ตลอดระยะเวลา ๒๐๐ ปีที่ผ่านมา มนุษยชาติสามารถพัฒนาความเจริญด้านวัตถุได้อย่างรวดเร็วและน่าทึ่งมีเทคโนโลยีทุกรูปแบบช่วยสนองความต้องการได้อย่างยอดเยี่ยม แต่คิดไม่ถึงว่าในท้ายที่สุดมันจะกลับกลายมาเป็นปัญหาที่ทำให้ชีวิตประจำวันของเราต้องดิ้นรนทุกข์ยากมากกว่าเดิม

สถานการณ์ในปัจจุบันได้สะท้อนผ่านสื่อทุกประเภทให้เราได้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า"มนุษยชาติกำลังเดินพลาดอย่างมหันต์ มีความฉลาด-แต่ขาดความเฉลียว(ขาดสติ)" คนส่วนใหญ่จึงหลงบำรุงเลี้ยงกิเลส ตัณหา ให้เติบกล้าอหังการเกินกว่าจะบรรยาย จิตใจของคนทุกวันนี้จึงถูกอำนาจ กิเลส ตัณหา พันธการไว้อย่างเหนียวแน่นกว่ายุคใดๆ

 

ภายในก้อนสมองอันจำกัดของคนเรา เมื่อถูกกิเลสตัณหาครอบงำ นำความรู้ทางด้านวัตถุใส่เข้าไปมากเท่าไหร่ ความรู้ด้านจิตใจย่อมถูกเบียดหายไปมากเท่านั้น และจึงเป็นธรรมดาของทุกแห่งในโลกที่มากไปด้วยความฟุ้งเฟ้อด้านวัตถุ เราจึงพบเห็นประชากรเจ็บป่วยด้วย โรคเครียด มากขึ้น ยาเสพติดแพร่ระบาด ครอบครัวล่มสลาย การทำลายทรัพยากรและความสมดุลทางธรรมชาติแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง เกิดโรคภัยรุนแรงแปลกใหม่

 

วิกฤตการณ์ทางสังคมเหล่านี้ล้วนมีมูลเหตุมาจาก อวิชชา(ความไม่รู้จริงในอาริยสัจ๔) ตัณหา(ความทะยานอยากในจิตใจ) อุปาทาน (ความยึดมั่น ถือมั่น) ในจิตใจของเราทุกคนร่วมกันก่อขึ้นมา มากบ้างน้อยบ้าง แม้จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่ผลพวงของปํญหาสังคมทั้งหมดกำลังกลายเป็นงานหนักของพระสงฆ์และบุคคลากรในสายงานด้านสุขภาพจิตที่ต้องรับภาระการบำบัดและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางสังคมดังกล่าวข้างต้น ซึ่งกำลังเป็นไปอย่างรุนแรงและรวดเร็วปานประหนึ่งติดจรวด

 

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อการเผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นแสงสว่างของโลก และเพื่อกระตุ้นเตือนท่านผู้อ่านผู้สนใจทุกท่านให้ใส่ใจต่อการ "สำรวมชีวิตให้ตั้งมั่นอยู่ในคลองธรรม"และเล็งเห็นความสำคัญของการเรียนรู้เรื่องความตาย อันเป็นธรรมดาของเราทุกคนให้มากกว่าการปล่อยชีวิตไหลล่องไปตามอิทธิพลครอบงำของกระแสบริโภคนิยม(consumerism) ที่ยังคงมุ่งยั่วยุกิเลส ตัณหากันสุดๆแบบหลงลืมความตาย จนก่อให้เกิดปัญหาลูกโซ่ลุกลามไปทั่วทุกมิติและทุกระดับของสังคม แม้กระทั่งพระหนุ่มเณรน้อยในท่ามกลางสังคมปัจจุบันเองก็ล้วนได้รับอิทธิพลจากการครอบงำโดยทั่วถึง หากปราการด่านสุดท้ายคือพระสงฆ์ สามเณร ผู้ศึกษาปฏิบัติธรรม และบุคคลากรในสายงานด้านสุขภาพจิตทั้งหลาย ยังไม่มีภูมิคุ้มกันอันเกิดจากความเข้าใจชีวิตที่ถูกต้องอย่างเพียงพอ นั่นย่อมเป็นลางหายนะที่กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า "ผลกรรมอันเกิดจากการใช้ชีวิตไหลล่องไปตามกระแสโลกอย่างไร้สติ ที่มวลมนุษยชาติได้ร่วมกันก่อไว้ กำลังนำพาพวกเราทั้งหมดเดินมุ่งหน้ามาเกือบถึงปลายทางแห่งกาลอวสานแล้ว"และโอกาสรอดคงเหลืออยู่เพียงนิดเดียว "คือขึ้นอยู่กับจิตสำนึกอันเด็ดเดี่ยว ในการเปลี่ยนแปลงตัวเราเองให้ดำเนินชีวิตตามคลองธรรมให้ได้เท่านั้น"..มิได้อยู่ที่การฝากความหวังไว้กับใครอื่นทั้งสิ้น..                      

เจริญธรรมนำสุข