แก๊ส NGV LPG ปตท. บ่อน้ำมัน บาร์เรล

NGV ปลอดภัยกว่า LPG จริงหรือ

     ทุกครั้งที่ได้ดูได้ฟังสื่อทั้งโทรทัศน์และวิทยุ พูดถึงเรื่องการสนับสนุนให้ใช้ก๊าซ NGV(Natural Gas For Vehicle = แก๊สธรรมชาติสำหรับรถยนต์ แต่ทั่วโลกเรียก..CNG=Compress Natural Gas = แก๊สธรรมชาติอัด)และพยายามให้เลิกใช้ ก๊าซ LPG มักให้ข้อมูลเชิงลบกับ LPG (Liquidfied Petrolium Gas )หาว่าไม่ดีอย่างโน้นอันตรายอย่างนี้ ทำไมสื่อทั้งหลายจึงไม่พยายามหาข้อมูล หาข้อเท็จ จริงนำออกมาเปิดเผยให้ผู้บริโภค คือประชาชนได้รู้ข้อมูลจริงๆ เพื่อพิจารณาตัดสินใจที่จะเลือกเอง เหมือนกับรัฐบาลจงใจ ที่จะปิดบังอำพราง ซุกซ่อนบางสิ่งบางอย่างไว้เพื่ออะไร

    ในฐานะที่ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ใช้ LPG มาเกือบสามปีแล้ว ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกติดตั้ง ผมได้หาข้อมูลจากหลายแห่ลง ทั้งจากผู้ที่เคยใช้เช่นพี่น้องชาวแท็กซี่ และข้อมูลทางวิชาการที่มีอ้างอิงเปรียบเทียบไว้ ดังนั้นทุกครั้งที่ได้ยินได้ฟังจากสื่อ จึงคิดว่าทำไมจึงต้องให้ข้อมูลที่ไม่ครบ ทั้งๆที่แพงก็แพงกว่ากัน (เมื่อก่อนราคาติดตั้ง LPG จะต่ำกว่า NGV ประมาณ 3 เท่า) ให้แต่ข้อมูลเรื่องราคาว่า NGV ราคาถูกกว่า LPG เมื่อเกิดรั่วก็จะลอยขึ้น เพราะมีน้ำหนักเบากว่าอากาศ ให้แต่ข้อมูลเชิงบวก เชียร์ NGV จนเกินจริง ดีๆทั้งนั้นเลยฟังแล้วเคลิ้มน่าเชื่อถือ แต่ ลองอ่านข้อมูลเปรียบทียบดูก่อนนะครับ

1. แรงดันในถัง

    LPG  = 300 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถังจึงมีน้ำหนักเบา ขนาดใหญ่ เติมได้ครั้งละมากๆ    วิ่งได้ ระยะทางไกล  มีปั๊มเติมได้ทั่วประเทศ (ถ้า LPG  มีอันตรายจริงป่านนี้แม่บ้านคงจะตายกันหมดแล้ว เพราะทุกครัวเรือนนำมาใช้หุงต้ม)

    NGV = 3000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ถังจึงหนาและหนัก เติมได้ครั้งละไม่มาก วิ่งได้ไม่ไกลหาปั๊มเติมยาก  เพราะต้องใช้งบประมาณลงทุนสร้างปั๊มสูงกว่า LPG มาก 

   (แรงดันนั้นถ้าเปรียบเทียบกับลมยางรถยนต์  ในรถเก๋งแรงดันประมาณ 30 ปอนด์ต่อตารางนิ้วเท่านั้นเอง )

2. ความหนาของถังบรรจุ

    LPG = 2.5 มิลล์ (ถัง LPG มีตะเข็บนำเหล็กแผ่น มาม้วนขึ้นรูป ส่วนฝาก็เอามาเหยียบด้วยไฮดรอลิค ที่สำคัญแนวเชื่อมต้องทำ RT.(Radiographictesting)

    NGV = 10 มิลล์ (ถัง NGV ไม่มีตะเข็บ ไม่ได้ทำในประเทศไทย โดยสั่งเข้ามาจากอิตาลี บราซิล อินเดีย จีน ) NGV ต้องใช้ถังที่ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสูงต้องตรวจสภาพทุกปี แต่ LPG  5 ปี ต่อครั้ง

3.LPG ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ที่ไหนมีการกลั่นน้ำมันที่นั่นก็ต้องมี LPG (ประเทศไทยมีโรงกลั่น 7 โรง  จึงไม่น่าจะขาดตลาด หรือนำเข้าอย่างที่เป็นข่าว แต่คิดว่าคงต้องการที่จะส่งออกไปขายมากกว่า)

4.NGV เจาะพื้นโลกหรือใต้ทะเลแล้วเจอ น่าจะเรียกว่าไอน้ำมันดิบ เพราะลอยอยู่เหนือน้ำมันดิบในหลุม   จึงมีความเบาบาง. ต้องอัดเข้าไปในถัง ให้อัดแน่นมากๆ  เป็นแก๊สทีนำเข้ามาจากพม่า ต่อท่อมาที่ราชบุรี เพื่อใช้ กับโรงไฟฟ้า NGV จึงน่าจะเหมาะสำหรับรถขนาดใหญ่ เนื่องจากอุปกรณ์ยุ่งยากราคาสูง และต้องใช้ถังแก๊สที่หนา ทนต่อความดันสูง  และต้องใช้หลายๆถังเชื่อมต่อกันจำนวนมาก (รถเก๋งจึงเติมได้ครั้งละไม่เกิน 100 บาท วิ่งได้ระยะทางไม่ไกลเท่า LPG)

