บทบาทนักวิเคราะห์นโยบายและแผนเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

บทบาทนักวิเคราะห์นโยบายและแผนเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ

 

สมเกียรติ วรประวัติ

 

 


1. บทนำ   

ด้วยบทความวิชาการเรื่อง บทบาทนักวิเคราะห์นโยบายและแผนเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ นี้ต้องการสื่อว่าเมื่อมหาวิทยาลัยของรัฐหรือสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาล หรือที่เรียกว่า "มหาวิทยาลัยนอกระบบ" นั้นได้ดำเนินการออกนออกนอกระบบไปแล้วนั้น การดำเนินการหรือการบริหารงานและการจัดการของมหาวิทยาลัย นั้นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่มากก็น้อยแล้วแต่ปัจจัยต่างๆ ของแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมมีผลต่อเจ้าหน้าที่ หรือบุคคลากรในระดับต่างๆ โดยเฉพาะนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อน และตัวผลักดันมหาวิทยาลัยในระดับหนึ่งอันเกี่ยวกับตัวนโยบายและแผน ของมหาวิทยาลัยนั้นเอง ในเบี้องต้นนี้มาพิจารณาคำนิยามของสายงานวิเคราะห์นโยบายและแผน และมหาวิทยาลัยนอกระบบ ดังนี้

 

สายงานวิเคราะห์นโยบายและแผน ครอบคลุมถึงตำแหน่งต่างๆ ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์นโยบายและแผน ซึ่งมีลักษณะงานที่ปฏิบัติเกี่ยวกับ การศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ประสานแผน ประมวลแผนพิจารณาเสนอแนะ เพื่อประกอบการกำหนดนโยบาย จัดทำแผนหรือโครงการ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานตามแผนและโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นแผนงานของส่วนราชการทั้งหมด และปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เกี่ยวข้อง [1] 

 

สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐบาล หรือที่เรียกว่า มหาวิทยาลัยนอกระบบ   คือ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ที่มีการบริหารจัดการอิสระแยกจากระบบราชการ (Autonomous University) แต่ยังได้รับเงินอุดหนุนทั่วไป (Block Grant) ที่รัฐจัดสรรให้เป็นรายปีโดยตรง เพื่อใช้จ่ายตามความจำเป็นในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ของมหาวิทยาลัย และเพื่อประกันคุณภาพการศึกษา [2]

 

2. บทบาทนักวิเคราะห์นโยบายและแผนเมื่อมหาวิทยาลัยอกกนอกระบบ

นักวิเคราะห์นโยบายและแผน จะต้องมีความยั่งรู้ในด้านต่างๆ อย่างน้อยใน 5 ประการดังนี้  1. เศรษฐกิจ  2. การเมือง  3. สังคม  4. เทคโนโลยี  และ  5. มหาวิทยาลัย   เพื่อจะได้นำปัจจัยต่างๆ มาประกอบการพิจารณาในเรื่อง ของนโยบายและแผนของมหาวิทลัยที่ได้ออกนอกระบบ (ดูรูปที่ 1 ปัจจัยเบื้องต้น 5 ประการ ที่นักวิเคราะห์นโยบายและแผนควรยั่งรู้  ประกอบ)  อันจะมีผลโดยตรงและหรืออาจจะมีผลโดยทางอ้อมไม่มากก็น้อยตามลำดับความสำคัญของปัจจัยนั้นๆ  ต่อมหาวิทยลัยที่ออกนอกระบบดังกล่าวคือ

 

ในแง่ของเศรษฐกิจนั้นนักวิเคราะห์นโยบายและแผน จำต้องแสวงหาและต้องพยายามรอบรู้และสร้างองค์ความรู้ในปัจจัยด้านเศรษฐกิจ อันเป็นการดียิ่งต่อมหาวิทยาลัย กล่าวคือ เมื่อมหาวิทยาลัยมีแผนการในการดำเนินการสร้างอาคารมาหนึ่งหลังแต่เมื่อตอนตั้งงบประมาณ เพื่อการก่อสร้างอาคารดังกล่าวราคาวัสดุยังถูก และราคาน้ำมันดีเซลยังอยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อลิตร  แต่วันนี้น้ำมันดีเซลไปอยู่ที่ 42 บาทต่อลิตร  และราคาวัสดุเพิ่มขึ้นอีกกว่าเท่าตัวแล้วเราในฐานะ นักวิเคราะห์นโยบายและแผน จะต้องแก้สถานะการณ์ดังกล่าวอย่างมีเหตมีผล ด้วยวิธีการเชิงงบประมาณอีกเช่นกัน เพื่อให้การก่อสร้างอาคารดังกล่าว ได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินการ ซึ่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน จะต้องแสวงหาองค์ความรู้และศึกษาข้อมูลพร้อมทั้งติดตาม Trendและการเปลี่นแปลงในด้านเศรษกิจอยู่ตลอดเวลา เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการประกอบการพิจารณานโยบายและแผนของมหาวิทยาลัยต่อไป

