จอมกะล่อน
ข้าพเจ้าเห็นชายตัวโต สวมหมวกสีขาวยืนอยู่ริมถนนใกล้กับสี่แยกมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย เขากำลังกวักมือเรียกข้าพเจ้าที่กำลังบิดมอเตอร์ไซค์อยู่นั่นเองให้เข้าไปหา เสื้อแขนยาวสีน้ำตาลของเขา บอกยศ จ่าสิบเอกสังกัดงานจราจร
มอเตอร์ไซค์จอดสนิท ตำรวจนายนั้นเดินตรงมาพร้อมขยับปืนพกที่เอวให้เข้าที่
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า "สวัสดีครับ...ขออนุญาตตรวจใบขับขี่"
ข้าพเจ้าจึงหยิบใบขับขี่ส่งให้เขาตรวจตามคำขอเขารับไปพิจารณาอยู่สักครู่หนึ่ง...แล้วเอ่ยขึ้นว่า "ไม่ใช่คนเชียงรายนี่"
"ครับ...ไม่ใช่" ข้าพเจ้าตอบ
"มีแผ่นป้ายวงกลมเสียภาษีรถไหม"เขาเริ่มซักไซ้
อะไรกันเมื่อกี้ขอตรวจแค่ใบขับขี่ ไม่ทันไรขอเพิ่มอีกแล้วอย่างนี้เรียกว่าได้คืบแล้วจะเอาศอก (ข้าพเจ้าแอบคิดในใจ)
"นี่ครับ....อยู่ตรงนี้" ข้าพเจ้าชี้ให้ดู
"แล้ว พ.ร.บ.ผู้ประสบภัยจากรถล่ะ...มีไหม"
"นี่ครับ.....อยู่ตรงนี้"ข้าพเจ้าชี้ให้ดูอีก
อะ...อะ...อะอ้า...ไม่ได้กินเราเสียล่ะเอกสารทุกอย่างเรามีครบ ข้าพเจ้ากระหยิ่มใจ "เรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ... จะได้ไป!"
"เดี๋ยวก่อนๆ ยังไปไม่ได้" เขาเริ่มเสียงเข้ม
"ขอตรวจหนังสือคู่มือรถมีรึเปล่า" เขาถามด้วยความมั่นใจ
"หา...อะไรนะ หนังสือคู่มือรถจะเอาไปทำไม" (ข้าพเจ้าสงสัย)
"ก็เห็นเวลาตำรวจเขาตรวจๆ กันก็มีเอกสารแค่สามฉบับนี้ไม่เคยมีใครถามตรวจใบคู่มือจดทะเบียนรถสักที" ข้าพเจ้าย้อนถามด้วยความคับข้องใจ
เขายิ้มเหมือนแข่งชนะการตอบปัญหาเกมโชว์ในทีวีเขาเดินเข้ามาจับไหล่ข้าพเจ้าแล้วบอกว่า "ต้องมีใบคู่มือรถด้วยเพราะช่วงนี้มีข่าวรถหายบ่อย ถ้าน้องไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถก็จงไปเสียค่าปรับที่โต๊ะใต้สะพานลอย...ตรงโน้น"
"เฮ้ย.....อะไรกันวะ"ข้าพเจ้างง! ทำไมมันชั่งเคร่งครัดเคร่งเครียดหาเหตุกันได้ถึงเพียงนี้นี่กะจะจับกันให้ได้ว่างั้น ข้าพเจ้าเซ็ง!
