เมื่อครั้นที่ชีวิตต้องพบกับความมืดมนเปรียบดั่งคนที่มองไม่เห็นหนทางซึ่งอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่แต่ไร้แสงไฟนั้น “ปัญญา” จึงเปรียบประเสมือนไฟดวงใหญ่ที่ลุกโลดโชติช่วงอำไพ ส่องทางน้อยใหญ่ให้สว่างไสวในใจคน
ชีวิตในสังคมที่คนต้องอยู่และเปรอะเปื้อนไปด้วยกิเลส ตัณหา และกามราคะนี้ ดวงตาของเขาทั้งหลายดำมืดไปด้วยฝุ่นละอองที่มาเกาะกินอยู่เหมือนต้อหินอันบดบังความจริงอันสว่างไสวในใจนี้
ฝุ่นนั้นเองคือกิเลสที่ทำให้ใจของคนเราเร่าร้อน มุ่งแสวงหาทรัพย์สิน เงิน ทอง เพื่อที่มาลดความเศร้าหมองของกายใจ
ความเร่าร้อนนั่นเองเป็นบ่อเกิดให้มนุษย์นั้นต้องพบเจอกับความทุกข์
เด็กที่เกิดมาก็ต้องรับกรรมอันหนักหนาแห่งความทุกข์นั้น
ต้องเรียน เรียนเสริม เรียนพิเศษ กระวนกระวายขวนขวายไปเพื่ออนาคตที่มีเงินและมีทอง ยศ ศักดิ์ อำนาจ วาสนา ที่บุคคลต่าง ๆ ได้วาดฝันรอไว้เบื้องหน้า เด็กทุกวันนี้จึงต้องก้มหน้าก้มหน้ารับกรรมกันต่อไป
ไม่ว่าแต่เด็ก อีกผู้ใหญ่ก็ตาม ต่างก็ดิ้นรนแสวงหามาซึ่งเรื่องกาม กิน และเกียรติ
เรื่องกามเป็นเรื่องที่ต้องดิ้นรน เรื่องกินเป็นเรื่องที่ต้องแสวงหา และเรื่องเกียรติเป็นเรื่องที่ต้องแบกไว้
เหตุสามประการนี้เองทำให้ใจของมนุษย์ทุกวันนี้เร่าร้อน ร้อนเพราะไฟ ไฟที่เผาอยู่ในจิตใจ แต่ไฟนั้นไม่สามารถส่องทางให้สว่างใจ มีค่าเป็นแค่ไฟใช้เผาไหม้ใจเท่านั้นเอง
อนึ่ง... ความสุขใดจะเหนือความสงบนั้นไม่มี
หากมนุษย์มีศีลอยู่ในใจ ศีลนี้เองเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ คือ “ความสงบใจ”
บุคคลผู้มีสมาธิย่อมอยู่อย่างสงบ ไม่กระวนกระวาย
มีพลังแห่งปัญญาที่จะต่อสู้กับกิเลสและตัณหานั้นได้
คนเราทุกวันนี้ต่างก็สำคัญตนว่าเจริญด้วยปัญญา แต่ปัญญาที่มนุษย์สำคัญตนว่ามีนั้นเป็นปัญญาทางโลก เป็นปัญญาที่นำพาไปซึ่งการขวนขวาย กระวนกระวาย เร่าร้อน ไปเพื่อเสริม เติม เต็มซึ่งกิเลส
ปัญญาทางโลกนี้นำชีวิตคนให้วิบัติ...!