 

ในแง่ของการเมืองที่นักวิเคราะห์นโยบายและแผน สามารถพิจารณาและศึกษาข้อมูลประกอบการดำเนินงานได้เมื่อมหาวิทยาลัยได้ออกนอกระบบไปแล้วนั้น โดยดูที่นโยบายของทางรัฐบาลและมติคณะรัฐมนตรีประกอบ เช่น รัฐบาลได้ทำ FTAกับประเทศต่างๆ ไปแล้ว ทั้งยังเปิดระบบการค้าเสรีในหลายๆ ด้านด้วย โดยเฉพาะการเปิดเสรีในด้านการศึกษา ซึ่ง       ปั จจุบันจะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้เข้ามาเปิดสาขาในประเทศ เป็นจำนวนมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกปีการศึกษา ในขณะที่มหาวิทยาลัยในประเทศเอง ก็มีแน้วโน้มที่จะรับนักศึกษาเข้าเรียนในมหาลัยตนเองด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะรับตรง หรือนักศึกษาโค้วตา ที่นอกเหนือจากการสอบ Admissionสิ่งเหล่านี้ จะต้องนำมาพิจารณาประกอบการจัดทำนโยบายและแผนของมหาวิทยาลัยอีกปัจจัยหนึ่งด้วย เพื่อให้ได้มาซึ่งการเป็นมหาวิทยาลัย หรือสถาบัน อุดมศึกษาที่มีมาตรฐานและคุณภาพต่อไป

 

ในแง่ของสังคมดูที่ความคาดหวังของสังคมที่มีต่อมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ และสิ่งที่มหาวิทยาลัยจะให้กับสังคม   ไม่ว่าจะเป็นการบริการวิชาการหรืออื่นๆ จะต้องทำให้เกิดความพึงพอใจ และประทับใจในการบริการด้วย อันเป็นการเติมเต็มหัวใจของการบริการ หรือ การปลูกฝังจิตสำนึกของการบริการ ที่เรียกกันว่า“Service Mind” นั้นเอง อีกทั้งสังคมยังมีความคาดหวังในแง่การที่มหาวิทยาลัยมีขีดความสามารถในการชี้นำสังคมอันดีได้ด้วย และเป็นที่พึ่งพิงของสังคมได้ไม่มากก็น้อย

 

ในแง่ของตัวเทคโนโลยีดูว่าเทคโนโลยีต่างๆ ได้มีความก้าวหน้าไปไหนทิศทางไหน แล้วถึงจุดที่ Maturity  ของเทคโนโลยีนั้นแล้วหรือยัง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับระบบงานด้านต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสาร  หรือเทคโนโลยีด้านการแพทย์  และอื่นๆ  ด้วยภายใต้ผลตอบแทนที่มีจุดคุ้มทุน ที่ทางมหาวิทยาลัยรับได้ด้วย ทั้งจะต้องไม่ลืมว่าเทคโนโลยีทุกชนิดมี Trend  และ  Roadmap ในตัวของเทคโนโลยีซึ่งสิ่งเหล่านี้นักวิเคราะห์นโยบายและแผน จะต้องตระหนักพอสมควรเพราะจะเกี่ยวกับการขอตั้งงบประมาณประจำปีไม่ทางตรงก็ทางอ้อมด้วย  ในปัจจุบันจะเห็นข้อเปรียบเทียบดัชนีชี้วัดในบางตัวได้เช่นกัน กล่าวคือ ประเทศเวียดนามได้ดำเนินการในการติดตั้ง และใช้งานเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสารด้วยระบบWIMAX ไปแล้วในขณะที่ประเทศไทยเอง อยู่ในระหว่างขั้นตอนของการนำมาทดลองใช้งานเท่านั้นเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นตัวเปรียบเทียบได้ตัวหนึ่งในความก้าวหน้า และการก้าวไปสู่ผู้นำในด้านเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยได้เช่นกัน  อีกทั้งเป็นตัวชี้วัดขั้นพื้นฐาน(Infrastructure)ด้วย

 

และในแง่ของมหาวิทยาลัยนั้น เมื่อมหาวิทยาลัยได้ออกนอกระบบไปแล้ว นักวิเคราะห์นโยบายและแผนจะต้องรีบหาองค์ความรู้และความเข้าใจในตัวระบบ ของมหาวิทยาลัยให้ชัดเจนในระดับหนึ่งว่า สถานะการณ์โดยรวมแล้ว มหาวิทยาลัยที่ได้ออกนอกระบบไปแล้วนั้นอยู่ในตำแหน่งเชิงรุก  เชิงรับ เชิงถอย หรือจะต้องคอยโอกาสในการขับเคลื่อน ซึ่งจะไปพิจารณาปัจจัยเชิงยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยอีกทีว่า เมื่อได้ทำแผนกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยมาแล้วมีจุดอ่อน จุดแข็ง โอกาส และภัยคุกคาม หรือสิ่งคุกความของมหาวิทยาลัยอย่างไรด้วย อีกทั้งเมื่อได้แผนกลยุทธ์ มาแล้วได้นำไปสู่การปฏิบัติจริงมากน้อยแค่ไหน แล้วมีการปรับแผนตามปัจจัยที่มีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน รวมถึงมหาวิทยาลัยจะต้องมีการจัดทำ Policy Evaluationด้วยเช่นกัน

 

ในบทบาทต่อมาที่นักวิเคราะห์นโยบายและแผนควรพิจารณาและคำนึงถึงอยู่เสมอในแง่ของการทำงานในตำแหน่งนี้ให้ออกได้ว่า การทำงานต่างๆ  นั้นย่อมมีลำดับขั้นตอนของการทำงานและปัจจัยเกื้อหนุน และสิ่งขับเคลื่อนต่างๆ ให้งานบรรลุสู่เป้าหมายและวัตถุประสงค์นั้นจะต้องมองในเชิงหลักการที่ว่ามีขบวนการของ Input Process Output (ดูรูปที่ 2  ขบวนการของ Input Process Output ประกอบ) เมื่อนำมาพิจารณาในแง่ของการทำงานแล้วนักวิเคราะห์นโยบายและแผนสามารถนำมาสู่การลดขั้นตอนของปฎิบัติงานและกระบวนการทำงานให้สั้นลงได้ในระดับหนึ่งให้ได้ไม่มากก็น้อย แล้วแต่กฎและระเบียบของแต่ละมหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น การขอตั้งงบประมาณประจำปี  ถ้านักวิเคราะห์นโยบายและแผนมองภาพของ Input Process Output ในหลักเบื้องต้นได้ว่า ตัวของ Input  นั้นจะเป็นการนำข้อมูลคำขอตั้งงบประมาณจาก คณะ/สถาบัน/สำนัก/ศูนย์/วิทยาลัย ของมหาวิทยาลัยมารวบรวม ภายใต้ Process  ขบวนการจัดทำคำขอตั้งงบประมาณของหน่วยงาน ให้มีความสอดคล้องตามนโยบายและผลผลิตของมหาวิทยาลัย  แล้วในส่วน Output ก็จะได้ออกมาในรูปแบบของรูปเล่มของเอกสารคำขอตั้งงบประมาณเพื่อนำส่ง สกอ. และสำนักงบประมาณต่อไป ซึ่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผนมองภาพของ Input Process Output ดังกล่าวได้ว่ามีขั้นตอนการดำเนินการใดบ้างที่จะลดขั้นตอนและสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว เช่นการให้คณะ/สถาบัน/สำนัก/ศูนย์/วิทยาลัย ของมหาวิทยาลัย ได้ไป Downloadไฟล์ข้อมูลคำขอตั้งงบประมาณจาก Web Site ของกองแผนงานได้เลยตาม Formatที่กำหนด แล้วให้ทางคณะ/สถาบัน/สำนัก/ศูนย์/วิทยาลัยของมหาวิทยาลัยดำเนินการกรอกข้อมูล พร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้อง และได้การมีรับรองคำขอตั้งงบประมาณจาก คณบดีของคณะ/ผอ.สถาบัน/ผอ.สำนัก/ผอ.ศูนย์ ของมหาวิทยาลัยแล้วจึงส่งข้อมูลดัวกล่าวมาทาง E-mail แล้วทางกองแผนงานจะได้รวบรวมและดำเนินการตาม Process ของการจัดทำคำขอตั้งงบประมาณประจำปีนั้นๆ เพื่อให้ได้ Output ที่พร้อมส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไปเป็นต้น เมื่อนักวิเคราะห์นโยบายและแผนมองภาพของการทำงานในรูปแบบของ Input Process Output ดังกล่าวได้ย่อมจะทำให้นักวิเคราะห์นโยบายและแผน มีความรู้และความเข้าใจในการทำงานอย่างเป็นระบบ (System Approach) และสร้างความเป็นมืออาชีพได้ในลำดับต่อไปนั้นเอง