   ในฮ่องกง เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ออสเตรเลีย ต่างส่งเสริมและสนับสนุนการใช้แก๊ส LPG ในรถยนต์ ด้วยมาตรการทางภาษีและสนับสนุนราคา LPG ให้ต่ำกว่าเบนซิน   ดีเซลประมาณครึ่งหนึ่ง  ประเทศที่กล่าวมายก เว้นออสเตรเลียต้องนำเข้า LPG เพราะไม่มีแหล่ง เองเหมือนประเทศไทย

 

 

 

 

 

เชื่อหรือไม่ว่าไทยมีบ่อน้ำมัน

   ถ้าใครได้ดูรายการของคุณสัญญา คุณากร (รายการตาสว่าง ช่อง 9) ได้เชิญคุณโสภณ สุภาพงษ์ อดีต สว. และเคยเป็นผู้บริหารบริษัทน้ำมันบางจาก ซึ่งท่านทำงานในสมัยพลเอกเปรม เป็นนายกฯ มาเล่าให้ฟัง ได้คุยเรื่องน้ำมันในประเทศไทย ผมเข้าใจผิดมาตลอดว่าเมือง ไทยไม่สามารถผลิตน้ำมันได้เองต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งท่านบอกว่า ประเทศไทย

        มีกำลังผลิตได้วันละ 1,000,000 บาร์เรล (159,000,000 ลิตร/วัน)

       ใช้น้ำมันวันละ 700,000 บาร์เรล (113,000,000 ลิตร/วัน)

        ส่งออกน้ำมันวันละ 100,000 บาร์เรล (15,900,000 ลิตร/วัน)
     อ่านเเล้วคิดอย่างไรครับ เเละที่เเย่ไปกว่านั้น..น้ำมันที่ส่งออกไปขายในต่างประเทศ ราคาถูกกว่าที่ขายในเมืองไทยหลายบาทถ้าเทียบต่อลิตร ขณะนี้มาเลเซียใช้น้ำมันเบนซิน เเละดีเซลประมาณลิตรละ 20 กว่าบาท ท่านบอกว่าสาเหตุที่ทำให้น้ำมันราคาเเพง เพราะว่าผู้บริหารระดับสูง ในกระทรวงพลังงานถือหุ้นบริษัทโรงกลั่น จึงไม่มีการเข้ามาจัดการเเละดูเเล ครั้งที่นำเข้าตลาดหลักทรัพย์ มูลค่า 35,000 ล้านบาท

หุ้นละ  35 บาทเท่านั้น  เปิดขายไม่ถึง 5 นาที หุ้นหมดเกลี้ยง  เขาจัดการแบ่งสันปันส่วนกันไว้หมดแล้วทั้งนักการเมือง  และคนรวยๆอีกไม่กี่ตระกูล  ขณะนี้หุ้น ปตท.ขึ้นไปเป็นสิบเท่า ตัวแล้ว  ราคาที่ปรับขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ เป็นการขึ้นจากโรงกลั่นซึ่งราคาที่ปรับขึ้นไม่ได้มาจากต้นทุน เเต่เป็นราคาที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ โดยอ้างอิงจากตลาดที่ผันผวนมากที่สุดคือสิงคโปร์  เเต่ความจริงเราซื้อจากตะวันออกกลาง เเละที่น่าตกใจท่านบอกว่าในประเทศไทยมี stock น้ำมันไว้ถึง 2 เดือน เเละหมุนเวียนอย่างนี้เรื่อยๆ พอเวลาปรับน้ำมันขึ้น ก็เอาน้ำมันใน stock มาปรับขึ้นด้วย คิดดูเอาเองว่าเป็นเงินเท่าไร

   ไทยใช้น้ำมันวันละ 700,000 บาร์เรล(1 Barrel)=158.9885 ลิตร) =113,000,000 ลิตร(หนึ่งร้อยสิบสามล้านลิตร)เดือนละ 3,339,000,000 ลิตร (สามพันสามร้อยสามสิบเก้าล้านลิตร/เดือน)

    ถ้าขายลิตรละ 42 บาท จะขายได้ประมาณวันละ 113,000,000 x 42=4,746,000,000 บาท (สี่พันเจ็ดร้อยสี่สิบหกล้านบาท/วัน)

 

บริษัทที่ได้กำไรมาก คือ ปตท เพราะมีโรงกลั่น 5 โรง อีก 2 โรงเป็นของเอกชน รวมมีโรงกลั่น 7 โรง เเละท่านสรุปว่าปตท.มีกำไร ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ดังนี้

    ปี 2540-2544   กำไรปีละ ประมาณ 22,000 ล้านบาท
    ปี 2545-2549   กำไรเพิ่มเป็น         50
,000 ล้านบาท
    ปี 2550             กำไรเพิ่มเป็น       195
,000 ล้านบาท

 

เชื่อหรือไม่ประเทศไทยใช้น้ำมัน  บาร์เรลละ 196 เหรียญสหรัฐ
   ราคาน้ำมันตลาดโลก
ประมาณ บาร์เรลละ 140 เหรียญสหรัฐฯ (ดอลล่าร์) ประมาณลิตรละ 29.9  บาท( 34 บาท/เหรียญ)     

  ราคาน้ำมันในประเทศไทยประมาณบาร์เรลละ196 เหรียญสหรัฐ  ราคาลิตรละ 42บาท X159 ลิตร   = 6,678 บาท   หารด้วย 34 บาท =196 เหรียญ

 

ถ้าสนใจข้อมูลแหล่งพลังงานของไทยดูได้ที่เว็บhttp://www.energy.go.th/moen/Index.aspx?MenuID=25