เมื่อค่ายจบลงความกังวลในตัวของดิฉันก็ไม่มีเลย เพราะการที่ไปเข้าค่ายทำให้ได้รู้ว่าการที่เป็นโรคเบาหวานสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมและครอบครัวอย่างเป็นสุขได้

ดิฉันอายุ 49 ปี เมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 ดิฉันเริ่มมีอาการปกติทั้งๆ ที่เคยมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงดี จนวันหนึ่งดิฉันรู้สึกหวิวๆใจ และอ่อนเพลียเพราะเนื่องจากทำงานบ้านจนดิฉันต้องหยุดพักสักครู่เป็นเวลา 10 นาที

ต่อมาดิฉันเริ่มสังเกตตัวเอง และเริ่มสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคอะไรหรือเปล่า หลังจากที่สังเกตอาการอยู่ประมาณ 2 เดือน จึงตัดสินใจไปตรวจสุขภาพที่สถานีอนามัย โดยบอกอาการต่างๆ กับหมอ ดิฉันมีนิสัยกินจุบกินจิบไม่เป็นเวลา หมอจึงเจาะเลือดดิฉันไปตรวจ และพบว่าดิฉันมีน้ำตาลในเลือด  199 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หมอบอกว่าดิฉันมีน้ำตาลในเลือดสูง จึงจัดยาให้ดิฉันกินหลังอาหารมื้อเช้ามื้อเดียว และนัดให้ไปตรวจอีก 2 เดือนข้างหน้า

หลังจากไปพบหมอตามที่นัด หมอก็เพิ่มจำนวนยาให้เป็น 2 ครั้งหลังอาหาร จากนั้นอาการของดิฉันก็ไม่ดีขึ้น หมอจึงให้ยามารับประทานเป็นเวลา 3 มื้อหลังอาหาร โดยเพิ่มให้รับประทานตอนกลางวันอีก ทำให้ดิฉันวิตกกังวลกลัวและเสียใจว่าทำไมกินยาแล้วไม่ดีขึ้น กลัวว่าจะเสียชีวิต

ต่อมาสถานีอนามัยที่ดิฉันรับยาเป็นประจำ มีแพทย์ที่โรงพยาบาลครบุรีมาตรวจสุขภาพแล้วแนะนำว่าจะมีการเปิดค่ายเบาหวานที่วัดเขาคงคา เมื่อวันที่ 8 – 10 มิถุนายน 2550 ดิฉันก็มีความสนใจทั้งๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาให้ตัวเองเลย

จนมาถึงวันที่เข้าค่าย ดิฉันก็ได้รับความรู้มากมาย เช่น ผู้ที่มีอายุ 40 ปี ขึ้นไปมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน มีญาติสายตรงที่ป่วยเป็นเบาหวานก็สามารถเป็นเบาหวานได้ แต่เมื่อถึงวันที่ 10 ก่อนที่ดิฉันจะไปเข้าค่ายดิฉันได้สัญญากับเพื่อนๆ ว่าจะบวชชี-พราหมณ์ ให้กับคุณตามาก บัวครบุรี ในวันที่ฌาปนกิจ  ดิฉันมีความวิตกกังวล จึงไปขออนุญาตหมอ แต่หมอก็ขอร้องว่าให้อยู่ก่อนเพราะยังไม่จบหลักสูตรที่ดิฉันไปเข้าค่าย ดิฉันปรึกษาหมอว่าจะทำอย่างไรดี เพราะตัวดิฉันได้สัญญากับเพื่อน ๆ ไว้แล้ว เพราะคุณตามากได้เป็นผู้ปฏิบัติธรรมทำให้คนอื่นมาปฏิบัติธรรมของหมู่บ้าน ซึ่งคุณตาเป็นผู้ที่ดิฉันเคารพมาก ดิฉันจึงรู้สึกเสียใจมากที่ไม่ได้ไปร่วมงานบวชให้คุณตาในวันนั้น

หมอจึงบอกกับดิฉันว่าให้โทรไปบอกญาติของคุณตาได้หรือเปล่าว่าที่ไม่ได้มาเพราะจำเป็นจริงๆ แต่ดิฉันไม่ทราบเบอร์ของญาติคุณตาและไม่มีโทรศัพท์ด้วย หมอจึงให้ใช้โทรศัพท์หมอโทรไป ดิฉันจึงโทรไปให้สามีไปบอกให้ว่าดิฉันไปไม่ได้ เพราะระยะทางจากค่ายไปบ้านก็ไกลพอควร

แต่เมื่อค่ายจบลงความกังวลในตัวของดิฉันก็ไม่มีเลย เพราะการที่ไปเข้าค่ายทำให้ได้รู้ว่าการที่เป็นโรคเบาหวานสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมและครอบครัวอย่างเป็นสุขได้ ดิฉันได้ความรู้เกี่ยวกับโรคเบาหวาน เช่น การกินอาหารให้พอประมาณ หลีกเลี่ยงการกินหวาน เค็ม มัน ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละ 20 – 30 นาที ทำจิตใจผ่องใส ไม่ตึงเครียด และไปพบแพทย์ตามนัด บันทึการกินอาหารในแต่ละมื้อ จนดิฉันมีอาการดีขึ้น มีจิตใจที่ดีขึ้นจนถึงทุกวันนี้ ดิฉันสามารถตรวจเลือดเพื่อนๆ ที่เป็นเบาหวานได้ 20 คน ให้คำแนะนำกับเพื่อนๆ เรื่องการกิน การออกกำลังกาย เป็นกำลังใจให้เพื่อนได้

ปัจจุบันดิฉันกินยาแค่วันละ 1 มื้อเท่านั้น ต้องขอขอบคุณคุณหมอที่โรงพยาบาลและสถานีอนามัยทุกท่านที่ให้คำแนะนำและปรึกษาเกี่ยวกับโรคเบาหวานให้แก่ดิฉันและเพื่อน ๆ

ผู้เล่าเรื่อง : นางฝอยทอง  สินธุวงศานนท์ อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา