ให้เข้มงวดในการผลิต ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและเงื่อนไขการส่งออกที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาอย่างเคร่งครัด เพื่อแข่งขันในตลาดโลกและได้รับการเชื่อถือว่าสินค้าที่ผลิตจากเกษตรกรไทยมีคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยสูง ซึ่งนอกจากเกษตรกรจะมีรายได้ที่มั่นคงแล้ว ยังจะช่วยให้มีการขยายไปสู่สินค้าเกษตรตัวอื่นต่อไป

           หน่อไม้ฝรั่งนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรเป็นอย่างดี  เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกเพื่อการส่งออกใช้พื้นที่น้อย ผลตอบแทนสูง ดั้งนั้น จึงได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรดำเนินการผลิตในรูปแบบครบวงจร โดยมีบริษัทผู้รับซื้อทำสัญญาซื้อขายกับกลุ่มเกษตรกรและประกันราคารับซื้อผลผลิตตามมาตรฐานที่กำหนด  พื้นที่การผลิตหน่อไม้ฝรั่ง ส่วนใหญ่อยู่ในแถบภาคตะวันตก  ในปีที่ผ่านมาเฉพาะในภาคตะวันตกมีการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง  17,242  ไร่  กระจายอยู่ใน 4 จังหวัด  ได้แก่ กาญจนบุรี  8,191 ไร่  ราชบุรี  4,491  ไร่  สุพรรณบุรี  2,511  ไร่  และนครปฐม  2,049  ไร่  มีผลผลิตรวม  43,249  ตัน/ปี  ซึ่งในจำนวนนี้ได้มีเกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งและทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทธานียามาสยาม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทส่งออกหน่อไม้ฝรั่งไปประเทศญี่ปุ่น  จำนวน  14   กลุ่ม  พื้นที่ปลูก  3,875  ไร่  สมาชิก  1,742  คน

          นายสุพจน์  แสงประทุม  ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัด

ราชบุรี  เปิดเผยว่า จากการประชุมร่วมกันระหว่างบริษัท ธานียามาสยาม จำกัด และเกษตรกรกลุ่มต่างๆ ที่ร่วมโครงการเพื่อทราบสถานการณ์การส่งออกหน่อไม้ฝรั่งไปญี่ปุ่น และกำชับผู้ปลูกให้ระมัดระวังด้านคุณภาพหน่อไม้ฝรั่ง โดยเฉพาะการใช้สารเคมีอย่างเคร่งครัด ณ ห้องประชุมสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้สรุปสภาวการณ์ที่มีผลกระทบต่อการส่งออกหน่อไม้ฝรั่ง ดังนี้

            จากภาวการณ์ที่อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทและเงินเยนลดลงตามลำดับในเดือน

พฤษภาคม 2551 อยู่ในอัตรา 1: 3.88  นั้น นับว่าส่งผลดีต่อการส่งออกหน่อไม้ฝรั่ง สำหรับการส่งออกก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตลอดเวลา  จากเดิมนับจากเดือนพฤศจิกายน 2550 ส่งออก  50.47 ตัน คิดเป็น  30% ของปริมาณที่เคยส่งออกและในเดือนพฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมาส่งออกได้ 103 ตัน และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกเดือน แต่ยังมีปัญหาบ้างในเรื่องของการตรวจพบสารเคมี EPN ของหน่อไม้ฝรั่งที่ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นของบางบริษัท ดังนั้น จึงได้มีการตรวจเข้ม 100% ก่อนนำออกจากด่านศุลกากร  ซึ่งทำให้บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกทั้งอาจมีผลกระทบต่อการสั่งซื้อของผู้บริโภค เนื่องจากไม่มั่นใจในการตกค้างของสารเคมีดังกล่าว  อย่างไรก็ตามทางบริษัท ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยการขอยืดเวลาการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร ในระหว่างเดือนกรกฏาคม ถึง สิงหาคม 2551 นี้จาก 2 สัปดาห์  เป็น  3  สัปดาห์

         นอกจากนี้ ยังพบว่ามีเกษตรกรถึง 25% ของสมาชิกกลุ่มผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่งที่ทำสัญญา

กับบริษัท ยังมีความเสี่ยงในเรื่องการปนเปื้อนสารเคมี เนื่องจากแปลงปลูกอยู่ติดกับแปลงปลูกของเกษตรกรอื่นที่ไม่ได้มาตรฐานการส่งออก หรือมีการใช้ถังพ่นสารเคมีร่วมกับพืชชนิดอื่น  จึงขอให้เกษตรกรตรวจสอบระยะห่างของแปลงหน่อไม้ฝรั่ง  ให้ห่างจากแปลงปลูกหรือที่มีการใช้สารเคมีอย่างน้อย 4 เมตร และแยกถังพ่นสารเคมีเพื่อใช้เฉพาะหน่อไม้ฝรั่งเท่านั้น อีกทั้งต้องใช้สแลนท์ชนิดหนา 80% ระหว่างแปลงด้วย ซึ่งมาตรการนี้จะนำไปใช้กับทุกคู่สัญญาเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

         นายสุพจน์  ได้กล่าวให้ความสำคัญในเรื่องของการผลิตสินค้าตรงตามข้อตกลงว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการให้คำแนะนำแก่เกษตรกร ให้เข้มงวดในการผลิต ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและเงื่อนไขการส่งออกที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาอย่างเคร่งครัด เพื่อแข่งขันในตลาดโลกและได้รับการเชื่อถือว่าสินค้าที่ผลิตจากเกษตรกรไทยมีคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยสูง ซึ่งนอกจากเกษตรกรจะมีรายได้ที่มั่นคงแล้ว ยังจะช่วยให้มีการขยายไปสู่สินค้าเกษตรตัวอื่นต่อไป