แล้วออกไปรดน้ำต้นไม้ในช่วงที่รอข้าวสุก

   ข้าวสวยหอมกรุ่นและกลิ่นมะนาว กระตุ้นความหิว ทำให้ผมไม่รอช้ารีบตักข้าวใส่ปาก
"หมอๆ หมอ ๆวิซาจู มาเจอยาเจ ยาโพโชเก" (หมอๆ ขอโทษ ช่วยหน่อย ลูกเราไม่สบาย)ผมวางช้อนลงบนจาน เคี้ยวข้าวเต็มปาก ลุกขึ้นเดินไปที่อนามัยอีกครั้ง.