ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของอาจารย์หมอเทพ หิมะทองคำ ที่ว่า “Not Medicine, But Administrative make change”

                เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ทางสำนักระบาดวิทยาได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนามาตรฐานงานระบาดวิทยาสู่ระบบการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล มีผู้เข้าร่วมประมาณ 40 คนจากสำนักระบาดวิทยา จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จากโรงพยาบาลทั่วไปและจากโรงพยาบาลชุมชน

                เริ่มกิจกรรมด้วยการเปิดประเด็นโดยนพ.คำนวณ อึ้งชูศักดิ์ ผอ.สำนักระบาดและมีการอภิปรายโดยพญ.เพชรศรี ศิรินิรันดร์ ผู้ทรงคุณวุฒิกรมควบคุมโรคและนพ.ทวีเกียรติ บุญยไพศาลเจริญ สาธารณสุขนิเทศน์  แล้วก็มีการเปิดประเด็นอภิปรายร่วมกันจากผู้เข้าร่วมประชุมโดยเริ่มจากอาจารย์หมอสุชาติ เจตนเสนและคนอื่นๆ

                ช่วง 10 โมงอาจารย์หมออนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ได้เข้ามาร่วมอภิปรายด้วย  หลังจากนั้นเวทีก็เริ่มจุดติดก็มีคนร่วมออกเสียงอภิปรายจำนวนมากรวมทั้งผมด้วยที่พยายามเสนอความเห็นมากหน่อยเพราะช่วงบ่ายไม่ได้อยู่ร่วมประชุมด้วยเพราะต้องไปประชุมที่ สคส.อีกเรื่องหนึ่ง

                ผมได้คุยกับพี่ลดารัตน์ ผาตินาวินซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องมาตรฐาน ก็ได้ทราบว่าพี่เขาได้อ่านในเว็บบล็อกผมก็เลยเชิญผมมาเข้าร่วมด้วยเพราะผมเองก็แปลกใจเหมือนกันเนื่องจากพี่ศุภกิจ ผชช. พ. เวชกรรมป้องกันตากก็มาด้วย ทำไมถึงมีตากมา 2 คน

                เท่าที่ฟังหลายคนเสนอ ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า เรากำลังอยู่ในท่ามกลางของผู้เข้าประชุมที่มีบริบทที่แตกต่างกัน มีมุมมองแคบและกว้างไม่เท่ากัน โดยทุกคนที่มาต่างก็ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเหมือนกัน การสรุปจะเป็นสิ่งที่ยากมาก บางคนมองว่ากำลังจะเป็นเรื่องใหม่ที่เขาต้องเหนื่อยขึ้น บางคนมองว่าต้องแยกออกมาเป็นมาตรฐานเฉพาะเรื่อง เป็นต้น และได้เห็นว่า มุมมองของผู้ปฏิบัติจะมีวิธีคิดและวิธีปฏิบัติไปอย่างหนึ่ง มุมมองของผู้บริหารก็จะมองไปในเชิงภาพรวมมากกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายถึงของใครผิด ของใครถูก แต่ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของอาจารย์หมอเทพ หิมะทองคำ ที่ว่า “Not Medicine, But Administrative make change” และผู้ปฏิบัติหลายท่านที่เสนอความเห็นออกมามีแต่ปัญหาอย่างโน้นอย่างนี้ คนไม่มี คนไม่อยากทำ คนไม่ก้าวหน้า เครื่องมือไม่พร้อม ทำให้ใจผมคิดไปถึงตอนที่เรียนบริหารและตอนที่ไปออสเตรเลียถึงคำพูดที่ว่า การบริหารคือการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

                ก่อนจะมีการประชุม ทางผู้จัดเองก็ได้ทำงานมาก่อนแล้วโดยการพยายามไปรีวิวสิ่งดีๆในเรื่องการเฝ้าระวังและควบคุมโรคพร้อมทั้งนำมากำหนดเป็นมาตรฐานฉบับร่าง(แต่ผมอ่านแล้วก็ดูเหมือนจะสมบูรณ์แล้ว)มาอย่างดีโดยแบ่งออกเป็น 3 ตอนคือ

