การพูดอันว่าด้วยเรื่องของการสื่อสารถ้าจะแยกแยะออกมาก็จะว่ากันได้สี่ระดับกล่าวคือ

ระดับที่หนึ่งคือ “พูด” พูด พูด พูดไปเรื่อย อยากพูดอะไรก็พูดไป พูดอย่างเดียว เตรียมเค้าเรื่องมา เตรียมโครงที่จะพูดมาแล้วก็พูดไป


ระดับที่สองเป็นการแก้ไขปัญหาของการพูดไปเรื่อย พูดแล้วคนฟังไม่เข้าไป คือพูดแล้วคนที่รับสารนั้นมองไม่เห็นภาพก็คือ “เอาภาพมาให้เห็น” โดยการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เมื่อก่อนก็ฉายสไลด์ เดี๋ยวนี้ก็มีคอมพิวเตอร์ ฉายโปรเจคเตอร์ ก็พูดไปฉายไป ฉายไปก็พูดไป

แต่... ถ้าใครพูดแล้วคนอื่นเห็นภาพตามอันนี้เรียกว่าเก่งจริง คือเก่งแบบไม่ต้องอิงตัวช่วย
คนที่พูดแล้วเขาไม่เห็นภาพ แล้วเอาภาพมาให้เห็นนั่นก็ธรรมดา เปิดภาพให้ดูแล้วเขาก็ย่อมจะดูภาพ แต่คนที่ใช้เพียงคำพูดแล้วพูดจนเขาเห็นภาพนี่จัดว่าเก่งใช้ได้เลยทีเดียว เก่งแบบนี้จัดอยู่เป็นนักพูดระดับสาม

แต่นั่นก็เถอะ ถึงแม้ว่าพูดเก่งสักแค่ไหน ฉายภาพเก่งสักแค่ไหน ใช้ภาพเสริมการพูด พูดเก่งแล้ว ใช้รูปเก่งอีก แต่ความเก่งนั้นช่วยให้สังคมนี้ดีขึ้นหรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่น่าคิด

เราลองมาคิดถึงความจริงข้อหนึ่งว่า ในสังคมทุกวันนี้เรา องค์กรของเรา ประเทศของเรา โลกของเรา เสียเงินไปกับกระบวนการอันเกี่ยวข้องกับการพูดไปเท่าไหร่แต่เท่าไหร่

การอบรมก็ดี สัมมนาก็ดี วิทยากรเก่ง ๆ ทั้งนั้น ค่าจ้างชั่วโมงละหลายหมื่น หลายแสน ค่าห้องสัมมนา ค่าอาหาร อะไรเอกสารอีกจิปาถะ สิ่งเหล่านั้นทำให้ความสุขของคนในสังคมเจริญขึ้นหรือแย่ลงเมื่อเทียบกับเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เสียไป

จากนั้นเราก็หาทางออกมาอีก หากิจกรรมเสริมการพูด หากิจกรรมเสริมในเวที หาเทคนิคโน้น เทคนิคนี้ โอ้โห ประทับใจมาก ๆ เลย มีความสุขมาก ๆ แต่เมื่อเวทีจบ หรือปฏิบัติงานจริงไปสักระยะหนึ่ง ฟางที่ถูกไหม้ไฟก็อันตรธานจางหายไปริบหรี่ดุจแสงหิ่งห้อยยามค่ำคืน

การพูด การอบรม สัมมนา วิทยากรกระบวนการ เวทีแบบมีส่วนร่วม Brian Storming เทคนิคอื่น ๆ อีกมากหลายที่เราเสียเงินประเทศไปเรียนมาก็ดี ครูพักลักจำมาก็ดี สิ่งต่าง ๆ ที่ดีเหล่านี้เผาผลาญทรัพยากรมนุษย์ เงิน และอุปกรณ์ของประเทศไปนักต่อนัก เราควรที่จักบวกลบคูณหารให้ดี ๆ

ดังนั้น นักพูดประเภทที่สี่ควรจะทำให้เกิดและมีขึ้นอย่างมากในสังคมโลกของเรา

นักพูดที่สามารถใช้คำพูดไปสะกิดต่อม แทงใจดำ ประดุจพลิกของที่คว่ำอยู่ให้หายได้ นักพูดประเภทนี้ไซร้เรียกได้ว่า “ดีที่สุด...”

การทำย่อมสำคัญกว่าการพูด ดังนั้นการพูดแล้วให้คนอื่นได้ทำนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในสังคม
ในทุกวันนี้มีคนพูดเยอะ มีคนทำน้อย
คนทำมาบอกมาเล่าให้คนอื่นทำ คนฟังแล้วก็ดี ทำตามแต่นั่นก็เถอะ ทำประเดี๋ยวหนึ่งแบบไฟไหม้ฟางแล้วก็หายไป

หญ้าคาบุคคลจับไม่มั่นแล้วถอนขึ้นย่อมบาดมือฉันใด การงานใดอันบุคคลทำแล้วไม่จริงจัง ไม่ขวนขวายทำจริง ทำแบบเล่น ๆ ย่อมบาดจิต บาดชีวิตของบุคคลผู้นั้นนั่นเอง

คนที่จะพูดให้แทงใจดำจนนำผู้อื่นปฏิบัติได้ บุคคลผู้นั้นต้องเขี่ยวกรำทำตนเองอย่างสาหัสสากรรจ์มาก่อน
ผ่านร้อนผ่านหนาวแลกด้วยความเพียร สู้มาอย่างถูกต้อง ทำอย่างถูกทางมานานแล้วนักต่อนัก
เข้าใจจิตใจตนอย่างถ่องแท้
เมื่อเข้าใจจิตใจตน เข้าถึงจิตใจตนอันเป็นสิ่งที่เข้าใจและเข้าถึงได้ยากแล้ว จิตใจของผู้อื่นเล่าจะมิยากเย็นเลย

ในทุกวันนี้เรามุ่งจะไปสอนคนพูด พูดให้คนอื่นฟัง ทำแต่ให้คนอื่นเห็น
อ่านหนังสือมาก แต่ไม่ยอมกลับมาอ่านใจของเราเลย
นักพูดที่ดี ต้องเป็นนักอ่านที่ดี และนักอ่านที่ดีนั้น ย่อมอ่านใจตนเองอยู่เสมอ
นักอ่านที่ดีที่สุด คือนักอ่านที่อ่านใจของตนเองได้อย่างกระจ่างชัด ฉันใดก็ฉันนั้น
นักพูดที่ดีย่อมเป็นนักพูดที่พูดบอกจิตบอกใจตนเองให้ปฏิบัติตามทางเดินแห่งอริยมรรคจนบรรลุผล
บอกตนเตือนตนด้วยคำพูดของตนเอง คำพูดเหล่านั้นนั่นแลจะเป็นคำพูดที่ทรงพลังที่จะนำไปแทงใจนำจนสามารถนำเพื่อนร่วมสังคมนี้ให้คิด พูด ทำ ตามหนทางอันประเสริฐได้...