ใบขับขี่เราก็มีใบเสียภาษีเราก็จ่าย พ.ร.บ.เราก็ได้ รถมอเตอร์ไซค์ก็ของเราขับขี่ก็ถูกต้องตามกฎหมาย แถมไม่มีใครไปแจ้งความว่ารถคันนี้โดนขโมยมาสงสัยช่วงนี้ตำรวจคงดูข่าวอีตาสรยุทธ์ในรายการเรื่องเล่าเช้านี้ทางช่องสามมากเกินไปเสียแล้วล่ะกระมั้ง
"ไปเสียค่าปรับได้แล้ว" น้ำเสียงของเขาดุดันขึ้นอย่างผิดสังเกต
เวลานั้นข้าพเจ้าไม่รู้สึกโกรธเขาเลยหากแต่กลับรู้เสียเสียดายเงินในกระเป๋ามากกว่า ข้าพเจ้าตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จหวังเรียกความเห็นใจ
"โถ...พี่ครับผมไม่ทราบจริงๆ" ข้าพเจ้าอ้อนวอน
"ไป...เสีย...ค่า...ปรับ" เขาย้ำ
ข้าพเจ้าตัดสินใจในวินาทีนั้นทิ้งไพ่ใบสุดท้ายกะวัดดวงกันไปเลย
"พี่ครับ...ผมน่ะไม่ทันแล้วจริงๆ เหลืออีก 15 นาที ถ้าภายใน 15 นาทีนี้ผมยังไปไม่ถึงสำนักงานอัยการจังหวัด ผมต้องซวยแน่ๆ ทั้งต้องโดนเล่นงานและต้องแย่สุดๆ เพราะท่านเขารอเอกสารสำคัญที่ผมอยู่ พี่ช่วยผมหน่อยเถอะนะ....เถอะนะพี่"
ว่าแล้วข้าพเจ้าก็งัดเอกสารพร้อมซองหนังสือราชการขึ้นมาชุดหนึ่งจากใต้เบาะรถซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับท่าน หรือสำนักงานอัยการจังหวัดหรอก..มิหนำซ้ำยังมีชื่อเราจ่าหน้าซองหลาอยู่ (งานนี้ไม่มอดก็ม้วยล่ะ....ข้าพเจ้าก็ลุ้น)
ตำรวจจราจรนายนั้นรับไปดู...เขามองหน้าข้าพเจ้าเหมือนจะบอกว่าไอ้นี่มันจะมาไม้ไหนอีกข้าพเจ้าจ้องตาเขากลับ นัยจะบอกว่า หากเปิดออกดูเจอความลับของท่านหรือของทางราชการเข้า ผมไม่ร่วมรับผิดชอบด้วยนะ...เอาซิ...เอาซิ (หัวใจข้าพเจ้าเต้นดัง..ตุ้ม..ตุ้ม..ต่อม..ต่อม)
ตำรวจนายนั้นชั่งใจอยู่นาน.. ข้าพเจ้าย้ำอีกครั้งทันที.. "รีบๆเปิดดูเถอะครับเวลาผมมีไม่มากแล้ว ท่านเขาก็เร่ง"
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่...พร้อมยื่นซองจดหมายกลับคืนมาตำรวจนายนั้นเปลี่ยนสีหน้าและท่าทางในทันใด ดูเขาจะเชื่อเรื่องที่ข้าพเจ้าแต่งขึ้นเขาคืนซองเอกสารนั้นแก่ข้าพเจ้าพร้อมแนะนำด้วยว่า "คราวหน้าคราวหลังให้ถ่ายสำเนาใบคู่มือรถเก็บไว้ด้วย "
อาการเขาดูเป็นมิตรขึ้นมาก เขายิ้มจนเห็นไรฟัน แล้วโบกมือให้ข้าพเจ้าไปได้
ส่วนข้าพเจ้ากุลีกุจอเก็บเอกสาร และรีบสตาร์ทรถพร้อมกล่าวคำขอบคุณที่กรุณาให้ความเมตตา ข้าพเจ้าบิดรถมอเตอร์ไซค์หนีห่างออกไปด้วยความโล่งอกโล่งใจ
สมมติว่างานนี้ข้าพเจ้าเป็นโจร ก็เสียค่าปรับ 200 บาทที่ไม่มีใบคู่มือจดทะเบียนรถ ส่วนมอเตอร์ไซค์เอาไปขายฝั่งลาวก็ได้หลายหมื่นตำรวจนี่ก็กระไรอยู่ ทีกับสาวๆ เรียกมาแค่ตักเตือนแล้วขอเบอร์โทร...(อุ้ย! พูดผิด)ส่วนไอ้คนหน้าตาขี้เหร่อย่างเราจะให้ไปเสียค่าปรับอยู่ท่าเดียว แหมชาติหน้าไม่ขาวไม่อึ๋มบ้างก็ให้มันรู้กันไป..อิ..อิ..อิ
ส่วนท่านที่สำนักงานอัยการที่ข้าพเจ้าเอาไปอ้าง ไปเบ่ง นั้นก็มิใช่ใครที่ไหนดอกข้าพเจ้าหมายถึงท่านพระภูมิเจ้าที่ไงล่ะครับแหม...เฉลยแล้วคงอยากมาเขกกะโหลก..ใช่ไหม ก็จริงๆ นี่ข้าพเจ้าต้องรีบไปบนท่านพระภูมิเจ้าที่ก่อนเที่ยงจะรีบไปขอเรื่องงานใหม่อย่าให้มีอุปสรรค ขัดขวาง ท่านก็ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ นาเห็นไหม แค่อ้างชื่อท่านก็ไม่ต้องเสีย 200 แล้ว.................สาธุ!