1.ภาพรวมของหน่วยงาน

2. กระบวนการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคและภัยสุขภาพ

3.ผลผลิตและผลลัพธ์การดำเนินงาน

                ผมได้อ่านร่างแล้ว ก็เกิดความเห็นขึ้นมาว่า สิ่งที่ร่างออกมาเริ่มต้นจากวิธีปฏิบัติ เน้นกระบวนการมากกว่าเน้นผลลัพธ์ เพราะในส่วนผลลัพธ์ไม่ได้กล่าวรายละเอียดไว้ แต่ในส่วนกระบวนการจะเขียนกำหนดละเอียดยิบเลย ผมจึงได้เสนอไปว่าน่าจะมองที่ผลลัพธ์ก่อนแล้วค่อยย้อนไปดูกระบวนการ ไม่อย่างนั้นคนทำจะติดที่กระบวนการ เมื่อมาตรฐานเป็นกระบวนการคนก็ติดที่มาตรฐานโดยไม่มองให้ทะลุไปถึงผลลัพธ์ได้ เหมือนได้มาตรฐานแต่ไม่ได้ไปถึงชาวบ้าน ผมจึงเสนอว่าสำนักฯน่าจะกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการไว้ แล้วนำเอาผลลัพธ์ของแต่ละจังหวัดมาเทียบเคียงกัน แล้วนำเอาที่ที่มีผลลัพธ์ที่ดีมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสกัดเอาความรู้ออกมาว่าเขามีกระบวนการหรือวิธีการอย่างไรจึงได้ผลดีอย่างนี้ เราก็จะได้Best practiceออกมา อาจช้าหน่อยแต่จะทำให้คนทำไม่รู้สึกว่าถูกบังคับด้วยมาตรฐานกระบวนการที่จะทำให้รู้สึกอึดอัด ต่อต้านและไม่เกิดกระบวนการเรียนรู้หรือสร้างสรรค์วิธีการใหม่ๆขึ้นมาเพราะสำนักฯไปเขียนมาตรฐานบังคับเขาไว้แล้ว และสุดท้ายมันจะกลายเป็นมาตรฐานเช็คลิสต์ที่สามารถตบตาให้ได้มาตรฐานกันได้ง่ายเหมือนกับมาตรฐานหลายอันที่กรมต่างๆสร้างขึ้นหรือแม้แต่มาตรฐานPCUก็ตาม ก็เป็นแบบนี้ สิ่งที่ผมเสนอก็คืออยากให้ใช้กระบวนการจัดการความรู้ว่าพัฒนาวิธีหรือกระบวนการให้ได้มาตรฐานที่เหมาะสมกับบริบทของหน่วยงานแต่ละแห่ง

                ในร่างนี้ยังกำหนดตัวชี้วัดไว้จำนวนมาก ในหลายระดับ แต่ผมเองได้เสนอว่า น่าจะวัดผลลัพธ์แค่ 3 ตัวก็พอคือ

1.  อัตราการเกิดโรคซ้ำในช่วงเวลา 2 เท่า ของระยะฟักตัวของโรคที่ดำเนินการสอบสวน

2.  การลดลงของอัตราการเกิดโรคที่สำคัญ

3.  ความพึงพอใจของประชาชนต่อบริการของหน่วยงาน

                อีกประเด็นที่ผมเสนอก็คือ การมีมาตรฐานเป็นสิ่งดีเพราะเป็นไกด์ไลน์ให้ทำดี แต่ถ้าสมารถสอดแทรกหรือบูรณาการเข้ากับสิ่งที่มีอยู่แล้วจะดีกว่า เพราะจะได้ไม่แตกเป็นส่วนๆ เป็นเรื่องๆ และจะเกิดได้ถ้ากรมกอง ต่างๆ ไม่สร้างอัตตาของตนเองขึ้นมา เพื่อให้รู้ว่านี่ของฉันนะ ถ้าจะทำต้องทำแบบฉัน เพราะถ้าเป็นแบบนี้มันจะทำให้เกิดมาตรฐานมากมายที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานเพราะมันแตกเป็นส่วนๆ แยกกันทำ แย่งกันทำ ถือตัวตน โดยผมเสนอไปว่ามาตรฐานของกรมอนามัยก็มีเรื่องHPHอยู่แล้ว สามารถนำไปใส่เป็นมาตรฐานเฉพาะเรื่องได้ หรือเป็นTechnical standardได้เป็นเรื่องๆไป ซึ่งตอนนี้ทางHAก็พยายามทำอยู่แล้ว ทำไมเราต้องไปเหนื่อยคอยคิดมาตรฐาน แล้วก็คอยไปประเมินเองด้วย

                พอเที่ยงกว่าๆก็หยุดพักรับประทานอาหาร และในช่วงบ่ายผมไมได้เข้าร่วมก็เลยไม่ทราบว่าข้อสรุปเป็นอย่างไร แต่ผมได้เสนอทางพี่ลดารัตน์ ไปว่า ถ้าจะทำแบบการจัดการความรู้ก็น่าจะกระตุ้นให้แต่ละจังหวัดมาเขียนเว็บบล็อกแลกเปลี่ยนกันแล้วทางสำนักฯตั้งเป็นชุมชนคนระบาดขึ้นมา แล้วคอยดักจับความรู้มาพัฒนามาตรฐานก็ได้ จะทำให้ผู้ปฏิบัติได้มีเวทีแสดงความคิดเห็น ความรู้ได้อย่างกว้างขวางด้วย