วิบัติด้วยความเร่าร้อน ยอมแลกเวลาทั้งชีวิตเพื่อความสุขจอมปลอมเพียงแค่วันเดียว
ยอมแลกเกียรติ ศักดิ์ศรี คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ และสุขทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งเงิน
ศีลนี้เองจะทำให้มนุษย์นั้นเกิด “ปัญญา” ซึ่งใช้ในการฟาดฟัน เชือดเฉือนกิเลสให้เบาบางลงไป
ปัญญาซึ่งมีสมาธิเป็นรากฐานนั้นย่อมประดุจไฟดวงใหญ่ กำจัดความมืดให้ปราศนากานต์ มีแสงสว่างรุ่งเรืองอำไพ ขับฝุ่นละอองคือกิเลสให้ปลิวหาย (พุทธโอวาทก่อนปรินิพพาน)
ปัญญาที่แท้หรือปัญญาญาณนั้น จะมีขึ้นในตัวบุคคลมิได้เลยหากผู้นั้นขาดซึ่ล “ศีล” อันเป็นปัจจัยแรกที่จะก้าวไปซึ่งสมาธิอันจะให้เกิดแสงสว่างแท้จากปัญญา
ศีลนั้นจะเป็นเครื่องรักษาใจไม่ให้เบียดเบียนผู้อื่นหรือแม้กระทั่งตนเอง
ศีลนั้นจะทำใจให้แข็งแกร่ง แข็งพอที่จะมีสติและสมาธิที่จะนำปัญญาไปต่อสู้กับภาระอันหนักหนาในสังคมปุถุชนนี้ได้
ศีลจึงเป็นประหนึ่งก้าวเท้าแรกของชีวิตที่จะเดินทางไปหาความสุข
สมาธิจะเกิดขึ้นมิได้เลยหากผู้นั้นขาดซึ่งศีล
ถ้าไม่มีสมาธิ ปัญญาเล่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ท่านทั้งหลายจงประกอบตนด้วยศีลเถิด
ศีลนี้จะเป็นประหนึ่งก้าวแรก ก้าวสำคัญที่จะนำท่านมีปัญญาที่ท่านปรารถนา
ปัญญานี้เองจะเป็นประหนึ่งคบไฟดวงใหญ่ นำพาชีวิตให้สดใส กำจัดความเร่าร้อนที่กิเลสของตนสร้างขึ้นมาให้พินาศไป ด้วยเหตุนี้ “ปัญญาจึงเป็นประทีปแห่งดวงใจ” ส่องสว่างสดใส พาดวงใจไปสู่ความสงบอันนิจนิรันดร์
ไฟของดวงอาทิตย์ให้แสงสองสว่างบนพื้นโลกได้ฉันใด
ปัญญานั้นย่อมเป็นประทีปส่องดวงใจให้สว่างไหวปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองได้ฉันนั้น
ดวงใจที่มีปัญญาเป็นประทีปนี้เอง จึงเป็นดวงใจที่ดี ดวงใจที่สบาย
ทุกวันนี้ที่เร่าต่อสู้ตรากตรำทำงานหนัก็เพราะเรื่องดี เรื่องสบายมิใช่หรือ
ท่านทั้งหลายได้โปรดใช้ปัญญาที่มีศีลเป็นพื้นฐานเถิด
ไฟที่เกิดด้วยปัญญาโดยมีศีลเป็นพื้นฐานนั้น จะมิใช่ไฟที่จะคอยเผาผลาญจิตใจ แต่ไฟที่เกิดจากปัญญานี้จะเป็นไฟที่ใช้ส่องทางกลางใจให้ท่านได้สุขแท้แห่งสัทธรรม...

เห็นด้วยกับพระอาจารย์อย่างยิ่งคะ ถ้าไม่มีสมาธิ ปัญญาก็ไม่เกิดค่ะ
เมื่อใดที่จิตใจเราตั้งมั่น แน่วแน่ และจดจ่ออยู่ในเรื่องใด เรื่องหนึ่ง จิตนั้น "อาจจะ" ได้ชื่อว่าเป็นสมาธิ
ส่วนสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมานั้นจะเป็นปัญญาหรือไม่ต้องย้อนกลับไปดูที่ "ศีล"
ถ้าบุคคลนั้นเป็นผู้มีศีลดี ธรรมงาม สิ่งที่เกิดขึ้นตามสมาธิมานั้นจึงได้ชื่อว่า "ปัญญา"
แต่ถ้าบุคคลนั้นเป็นผู้มีจิตใจที่ต่ำและเลวทราบ สิ่งที่เกิดขึ้นตามสมาธิมานั้นคือ "ศาสตรา" ที่ใช้จองฆ่า ล้างผลาญ และทำลาย
ขึ้นชื่อว่า "ศาสตรา" หรืออาวุธ เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่น่าที่จะคิดสร้างขึ้นเป็นที่สุด
เหตุผลแย่ ๆ ที่แก้ตัวไว้ว่าเป็นเครื่องป้องกันตนเองนั่นคือความเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด
ป้องกันตน รักษาตน แต่ไปเบียดบังสังคม ทำลายล้างชีวิตของบุคคลอื่น นั้นหรือคือมนุษย์ผู้ประเสริฐ
ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นพลังทรงคุณค่าที่จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งมิได้
ทั้งสามสิ่งนี้จะต้องเกิดมีขึ้นตามลำดับไป กระโดดข้ามไปข้ามมาไม่ได้แม้สิ่งอัน...
ตามมาอ่านคะ
เปรียบดังหงายภาชนะที่คว่ำไว้
เหมือนส่องไฟในที่มืดให้คนตาดี
เปิดของที่ปิดอยู่
บอกทางแก่ผู้หลงทาง