ฝ่ายค้านอัดรัฐบาลใช้เงินนอกงบประมาณผ่านธนาคารรัฐล้านล้านบาทเหมือนรัฐบาลทักษิณ นายสรรเสริญ สมะลาภา สส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ว่า รัฐบาลมีการใช้เงินนอกงบประมาณผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ โดยตั้งเป้าให้ปล่อยสินเชื่อถึง 1 ล้านล้านบาท ทำให้การใช้เงินไม่ได้รับการตรวจสอบจากวิธีการงบประมาณ ขาดวินัยทางการเงินการคลัง และเมื่อเกิดความเสียหายก็ต้องใช้เงินภาษีของประชาชนไปชดเชย โดยสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยอดการปล่อยสินเชื่อคงค้างเพิ่มขึ้นจาก 7 แสนล้านบาท เป็น 1.4 ล้านล้านบาท เพื่อปล่อยกู้ตามนโยบายของรัฐ
ด้าน นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ชี้แจงว่า เงินในงบประมาณปี 2552 ไม่พอลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ต้องอาศัยเงินนอกงบจากการกู้เงินสถาบันการเงิน ซึ่งในส่วนของสถาบันการเงินของรัฐต้องปล่อยสินเชื่อสนับสนุนภาคธุรกิจเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว การตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อมาก เพราะประเมินว่า การลงทุนฟื้นตัว จะมีการกู้ลงทุนใหม่มากขึ้น ส่วนการกู้เงินเพื่อลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ก็ยังทำอยู่ในกรอบวินัยการคลัง หนี้สาธารณะไม่เกิน 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากปัจจุบันอยู่ที่ 36.8% ของจีดีพี
ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.ระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า งบประมาณปี 2552 ในส่วนด้านพลังงานที่ใช้งบประมาณกว่า 2,500 ล้านบาท รัฐบาลยังใช้ไม่เกิดประโยชน์ ไม่มีแผนการประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทนที่ชัดเจน ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นเกิดจากความไม่เป็นธรรมของบริษัท ปตท. ที่ขายก๊าซให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในราคาที่แพงกว่าบริษัทลูกของ ปตท. ถึง 35 บาท
อย่างไรก็ตาม นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า รัฐบาลได้ชักชวนคนขับรถมาใช้ก๊าซเอ็นจีวี เพราะราคาน้ำมันแพงขึ้น ส่วนที่จะขึ้นราคาก๊าซ แอลพีจี ก็ประกาศไว้นานแล้วว่าจะขึ้นวันที่ 1 ก.ค. ส่วนเรื่องบริษัท ปตท. ได้กำไรมากจากการขายน้ำมันและก๊าซ ก็มีการชี้แจงใน ครม.แล้วว่าเอาไปทำอะไรบ้าง
โพสต์ทูเดย์ 29 มิถุนายน 2551