 

3. รูปภาพ  

รูปที่ 1 ปัจจัยเบื้องต้น 5 ประการที่นักวิเคราะห์นโยบายและแผนควรยั่งรู้

 


รูปที่ 2 ขบวนการของ  Input  Process  Output


4.  สรุปและข้อเสนอแนะ

                ในส่วนของการสรุปและข้อเสนอแนะ ในบทความวิชาการเรื่อง บทบาทนักวิเคราะห์นโยบายและแผนเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

                สรุป

                ในการสรุปผลที่ได้จากบทความทางวิชาการในเรื่องนี้พอที่จะพิจารณาออกมาเป็นประเด็นได้ดังนี้

1. นักวิเคราะห์นโยบายและแผนจะต้องมีองค์ความรู้ในหลายๆ ด้านภายใต้ศาสตร์และศิลป์ที่ว่าMultidisciplinary เพื่อที่จะทำให้นโยบายและแผนของมหาวิทยาลัยได้บรรลุสู่เป้าประสงค์ที่ว่า การจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยนั้นมีมาตรฐานและคุณภาพ

2. นักวิเคราะห์นโยบายและแผนจะต้องมีส่วนร่วมและผลักดัน หรือขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยมีระบบการบริการจัดการที่ดีตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและโปร่งใส ตามภาระกิจที่จะกระทำได้

                ข้อเสนอแนะ

                ในส่วนของข้อเสนอแนะนั้นพอที่จะพิจารณาออกมาเป็นประเด็นที่ได้ดังนี้

1. นักวิเคราะห์นโยบายและแผนควรที่จะ คิดการล่วงหน้า ให้ออกได้ในทุกประเด็น ถ้ามีศักยภาพมากพอ หรืออย่างน้อยก็น่าจะต้องคิดการล่วงหน้า ให้ออกได้ในบางประเด็นของการเป็นผู้วิเคราะห์นโยบายและแผน ของมหาวิทยาลัย

2. นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ควรที่จะมีศักยภาพในการที่จะแนะแนวทางปฎิบัติในมิติ ของนโยบายและแผน   เพื่อการพัฒนามหาวิทยาลัยให้สามารถก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ และมีขีดความสามารถที่จะส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยติดอันใน World Ranking ได้

 

กิตติกรรมประกาศ

ตามที่ข้าพเจ้า นายสมเกียรติ วรประวัตประวัติ ได้จัดทำบทความทางวิชาการเรื่อง บทบาทนักวิเคราะห์นโยบายและแผนเมื่อมหาวิทยาลัยออกนอกระบบได้รับความเกื้อหนุนและกำลังใจจากบรรดาพี่ๆ และน้องๆ เพี่อนร่วมงานเป็นอย่างดียิ่ง  ซึ่งข้าพเจ้าขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

ในการนี้      ข้าพเจ้าได้รับการสนับสนุนทั้งในด้านทุนทรัพย์  กำลังกาย  กำลังใจ  จากครอบครัว   วรประวัติ  เป็นอย่างดียิ่งเสมอมา อันเป็นผลให้ข้าพเจ้ามีพละกำลังทั้งทางกายและจิตใจ ที่จะมุ่งมั่นในการที่จะทำบทความทางวิชาการในครั้งนี้ ให้บรรลุเป้าหมายได้เป็นอย่างดียิ่งในระดับหนึ่ง  ซึ่งข้าพเจ้าขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งด้วยมา    โอกาสนี้

สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณยิ่งในองค์พระผู้เป็นเจ้าที่ข้าพเจ้านับถือเป็นอย่างยิ่งในชีวิตนี้  ก็คือ    เอกองค์อัลลอฮฺ (..) ที่ได้ให้ข้าพเจ้าก้าวมาสู่ความสำเร็จในการทำบทความทางวิชาการในครั้งนี้

 

เอกสารอ้างอิง        

[1]..กำหนดเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2545 และแก้ไขเพิ่มเติมตามมติ ก.. ครั้งที่ 6/2548 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2548. สายงาน