ส่วนไอ้ที่บอกว่าเหลือเวลาแค่ 15 นาทีท่านรออยู่นั้นก็ด้วยเหตุผลว่าการบนบานสารกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องทำก่อนเที่ยง นั้นเป็นความเชื่อเพราะตอนที่ข้าพเจ้าถูกตำรวจเรียกตรวจใบขับขี่เหลือเวลาอีก 15 นาทีจะเที่ยงจริงๆข้าพเจ้าไมได้โกหก แต่พูดความจริงไม่หมดต่างหาก จะว่ากะล่อนก็ยอมล่ะ...
ทีตำรวจจราจรประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมายก็เห็นบอกแต่ให้มีใบขับขี่ต้องมีแผ่นป้ายวงกลมเสียภาษี ต้องทำพ.ร.บ. ใส่หมวกกันน็อค เปิดไฟหน้ารถขับขี่มีน้ำใจใส่ใจกฎจราจร เหล่านี้เป็นต้นไม่เห็นเคยบอกให้ไปถ่ายสำเนาเอกสารใบคู่มือทะเบียนรถใส่ไว้ใต้เบาะรถสักทีถึงเวลาก็มาเรียกตรวจแล้วก็ให้ไปเสียค่าปรับทีเราจะเถียงก็จะหาว่าสำบัดสำนวน..ทำตัวหัวหมอ
คราวหน้าไม่แน่ใจ...จะโดนข้อหาอะไรอีก ไม่รู้จะงานนี้คงมีเอาคืนแน่ๆนี่ก็เสียวสันหลังอยู่วันดีคืนดีพี่แกบ้าจี้เรียกตรวจใบทะเบียนสมรสขึ้นมาละ...ฮาเลย (ล้อเล่นน่า)...ก็ตำรวจจราจรน่ะชอบทำให้ surprised อยู่เรื่อยนี่เพราะรักดอกจึงหยอกเล่น
มีอยู่ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าอยู่ในเหตุการณ์พบรถซิ่งฝ่าสัญญาณไฟแดงต่อหน้าต่อตาเกือบชนอาซิ้มที่กำลังข้ามถนนไอ้เรารึก็รีบแจ้นเข้าแจ้งความกับตำรวจจราจรที่อยู่ใกล้ที่สุดกลับได้คำตอบดังนี้..........
"โอ้ย...น้องจะให้พี่ทำยังไงมันขับเร็วขนาดนั้น แถมฝ่าไฟแดงอีก มันยังไม่กลัวตายเลยแล้วพี่จะขี่มอเตอร์ไซค์ไปไล่จับมันยังไง หากเกิดมันเฉี่ยว หรือชนทำให้รถพี่ล้มแขนขาพี่หัก พี่ก็แย่นะซิ ลูกพี่ก็มี เมียพี่ก็ยังสาว ใครละจะเลี้ยงชั่งหัวมันเถอะ..! ไอ้พวกไม่รักชีวิตเดี๋ยวมันก็ตายเองแหละน้องอย่าไปสนใจ"
อืม.......ว่าไปแล้วก็มีเหตุผลดีตำรวจจราจรคนนั้นพูดดี และน่าเห็นใจ ใครๆเขาก็รักชีวิตตำรวจก็รักชีวิต (แล้วพี่ตำรวจจะไม่ยอมทำอะไรบ้างเลยหรือนอกจากบ่นข้าพเจ้าคิด.. วิทยุสกัดจับแบบในหนังก็ได้นี่)
แหม..ข้าพเจ้าฟังแล้วก็น่าสงสารเขา... เขาไม่น่าเกิดมาเป็นตำรวจเลยเสียชื่อฉิบ...หาย พี่ป้าน้าอาที่เป็นตำรวจอยู่แถว ยะลา ปัตตานี นราธิวาสไม่เห็นเขาคิดอย่างนี้บ้างเลย เราก็ลูกหลานตำรวจ...รับไม่ได้จริงๆ
หลายวันต่อมาเห็นป้ายติดใต้เสาสัญญาณไฟจราจร มีข้อความว่า "พบเห็นผู้กระทำผิดกฎจราจร กรุณาแจ้งศูนย์จราจร ที่เบอร์ 053......"
มิน่าเล่า เมื่อวันก่อนเราดันไปแจ้งตำรวจจราจรนายนั้น มันเลยไม่ได้เรื่อง
โธ่.....เอ๋ย โทรไปแจ้งศูนย์จราจรก็เรียบร้อยไปแล้ว
วันนี้เดินเล่นผ่านกำแพงสกปรก เห็นข้อความสีสเปย์เลอะเทอะเขียนว่า "*นึกแล้ว*ต้องอ่าน" "ที่หมาฉี่" "จอร์ดพ่อทุกสถาบัน"เดินไปจนสุดกำแพงนั้นดันไปสะดุดกับคำว่า "*ล่ะเบื่อ..."
yes..!นั่นประไรตรงใจจริงๆ